เกิดใหม่ครั้งนี้พกสวนแห่งชีวิตสู่ยุค 70 พลิกชะตาตระกูลหลิน
ตอนที่ 41 : ปีที่ผ่านไป
ปลายปี 1966 ข่าวประกาศอย่างเป็นทางการก็มาถึงคอมมูนชิงซงหลิ่งโรงเรียนทุกระดับทั่วประเทศต้องปิดชั่วคราวเพื่อให้นักเรียนนักศึกษาเข้าร่วมการปฏิวัติวัฒนธรรมอย่างเต็มตัวไม่เว้นแม้แต่โรงเรียนประถมเล็กๆ ของหมู่บ้านชิงเหอ
วันสุดท้ายก่อนโรงเรียนปิดครูใหญ่เฉินยืนหน้าชั้นเรียนด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย"ครูไม่รู้ว่าจะได้เปิดเรียนอีกเมื่อไหร่ ทุกคนดูแลตัวเองดีๆ นะอย่าลืมอ่านหนังสือทบทวนบ้างถ้ามีโอกาส"
ซินเยว่เดินกลับบ้านพร้อมอวี้เหมย์ด้วยความรู้สึกงุนงงปนกังวล"ไม่มีโรงเรียนแล้วเราจะทำอะไรกันดีล่ะ"เธอถามเพื่อนด้วยความสงสัยอย่างเด็กๆ
"ไม่รู้เหมือนกัน"อวี้เหมย์ตอบพลางเดินเหยียบก้อนหินข้างทางเล่นไปเรื่อยๆ
สัปดาห์แรกที่ไม่ต้องไปโรงเรียนทุกอย่างดูเหมือนวันหยุดยาวที่สนุกสนาน แต่เมื่อผ่านไปหนึ่งเดือน สองเดือนความรู้สึกแปลกๆ ก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจซินเยว่เธอกลัวว่าตัวเองจะลืมสิ่งที่เคยเรียนมาถ้าปล่อยเวลาผ่านไปเฉยๆ แบบนี้นานเกินไป
คืนหนึ่งเธอปรึกษาเรื่องนี้กับพ่อแม่ "หนูอยากอ่านหนังสือต่อที่บ้านได้ไหมคะกลัวลืมสิ่งที่เคยเรียนมา"
หลินเจี้ยนหมินยิ้มอย่างเข้าใจ"ดีเลยลูก พ่อจะลองสอนคณิตศาสตร์เพิ่มเติมให้เองส่วนแม่ก็สอนเรื่องภาษาได้"
ตั้งแต่นั้นมาครอบครัวหลินก็จัดตารางเรียนกันเองอย่างไม่เป็นทางการที่บ้านจื้อหมิงซึ่งเคยเรียนมัธยมต้นมาก่อนก็ช่วยสอนน้องๆ ในวิชาต่างๆ ที่ตัวเองถนัดส่วนซินเยว่ก็แอบใช้ความรู้จากชาติก่อนสอนแทรกเข้าไปบ้างอย่างระมัดระวังไม่ให้ดูโดดเด่นเกินไปจนน่าสงสัย
"วันนี้เรียนอะไรกันดี"จื้อหมิงถามน้องๆ ทุกเช้าเหมือนเป็นครูประจำชั้นตัวน้อย
อวี้เหมย์เริ่มแวะมาร่วมเรียนด้วยเป็นประจำเพราะที่บ้านของเธอไม่มีใครสอนหนังสือให้ได้ ซินเยว่กับจื้อหมิงจึงกลายเป็นเหมือนครูสอนพิเศษให้เพื่อนบ้านไปโดยปริยาย
นอกจากเรื่องเรียนเวลาว่างที่มากขึ้นก็ทำให้เด็กๆ มีโอกาสช่วยงานบ้านและงานนามากขึ้นกว่าเดิมจื้อเฉิงเริ่มฝึกงานฝีมือที่เคยเรียนรู้กับจื้อกังก่อนที่เขาจะถูกเกณฑ์ทหารและเรียนรู้เพิ่มเติมจากจื้อจวินในวันที่เขาไม่ได้ไปทำงานส่วนซินเยว่ก็ใช้เวลาไปกับการฝึกซ่อมของตามที่สัญญาไว้กับพี่กังและบางครั้งทั้งสามคนพี่น้องก็ขึ้นเขาไปเกี่ยวหญ้าให้หมู เก็บคะแนนงานเหมือนเด็กๆคนอื่นในหมู่บ้านด้วยเหมือนกัน บ้างก็ไปเก็บเมล็ดข้าวในแปลงนาตามหลังผู้ใหญ่บ้างก็ไปแกะเมล็ดข้าวโพด ทำงานเก็บแต้มเล็กๆ น้อยๆเพื่อไม่ให้แตกต่างจากครอบครัวอื่นในหมู่บ้านนี้
ต้นปี 1968 ข่าวดีก็มาถึงในที่สุด ทางการประกาศให้โรงเรียนทยอยกลับมาเปิดสอนใหม่ได้แม้จะยังมีการปรับหลักสูตรให้เข้มข้นกับอุดมการณ์ทางการเมืองมากขึ้นกว่าเดิมก็ตาม
"ในที่สุดก็ได้กลับไปโรงเรียนแล้ว!"จื้อเฉิงร้องด้วยความดีใจเมื่อได้ยินข่าว
ครูใหญ่เฉินยังคงสอนอยู่ที่โรงเรียนประถมหมู่บ้านเช่นเดิมแม้เนื้อหาการสอนจะเปลี่ยนไปบ้างแต่พื้นฐานความรู้ก็ยังคงสอนได้ตามสมควรเมื่อเห็นซินเยว่กลับมาเรียนอีกครั้ง ก็ยิ้มด้วยความดีใจ"สองปีที่ผ่านมาหนูยังคงเก่งเลขเหมือนเดิมเลยนะ"
"หนูอ่านทบทวนที่บ้านตลอดค่ะครู"ซินเยว่ตอบอย่างถ่อมตัวไม่ได้บอกความจริงว่าตัวเองยังคอยสอนคนอื่นในบ้านด้วยเช่นกัน
ในขณะเดียวกันลุงรองก็เริ่มมีความคิดใหม่เกี่ยวกับการช่วยเหลือชุมชนให้มีรายได้เพิ่มขึ้นเขาสังเกตเห็นว่าป่าเขารอบหมู่บ้านอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสมุนไพรหลากหลายชนิดที่มีมูลค่าแต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่รู้จักแยกแยะว่าชนิดไหนขายได้ราคาดี
"ผมว่าเราน่าจะสอนชาวบ้านให้รู้จักเก็บสมุนไพรป่าไปขายที่สถานีรับซื้อของรัฐดูนะ"เขาเสนอในที่ประชุมครอบครัววันหนึ่ง"ช่วงนอกฤดูหนาวจะได้มีรายได้เสริมกันทุกคน ไม่ต้องมีทักษะพิเศษอะไรมากแค่รู้จักชนิดและวิธีเก็บที่ถูกต้อง"
ทุกคนเห็นด้วยกับความคิดนี้ทันทีหลินเจี้ยนกั๋วเสนอตัวช่วยประสานงานเรื่องเอกสารกับสถานีรับซื้อเช่นเดียวกับที่เคยทำให้กลุ่มปักผ้าของหวังซูเจิน
ลุงรองเริ่มสอนความรู้พื้นฐานให้ชาวบ้านกลุ่มเล็กๆก่อน อธิบายวิธีสังเกตสมุนไพรแต่ละชนิดวิธีเก็บที่ไม่ทำลายรากหรือแหล่งเพาะพันธุ์ตามธรรมชาติเพื่อให้เก็บได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
"เก็บแบบนี้นะต้องเว้นให้มันงอกใหม่ได้ ไม่ใช่เก็บจนหมดเกลี้ยง"เขาสาธิตให้กลุ่มชาวบ้านดูอย่างตั้งใจ
ไม่นานครอบครัวของต้าโจวก็เป็นหนึ่งในกลุ่มแรกๆที่เริ่มเก็บสมุนไพรไปขายเสริมรายได้จากการทำนาทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก
เดือนหนึ่งจดหมายจากจื้อหย่วนก็มาถึงบ้านลุงใหญ่อีกครั้งหลังจากห่างหายไปนานทุกคนในบ้านรวมตัวกันฟังลุงใหญ่อ่านจดหมายด้วยความตื่นเต้น
"อาหย่วนเขียนมาว่ายังปลอดภัยดีไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองเลยตามที่เตือนไว้"ลุงใหญ่อ่านออกเสียงให้ทุกคนฟัง "ฮ่าวหรานโตขึ้นมากแล้ว เริ่มพูดได้คล่องแล้วส่วนฮ่าวเหวินน้องสาวก็แข็งแรงดี"
"อยากเจอฮ่าวหรานจังเลยค่ะ"ซินเยว่พูดขึ้นด้วยความคิดถึงนึกถึงหลานชายตัวน้อยที่เคยติดเธอไม่ยอมห่างตอนมาเยี่ยมครั้งก่อน
"อาหย่วนบอกว่าถ้ามีโอกาสวันหยุดยาวจะพยายามพาครอบครัวมาเยี่ยมให้ได้" ลุงใหญ่พูดต่อด้วยรอยยิ้มทุกคนในบ้านต่างตั้งตารอวันนั้นด้วยความหวัง
ปีแล้วปีเล่าผ่านไปในหมู่บ้านชิงเหอท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงมากมายทั้งดีและร้ายครอบครัวหลินก็ยังคงยืนหยัดผ่านทุกอย่างมาได้ด้วยความรักและความร่วมมือร่วมใจที่ไม่เคยจางหายไปเลยแม้แต่น้อย
ปลายปี 1969 ขณะที่ซินเยว่อายุได้สิบเอ็ดขวบเธอเริ่มนั่งคำนวณอย่างจริงจังในใจเกี่ยวกับเส้นทางการเรียนของตัวเองคืนหนึ่งเธอนั่งคิดอยู่คนเดียวใต้แสงตะเกียง กระดาษและดินสอวางอยู่ตรงหน้าขีดเขียนตัวเลขปีต่างๆ ลงไปเรียงกัน
*ถ้าโรงเรียนปิดไปสองปีแบบนี้พอเรียนต่อตามระบบปกติ กว่าจะจบมัธยมปลายก็คงช้ากว่าที่ควรจะเป็นไปเยอะ*
ความคิดนั้นวนเวียนอยู่ในหัวเธอหลายคืนแม้จะยังไม่รู้แน่ชัดว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะกลับมาเปิดอีกครั้งเมื่อไหร่แต่สัญชาตญาณของคนที่เคยเป็นครูมาก่อนบอกเธอว่าควรเตรียมตัวให้พร้อมที่สุดเท่าที่จะทำได้ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่มีแผนการที่ชัดเจน
เธอยังไม่ได้บอกความคิดนี้ให้ใครฟังเก็บไว้คิดทบทวนต่อไปเรื่อยๆ ในใจรอจังหวะที่เหมาะสมที่จะปรึกษาเรื่องนี้กับครอบครัวอย่างจริงจังอีกครั้ง