หลังจากทั้งสามคนกลับมาถึงค่ายพักแรมของครอบครัวตนเองหลินเฉิงจางก็รีบถอดเสื้อคลุมแล้วนำไปห่มให้หลินเสวี่ยจู๋
“ลูกสาว รีบมาผิงไฟเร็วผมเจ้ายังเปียกอยู่เลย ระวังจะเป็นหวัดเอา”
หลินเฉิงเหยารีบหาสมุนไพรลดไข้เฟิงหาน[1]ก่อนจะใส่ลงไปต้มในหม้อระหว่างต้มสมุนไพร ครอบครัวสกุลหลินสายรองสิบกว่าคนก็นั่งพูดคุยกันอยู่ข้างกองไฟ ทว่าไม่มีผู้ใดพูดถึงฮูหยินผู้เฒ่าหลินเฉิงคุน และกัวซื่อเลย
เจี่ยงฉีซวงเอ่ยกับหลินเสวี่ยจู๋“หลานสาว ข้าเห็นเจ้าค่อนข้างชอบแม่หนูรองของสกุลหลัก เมื่อก่อนพวกเจ้าเคยมีความสัมพันธ์อันดีกันหรือ?”
หลินเสวี่ยจู๋ที่กำลังจะเอาเส้นผมไปอังกับความร้อนของกองไฟรีบตอบ“ข้าไม่สนิทกับนางเจ้าค่ะ”
นี่คือความจริง เพราะจวนสกุลหลินแบ่งแยกสายหลักกับสายรองอย่างชัดเจนภายใต้การควบคุมของฮูหยินผู้เฒ่าคนสกุลหลักที่เป็นผู้ใหญ่แล้วมักดูแคลนที่จะคบค้าสมาคมกับคนสกุลรอง ส่วนคนสกุลหลักที่ยังเยาว์วัยจะถูกสั่งห้ามไม่ให้สุงสิงกับคนสกุลรองดังนั้นนางกับหลินเสวี่ยอีจึงเคยพบกันเพียงไม่กี่ครั้ง
เจี่ยงฉีซวงประหลาดใจ“แต่เมื่อครู่ข้าเห็นเจ้าดูแลนาง”
หลินเฉิงเหยาสามารถตอบคำถามนี้แทนหลินเสวี่ยจู๋ได้“เด็กคนนั้นมีจิตใจบริสุทธิ์ ไม่เหมือนคนอื่น”
เจี่ยงฉีซวงเข้าใจแจ่มแจ้งในทันทีพลางคิดในใจว่าหลานสาวคนโตช่างเป็นคนที่แบ่งแยกรักและเกลียดออกจากกันอย่างชัดเจน
จิตใจดีแต่กลับไม่โง่เขลาช่างชวนให้ผู้คนชื่นชอบเสียจริงๆ
หลังจากต้มยาเสร็จแล้วทุกคนในครอบครัวก็ดื่มไปคนละชาม แล้วแยกย้ายกันเข้านอน
ผู้ใดจะคาดคิดว่าเพิ่งนอนได้ไม่นานก็ได้ยินเสียงเอะอะดังขึ้น
“ท่านผู้คุม ท่านผู้คุมช่วยด้วย”
“ท่านผู้คุม มีคนถูกพิษ”
“แหวะ...”
เสียงตะโกนกับเสียงอาเจียนดังขึ้นเป็นระลอก
หลิวขุยจำต้องกระโดดลงจากรถม้าอีกคราเมื่อพิจารณาให้ดีก็พบว่าคนที่ถูกพิษมีเกือบครึ่ง
“สกุลหลินมีหมอ”หลิวขุยตอบสนองรวดเร็วยิ่ง เขาวิ่งมาทางพวกหลินเสวี่ยจู๋
“หมอหลินรบกวนเจ้าช่วยตรวจดูหน่อย ดูเหมือนคนเหล่านี้จะกินเห็ดพิษเข้าไป” หลิวขุยตะโกน
หลินเฉิงเหยาขมวดคิ้วมุ่นเขาเห็นอาการของทุกคนแล้ว รู้สึกว่ายากที่จะรับมือ
สมุนไพรที่เขามีอยู่ไม่มากได้นำไปมอบให้คนสกุลหลินสายหลักไปหมดแล้วเมื่อครู่ตอนนี้ถึงคิดที่จะช่วยคนก็ไม่มีสมุนไพร
เขามองไปทางหลินเสวี่ยจู๋โดยไม่รู้ตัวไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจิตสำนึกของเขาถึงบอกว่าหลานสาวคนโตน่าจะมีวิธีแก้ปัญหา
หลินเสวี่ยจู๋ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วพลางเอ่ยกับหลิวขุย “ท่านผู้คุม รบกวนท่านแบ่งพวกเขาออกเป็นกลุ่ม แล้วแบกคนที่ถูกพิษไปที่ลำธารแล้วกรอกน้ำลงท้องพวกเขาโดยเร็วที่สุดตอนนี้พิษน่าจะยังไม่ออกฤทธิ์อย่างสมบูรณ์ หากอาเจียนออกมาทันเวลาก็จะเลี่ยงไม่ให้พิษส่งผลรุนแรงยิ่งกว่าเดิมแต่ต้องระวังไม่ให้พวกเขาอาเจียนลงไปในลำธาร เพื่อไม่ให้ปนเปื้อนแหล่งน้ำ”
“ตกลง” หลิวขุยรับปากแล้วสั่งให้ลูกน้องไปจัดการทันที
หลินเสวี่ยจู๋หันไปมองคนในครอบครัวตนเอง“พี่น้องสกุลหูกับเหยียนต้า พวกท่านสี่คนช่วยกันต้มน้ำให้เดือด ลู่โม่อยู่ดูแลสามีของข้า ส่วนคนอื่นๆติดตามท่านอากับอาสะใภ้ไปหาสมุนไพรบริเวณใกล้เคียง เร็ว!”
“ข้าจะไปด้วย”เว่ยหงเอ๋อร์ลุกขึ้นยืน
เมื่อหลินเสวี่ยจู๋เห็นหลินเซิ่งจิ่งมีท่าทีไม่ต้องการจะไปก็พยักหน้าให้เว่ยหงเอ๋อร์ “มาเถิด”
หลินเฉิงเหยารีบแบกตะกร้าสมุนไพรใบเล็กของเขาแล้วนำทุกคนออกเดินทางทันที
หลินเสวี่ยจู๋เดินตามหลังเขาอย่างใกล้ชิด
ทุกครั้งที่หลินเฉิงเหยาเก็บสมุนไพรนางจะแอบจดชนิดของสมุนไพรนั้นเอาไว้ แล้วเข้าไปหาในตู้ยาของมิติ
โชคดีที่มิติของนางมีสมุนไพรครบครันแม้ว่าจะเปลืองแรงไปหน่อย แต่นางก็หามาได้สองสามชนิด จากนั้นนางก็ลอบเดินออกจากขบวนอย่างเงียบงันแล้วพุ่งไปอีกทางที่ไม่มีคน
นางแสร้งเดินอ้อมกลับไปที่ค่ายพร้อมหอบสมุนไพรที่หยิบมาจากในมิติไว้ในอ้อมแขน
หลิวขุยสั่งให้คนออกไปรวบรวมหม้อมาหลินเฉิงจาง เหวินซิ่วชิง และลู่ซื่อรับผิดชอบตักน้ำส่วนหลินเจียย่วนกับลู่โม่รับผิดชอบต้มน้ำ ตอนนี้ทั้งคู่กำลังยุ่งอย่างถึงที่สุด
หลินเสวี่ยจู๋เทสมุนไพรลงในหม้อก่อนจะคนด้วยแท่งไม้ไผ่ แล้วเดินหายเข้าไปในป่าอีกครา
หยวนซิวนั่งอยู่ใต้ต้นไม้เขาสังเกตเห็นความแตกต่างของสมุนไพรในมือนางได้ในปราดเดียว
สมุนไพรเหล่านั้นผ่านการแปรรูปให้แห้งมาแล้วไม่ใช่แบบที่เพิ่งเก็บมาสดๆ
นางหาสมุนไพรที่ผ่านการแปรรูปมามากมายถึงเพียงนี้ในระยะเวลาสั้นๆได้อย่างไร?
บนตัวของสตรีผู้นี้มีความลับอย่างที่คิด
หยวนซิวหรี่ตาลง คว้าก้อนหินสองสามก้อนโยนลงไปในหม้อ
สมุนไพรจมลงสู่ก้นหม้ออย่างรวดเร็วด้วยแรงกดทับของหิน
ไม่นานยาในหม้อก็เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน
ในเวลานี้หลินเสวี่ยจู๋กำลังเดินเตร็ดเตร่อยู่ในป่าในใจขบคิดว่าจะช่วยผู้คนอย่างไรดี
นางไม่สามารถนำสมุนไพรออกมาได้อีกมิฉะนั้นจะต้องถูกเปิดโปงอย่างแน่นอน
แต่คนถูกพิษมีมากมายเกินไปจริงๆสมุนไพรเพียงเท่านี้ไม่เพียงพอเลยด้วยซ้ำ
คิดไปคิดมานางก็นึกได้ว่ามีโอสถถอนพิษอยู่ในตู้ยาของสิ่งนี้จะต้องมีฤทธิ์รุนแรงมากเป็นแน่ หากนำมาบดแล้วผสมลงในหม้อยา...
หลินเสวี่ยจู๋ไม่ได้คิดมากส่งจิตสำนึกเข้าสู่มิติ แล้วหยิบโอสถถอนพิษออกมาสองเม็ด จากนั้นก็ออกจากมิติแล้วนั่งลงบนพื้นบิยาที่มีขนาดเท่าเล็บมือออกเป็นชิ้นเล็กๆ เหมือนเศษหมั่นโถว นางซ่อนเศษยาไว้ในมือแล้วรีบกลับไปที่ค่ายพักแรม
“ผู้ใดโยนก้อนหินลงมาในหม้อ?” นางเห็นสภาพของหม้อต้มยาก็รู้สึกปวดศีรษะเล็กน้อยทันที
ลู่โม่ได้ยินเช่นนั้นก็ใช้แท่งไม้ไผ่สองอันตักก้อนหินออกมา
หลินเสวี่ยจู๋ฉวยโอกาสตอนที่ตนเองกำลังคนยาโยนเศษยาลงไปในหม้อแล้วยังใส่น้ำพุจิตวิญญาณลงไปอีกเล็กน้อย เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วนางก็รีบเดินไปที่ริมลำธาร
“ข้าดื่มไม่ลง ท้องข้าจะแตกอยู่แล้ว”
ชายหนุ่มผู้หนึ่งเอามือกุมท้องพลางผลักภรรยาที่กำลังโน้มน้าวให้เขาดื่มน้ำจนนางล้มลงกับพื้น
แม้ว่าภรรยาเขาจะถูกพิษแต่เนื่องจากกินเห็ดไปไม่เยอะ อาการจึงไม่หนัก นางคอยดูแลชายหนุ่มอยู่ตลอดเวลา
หลินเสวี่ยจู๋จำสองคนนี้ได้เพราะนางสังเกตเห็นว่าทุกครั้งที่ผู้คุมแจกจ่ายขนมปัง ชายหนุ่มจะกินไปหนึ่งชิ้นครึ่งและให้ภรรยากินเพียงครึ่งชิ้นเท่านั้น นับว่าเป็นชายหนุ่มที่เห็นแก่ตัวและไม่สนใจความเป็นความตายของผู้อื่นอย่างแท้จริง
ไม่ต้องพูดว่าเขาต้องกินเห็ดไปเยอะมากแน่ๆถึงได้มีอาการรุนแรงถึงเพียงนี้
หลินเสวี่ยจู๋ยิ้มหยัน นางเดินไปข้างๆภรรยาของเขาก่อนจะเอ่ย “พี่สะใภ้ ข้าเห็นท่านถูกพิษเพียงเล็กน้อย เช่นนั้นท่านต้องดื่มน้ำให้มากหน่อยแล้วค่อยกินยาถอนพิษเท่านี้ก็หายดีแล้ว ส่วนสามีท่าน ในเมื่อเขาไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อเหตุใดท่านต้องไปบังคับเขาด้วยเล่า?”
“เจ้าว่าอันใดนะ!” สีหน้าของชายหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นดุร้ายหากไม่ใช่เพราะร่างกายกำลังเจ็บปวดทรมาน เขาย่อมปรารถนาที่จะลุกขึ้นมาแล้วตบหน้าหลินเสวี่ยจู๋สักสองที
หลินเสวี่ยจู๋ไม่สนใจเขา นางเอ่ยกับหลิวขุยที่ยืนสั่งการอยู่ด้านข้าง“ท่านผู้คุม ท่านคิดว่าพวกเราควรกำหนดเกณฑ์ในการช่วยเหลือหรือไม่? ตัวอย่างเช่น รักษาผู้ถูกพิษระดับเบาและพยายามรักษาผู้ถูกพิษระดับปานกลาง ส่วนผู้ถูกพิษระดับร้ายแรง ช่วยได้ก็ช่วยช่วยไม่ได้ก็ทำได้เพียงปล่อยไป เช่นนี้ถึงจะเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดเพื่อรักษาชีวิตผู้คนจำนวนมากเอาไว้”
หลิวขุยครุ่นคิดก็เห็นว่าคำพูดของหลินเสวี่ยจู๋ดูเหมือนจะมีเหตุผลจึงพยักหน้าตกลง ให้ลูกน้องป่าวประการเกณฑ์ในการช่วยเหลือนี้ออกไป
หลินเสวี่ยจู๋มองชายหนุ่มอย่างคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มแล้วเอ่ยลอยๆ “พี่ใหญ่ ชีวิตของท่านก็แล้วแต่ท่านจะดื่มน้ำหรือไม่ท่านก็ตัดสินใจเองเถิด”
ชายหนุ่มมีโทสะอยู่ในใจแต่กลัวตายยิ่งกว่าเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็โน้มตัวไปที่ริมลำธารแล้วดื่มน้ำอย่างสุดกำลัง
“อย่ามัวแต่ดื่ม ท่านต้องอาเจียนออกมาด้วยนะ”หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยเตือน
ชายหนุ่มมีสีหน้าขมขื่น“ข้า ข้าอาเจียนไม่ออก”
หลินเสวี่ยจู๋ไม่เปลี่ยนสีหน้านางยื่นสองนิ้วออกมาแล้วทำท่าสาธิต “ใช้นิ้วล้วงเข้าไปจนถึงโคนลิ้น แรงๆ นะ”
เมื่อเห็นชายหนุ่มมีสีหน้าทุกข์ทรมานขณะทำตามนางนางก็คลี่ยิ้มพลางยักไหล่
บุรุษสุนัขนิสัยเห็นแก่ตัวที่พอมีเรื่องก็ระบายโทสะกับภรรยาพรรค์นี้ต้องให้เขาทนทุกข์ทรมานมากหน่อย
.............................
[1] เฟิงหานหมายถึง อาการไข้ที่เกิดจากลมเย็น