บทที่ 10 สมควรตาย
“โอ้โห เด็กนี่มันเทพไปแล้ว”
“ต้องมีเซียนคุ้มอยู่แน่ ๆ หรือไม่ก็บังเอิญพบเทพเข้า”
“ว้าว! เขาต้องได้รับมรดกวิชาแพทย์มาจากเซียนแน่ ๆ”
ประกายสายตาพวกเขาต่างเต็มไปด้วยความปรารถนา แต่ละคนพากันร้องอุทานด้วยความตะลึง!
แต่น่าเสียดาย ต่อให้หลินชี่หยางจะเป็หมอเทวดาจริง ๆ ด้วยสถานะของพวกเขา ก็คงไม่ได้อะไรดี ๆ จากสถานการณ์นี้มาหรอก
“ตั้งใจทำงาน! ” ผู้จัดการดุด่า “ถ้ายังอยากมีงานให้ทำ ก็อย่านินทาคุณหลินลับหลัง”
ทุกคนต่างตัวใครตัวมัน รีบแยกย้ายจากกันไป
พอหกโมงเย็น ผู้คนจำนวนหนึ่งเริ่มทยอยกันมายังโรงแรมไห่จวินเยี่ยน
เวลาเฉียดสองทุ่ม บุคคลสำคัญประจำเมืองไห่เฉิงล้วนมากันครบจนเกือบหมดแล้ว
“คุณหลี่ช่างมีหน้ามีตาจริง ๆ ดูเหมือนคนดังในไห่เฉิงจะมากันเกือบครบเลย”
หลี่จงยิ้มด้วยความยินดี “ไม่หรอก ก็เพราะแขกผู้เกียรติของงานนี้ไม่ธรรมดา ผมเลยต้องเชิญทุกคนมาพบกัน”
หวังฉางเยาะหยัน “มีเื่พิเศษเกิดขึ้นจริง ๆ เหรอครับ? ในเมื่อทุกคนต่างรู้ดีว่าเขยตระกูลจ้าวเป็แค่คนเก็บของเก่า แค่โชคดีได้รับความเอ็นดูจากท่านปู่จ้าว เลยหันมาบีบบังคับให้หลานสาวตบแต่งด้วย”
“น่าสงสารจริง ๆ กับสาวสวยระดับนั้น ให้มาเป็เมียน้อยผมยังดีกว่าไปแต่งให้ไอ้ขยะนั่นเลย! ”
“พูดจริงเหรอ” หลินชี่หยางเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย กวาดตามองแขกในงาน เพียงแค่สายตาเดียวก็ทำให้ทุกคนรู้สึกหนาวะเืไปถึงใจ ทั่วทั้งห้องโถงเงียบกริบในพริบตา
หวังฉางสั่นเทิ้มแต่ไม่อยากเสียหน้าเลยดันทุรังพูดต่อ
“ใช่ นายเป็ลูกเขยมานานขนาดนี้ แต่ยังไม่ทำอะไรเป็ชิ้นเป็อัน ปล่อยให้คุณหนูจ้าวที่สวยราวดอกไม้ต้องวิ่งวุ่นอยู่ในวงการธุรกิจ ไอ้ขยะไร้ความสามารถอย่างนาย ยังกล้าคิดที่จะยืนอยู่บนจุดสูงสุดของเมืองไห่เฉิงอีกเหรอ ฝันไปเถอะ!”
หลินชี่หยางหัวเราะเยาะให้คนเหล่านี้ พลันเห็นชายชราสามคนเดินเข้ามา สีหน้าของพวกเขาเคร่งขรึม ท่าทางดูผึ่งผาย
เมื่อเห็นจ้าวหนิงซียืนอยู่ข้างหลินชี่หยาง ก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เ็าว่า “สาวน้อย ได้ยินว่าเธอบอกให้ผู้ถือหุ้นอย่างพวกเราถอนทุนใช่ไหม?”
“ตอนพ่อแม่เธอยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาปฏิบัติต่อพวกเราด้วยความเคารพเกรงอกเกรงใจ แล้วเธอมีสิทธิ์อะไรมาเรียกร้องเื่แบบนี้โดยไม่อธิบายเลยสักข้อ”
“ลุงหวัง…”
จ้าวหนิงซีพูดยังไม่ทันจบ ก็ถูกหลินชี่หยางปกป้องไว้ข้างหลัง “มีอะไรก็มาคุยกับผม อย่าไปหาเื่เมียผม!”
“เหอะ ๆ” หวังฉีเหลียงมองเขาอย่างดูถูก “แล้วนายเป็ใคร? ฉันกำลังคุยกับหนิงซีอยู่ นายมีสิทธิ์อะไรมายุ่ง”
สีหน้าของหลินชี่หยางเ็าลง อารมณ์กำลังจะแปรเปลี่ยนเป็โมโห แต่ถูกจ้าวหนิงซีดึงแขนเสื้อไว้
หลินชี่หยางหันไปมองเธอ พร้อมร้องขอด้วยสายตาให้เธอมั่นใจในตัวเขา “ก็ได้ ถ้าอย่างนั้น รอให้ผมสั่งสอนไอ้คนตาบอดนั่นก่อน แล้วค่อยมาว่ากันทีหลัง”
เหล่าผู้าุโไม่พอใจ
ในวันแต่งงานของจ้าวหนิงซี พวกเขาเองก็อยู่ในงาน ตลอดทั้งพิธี ไอ้ขี้แพ้คนนี้นิ่งเฉยเหมือนหุ่นดินปั้น ควบคุมได้ง่ายแสนง่าย เป็ขยะของแท้ไม่มีสอง
คุณปู่จ้าวลากเขาไปแนะนำให้รู้จักกับแขกในงาน หวังให้เขาได้รับการดูแลในอนาคต แต่หลินชี่หยางกลับทำได้แค่ยิ้มเง่อะงะ ไม่ต่างอะไรไปจากรูปปั้นดินเผา แม้แต่คำพูดตอบรับก็ไม่มี ตลอดทั้งงานไม่พูดไม่จาออกมาสักคำ
ถ้าเื่ราวพวกนั้นไม่เคยเกิดขึ้น พวกเขาคงไม่กล้าหยามเกียรติตระกูลจ้าวถึงขนาดนี้
ใครจะคิด สี่ปีผ่านไป เขากลับกล้าทำกิริยาเย่อหยิ่งจองหองออกมาถึงขนาดนี้!
‘หวังฉาง’ อาศัยอยู่ใต้ร่มอิทธิพลของตระกูลหวังที่รุ่งเรืองในเมืองไห่เฉิงมาเกือบพันปี มีเครือข่ายความสัมพันธ์เส้นสายซับซ้อน แม้ปัจจุบันตระกูลจะเสื่อมโทรมลงไปบ้าง แต่เขายังคงนับเป็อันธพาลประจำท้องถิ่นที่จัดการยาก
ไม่มีใครในงานเลี้ยงไม่เกรงใจเขา
แต่ไอ้เขยขยะแต่งเข้าบ้านเมียนี่กลับกล้าพูดจาโอหังถึงขนาดนี้ คงไม่นึกรักชีวิตตัวเองแล้วสินะ!
หวังฉางที่ทำตัวเหิมเกริมมาหลายปี พอได้ยินคำพูดของเขาก็ด่ากลับไปทันทีว่า “นายก็เป็ได้แค่หมาบ้านที่ตระกูลจ้าวเลี้ยงไว้ มาเห่าหอนเสียงดังแบบนี้ ฉันจะเอาชีวิตหมาของนายแล้วทำให้ตระกูลจ้าวอยู่ในเมืองไห่เฉิงต่อไปไม่ได้!”
หลินชี่หยางพูดอย่างไม่ใส่ใจ “โอ้? ถ้าอย่างนั้น ผมคงต้องทำตามใจตัวเองแล้วล่ะ!”
พูดจบก็เดินไปหาหวังฉาง
กับทางหวังฉาง เขาพลันรู้สึกใจหายใจคว่ำขึ้นมาอย่างประหลาด จึงรีบร้อนออกไปว่า “ช่วยด้วย อย่าให้เขาเข้ามา!”
คนรอบข้างอยากเอาอกเอาใจหวังฉางด้วยเห็นแก่หน้าตระกูลของเขา จึงก้าวเข้ามาขวางหน้าหลินชี่หยาง หมายขัดไม่ให้้าของเขาลุล่วง
ชายหนุ่มเยาะเย้ยว่า “พวกนายนี่ไม่ต่างไปจากที่เขาพูดเมื่อกี้เลยจริง ๆ นะ ดูวิธีการที่พวกนายแสดงออกมาแต่ละอย่างสิ ช่างเป็หมาที่ดีเสียจริง”
เหล่าคนที่ดาหน้าเข้ามาล้วนเคร่งเครียด พยายามฝืนทนต่อบรรยากาศคุกคาม “ตระกูลของหวังฉางมีอิทธิพลลึกซึ้ง ในเมืองไห่เฉิงไม่มีใครทำธุรกิจโดยไม่ผ่านเขา ถ้านายทำให้เขาโกรธเข้าจริง ๆ ตระกูลจ้าวจะต้องล้มละลายไปภายในพริบตา”
“ฮ่า ๆ” หลินชี่หยาง หัวเราะพูดว่า "ที่แท้เมืองไห่เฉิงก็มีทรราชแบบนี้อยู่ด้วย? อากาศเย็นแล้ว ระวังหวังกรุ๊ปจะล่มสลายนะ”
ได้ยินคำพูดของเขา หวังฉางก็หัวเราะทันที
“ตอนนี้นายพอจะรู้ว่าอะไรเป็อะไรแล้วสินะ ถ้าอย่างนั้นมาคุกเข่าขอขมาฉันหน่อยมา ไม่ใช่ว่านายเก่งเื่แบบนี้อยู่แล้วเหรอ? ถ้าทำให้ฉันพอใจ บางทีฉันอาจจะละเว้น ไม่ทำให้ตระกูลจ้าวล้มละลายก็ได้ ไม่อย่างนั้น…”
“ไม่อย่างนั้นอะไร”
หลินชี่หยางค่อย ๆ เดินมาข้างหน้าเขา
ผู้คนในงานเงียบลง จับตามองทั้งสองคนอย่างตึงเครียด
คนหนึ่งคือทายาทของตระกูลหวังที่มีชื่อเสียงโด่งดัง อีกคนคือลูกเขยที่ชื่อเสียงพุ่งขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยของตระกูลจ้าว
สองคนนี้มีความขัดแย้งกัน จึงเป็ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
แต่หวังฉางกลับสังหรณ์ใจไม่ดีอยู่เล็กน้อย
หวังฉางเคยถูกปฏิบัติแบบนี้เสียที่ไหนกัน ั้แ่ยังเด็ก เขามักพึ่งพาครอบครัวเป็หลัก และได้รับการเอาอกเอาใจจากทุกคนอยู่เสมอ แม้แต่หลี่จงยังให้เกียรติเขาอยู่บ้าง
ทางหลี่จง เขามองการเผชิญหน้าระหว่างคนหนุ่มทั้ง 2 ด้วยความคิดซับซ้อน เพราะสิ่งที่เขากลัวที่สุดคือการที่หวังฉางไปกระทบกระทั่งกับหลินชี่หยาง
เพราะงานในค่ำคืนนี้ หวังเฉิงผู้นำตระกูลหวังก็ตอบรับคำเชิญด้วย แต่หลังจากรู้ถึงจุดประสงค์ของการจัดงานเลี้ยงในครั้งนี้ เขาจึงประวิงเวลาและตัดสินใจมาทีหลัง
หวังเฉิงคงจะมาหาเื่พวกเขาแน่ ถ้าหวังฉางถูกรังแกหรือแม้แต่ถูกดูถูกเพียงเล็กน้อย
ขณะที่หลี่จงกำลังคิดหาทางออกของปัญหา หลินชี่หยางกลับชิงลงมือกะทันหัน ด้วยการกดตัวหวังฉางลงกับพื้น กระแทกหัวเขาลงไปสามครั้งติด ๆ กัน! จากนั้นค่อยลุกขึ้นยืน เช็ดมือมา
“ในเมื่อครอบครัวของนายอาศัยความเป็เ้าถิ่นการเก็บค่าคุ้มครองเพื่อสร้างฐานะ นายก็ควรจะคำนับขอบคุณพวกเราที่ให้เงินครอบครัวของนายด้วย!”
ตามมาด้วยคำพูดจังหวะเชื่องช้า “ต่อไปอย่ามาพูดว่าฉันไม่เคยสอนมารยาทให้นายเชียว!”
ทุกคนมีสีหน้าที่แตกต่างกันไป กล้าดียังไงถึงบังคับให้ทายาทตระกูล หวังคุกเข่าคำนับตนเอง
บ้าระห่ำจริง ๆ
บ้างจึงพากันหลบ บ้างก็ยืนห่างออกไป ด้วยกลัวว่าตระกูลหวังจะจดจำพวกเขาไว้ในฐานะผู้ได้รับการคำนับนี้
หัวใจของหลี่จงเต้นไม่เป็จังหวะเมื่อเห็นว่าสถานการณ์บานปลายมาถึงขั้นนี้ จึงรีบให้คนสนิทเข้าไปขวางไม่ให้หวังเฉิงมายุ่ง
แต่กลับสายไปเสียแล้ว
หวังเฉิงยืนอยู่ตรงประตู คนที่พากันหลบหนีไปทำให้เขาเห็นลูกชายของตัวเองที่ถูกบังคับให้คำนับได้อย่างชัดเจน! ดวงตาของเขาลุกโชน
ในเขตแดนของเมืองไห่เฉิง กล้าดียังไงถึงมาดูถูกตระกูลหวังแบบนี้!
แถมคนคนนั้นยังเป็ไอ้ขยะที่แต่งเข้าไปในตระกูลจ้าว คนที่แต่แรกเป็แค่คนเก็บขยะ!
ในอดีตใบหน้าของหวังเฉิงมักถูกแต่งแต้มไว้ด้วยรอยยิ้ม ทำให้เขาดูเป็มิตรมาก มีเพียงบางคนเท่านั้นที่รู้ ว่าใจของเขาโเี้แค่ไหน ยิ่งยิ้มได้อ่อนโยนเท่าไหร่ ก็ยิ่งมากเล่ห์ขึ้นเท่านั้น!
เหมือนกับที่หลินชี่หยางพูด ด้วยอำนาจฝังรากลึกของตระกูลหวัง ไม่รู้พวกเขาหลอกลวงบริษัทไปมากเท่าไหร่ เก็บค่าคุ้มครองไปเยอะแค่ไหน
หากมีเื่บริจาคเงินหรือสิ่งของ เขาจะใช้ตำแหน่งหัวหน้าตระกูลหวังพร้อมใบหน้าเมตตา ผลักให้ทุกคนบริจาคมันมาด้วยความเต็มใจ
และเขาไม่เพียงแต่ไม่ต้องบริจาคเงินเท่านั้น ทว่ายังได้รับ ‘ค่าตอบแทน’ และชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่จากเื่นี้อีกด้วย!
หากมีใครกล้าทำให้เขาไม่พอใจ อำนาจของตระกูลหวังย่อมสามารถถลกหนังคนผู้นั้นได้
ในเมืองไห่เฉิง ไม่มีใครกล้าไม่ให้ความเคารพเขาหรอก
แต่ตอนนี้ทายาทตระกูลหวังกลับถูกบังคับให้คุกเข่าและคำนับลงต่อหน้าผู้คนมากมาย!
หลินชี่หยางกล้าดียังไง กับคนที่อยู่ในเหตุการณ์แต่ไม่กล้าช่วยเหลือเขาหวังฉางด้วย
สมควรตายจริง ๆ!