หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 66 เข้าเมือง

            หลังจากวันหยุดพักอาบน้ำผ่านพ้น วันแห่งการเรียนหนังสือก็มาเยือน

            เฉินโย่วน้อยยามเช้าก็ไปเรียนอักษรกับท่านอาจารย์ ตกบ่ายก็ไปเล่นสนุกกับน้าหลัวของนาง

            หลัวอู๋เลี่ยงหลังจากที่เล่าเรื่องเฉินโย่วไม่อาจจะมีชีวิตอยู่ไม่ถึงวัยปักปิ่นให้ท่านอาจารย์ฟัง วิธีการอบรมเฉินโย่วของนางก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย

            นางเดิมทีในใจลึกๆ ก็ยังมีความหวังกับราชครู

            แม้จะยังไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงมาปรากฏตัวที่นี่ได้ แต่บุคคลตรงหน้านางย่อมเป็นท่านราชครูตัวจริง และเป็นคนตระกูลจ้งอย่างแน่แท้

            ยามที่นางเล่าเรื่องเฉินโย่วให้เขาฟังก็เห็นเพียงดวงตาที่พลันหม่นแสงและร่างกายที่ไหวเอนราวกับจะล้มลง ทว่าก็ไม่ได้กล่าวอันใดออกมา

            เมื่อเห็นเช่นนั้นความหวังที่ริบหรี่ในใจนางพลันดับมอดลงอีกครั้ง

            ในทีแรกนางนั้นจงใจเข้มงวดกับเฉินโย่ว ด้วยโลกใบนี้ไม่เคยเป็นธรรมกับสตรี เช่นนั้นสตรีจะต้องมีชีวิตที่ดีให้ได้ แม้ว่ามันจะไม่ง่ายก็ตาม

            ในอนาคตหากเฉินโย่วแต่งงาน นางย่อมต้องประสบเรื่องราวมากมาย โดยเฉพาะหากต้องพบเจอกับความยากลำบาก ก็มิสู้ให้นางได้เรียนรู้ความเจ็บช้ำเสียตั้งแต่วันนี้

            เพียงแต่หากว่าอนาคตนั้นไม่มีจริงเล่า

            เด็กหญิงฉลาดเฉลียวแสนน่ารักเช่นนาง บนภูเขาลูกนี้แม้แต่ชายฉกรรจ์ที่เหี้ยมโหดที่สุดก็ยังรักนาง ยามเจอนางก็คอยแต่จะเผยอยิ้มเก้ๆ กังๆ ราวกับกำลังแสยะยิ้มแยกเขี้ยวอยู่เสมอ

            บัดนี้หลัวอู๋เลี่ยงจึงเลือกวิธีการสอนนางอย่างมีความสุขแทน ความทุกข์ที่นางเคยได้รับในวัยเยาว์ก็ไม่จำเป็นต้องให้เด็กหญิงต้องมาเผชิญแบบนาง

            นางเองก็มิใช่จะเลี้ยงเฉินโย่วเพื่อส่งเข้าวังเสียหน่อย

            ขอแค่เพียงนางได้เติบโตอย่างมีความสุข และยังมีชีวิตอยู่ก็เป็นพอ

            ดังนั้นนอกจากมารยาทพื้นฐานที่นางหวังจะเห็นเด็กสาวเชี่ยวชาญจำพวกทักษะพิณ หมาก อักษร วาดภาพ นางก็หยิบมาสอนพลางเล่นสนุกกับเด็กหญิงเท่านั้น

            นิสัยของเฉินโย่วโดยพื้นเพก็รักการเล่นสนุกอยู่แล้ว แค่เพียงได้ยินคำว่าเล่น นางก็พลันลิงโลดแล้ว ยิ่งกว่านั้นยังทำได้ดีเสียยิ่งกว่ายามเคี่ยวเข็ญให้นางเรียนเสียอีก

            วีรกรรมของนางช่างทำให้หลัวอู๋เลี่ยงอยากจะหัวเราะก็ไม่ใช่ร้องไห้ก็ไม่เชิง

            ยิ่งถ้านางนั้นสัญญาว่าถ้าหากเรียนรู้เรื่องแล้วจะอนุญาตให้ลงไปเที่ยวเล่นด้านล่างภูเขาได้ เด็กหญิงก็จะยิ่งลิงโลด ทั้งยังเรียนรู้ไวยิ่งกว่าเดิม

            อีกไม่นานนักก็จะถึงวันหยุดพักอาบน้ำอีกแล้ว

            ในวันนี้เฉินโย่วตื่นเช้าเป็นพิเศษ

            ช่วงนี้บริเวณชายแดนนั้นมีคนจากราชสำนักมาเยือนมากเหลือเกิน

            มิรู้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น เหล่าพ่อค้าวาณิชที่สัญจรเพื่อค้าขายมิเพียงจะต้องมีคาราวานมายืนยัน ยังต้องมีสิ่งที่เรียกว่าหลักฐานเพื่อยืนยันตัวตนอีกด้วย หากไม่มีหลักฐานยืนยันตัวตนก็จำต้องมีทะเบียนภูมิลำเนาของตนมายืนยัน

            จะว่าไปแล้วการเคลื่อนไหวในนี้ก็ว่ากันว่าเป็นคำแนะนำจากองค์หญิง

            เพียงแค่ตรัสแนะนำออกมาก็สะเทือนเลือนลั่นทั้งแผ่นดิน

            เหล่าบัณฑิตแคว้นเชินต่างก็พากันประพันธ์กลอนเพื่อสรรเสริญองค์หญิงว่าเป็นดั่งเทพธิดา แม้กระทั่งกิริยาก็ราวกับนางสวรรค์

            แม้ว่าจะเป็นเพียงหลักฐานยืนยันตัวธรรมดาๆ ทว่าคนยุคก่อนกลับไม่คิดถึงเรื่องนี้มาก่อน อีกทั้งกลยุทธ์นี้ยังสามารถป้องกันแคว้นเชินจากเหล่าคนที่คิดจะเข้ามาก่อความวุ่นวายให้ไม่อาจอำพรางตัวตนได้อีก เพราะชาวแคว้นเชินนั้นล้วนแต่มีหลักฐานยืนยันตัวตน

            ทั้งการตามหาตัวบุคคลผ่านหลักฐานยืนยันตัวตน และทะเบียนภูมิลำเนา

            ทว่ากลุ่มปัญญาชนในราชสำนักต่างก็เห็นถึงความนัยที่ซ่อนอยู่ในหลักฐานยืนยันตัวตนและทะเบียนภูมิลำเนาว่า นับแต่นี้ที่ดินที่ราษฎรได้ครอบครองไว้นั้นย่อมจะถูกล่วงรู้โดยง่าย

            ไม่ว่าจะหมู่บ้าน อำเภอ หรือเมืองก็ล้วนแต่จัดการง่ายขึ้น ทั้งผลในการจัดการนั้นยังชัดเจนขึ้น

            ที่ใดค้าขายดีหรือไม่ดี ก็เพียงแค่ตรวจดูทะเบียนภูมิลำเนาว่าประชากรบริเวณนั้นเพิ่มขึ้นหรือลดลง เพียงเท่านี้ก็ย่อมกระจ่าง

            ยามที่กลยุทธ์นี้ถูกประกาศออกไป ผู้ที่ตื่นเต้นที่สุดเห็นจะเป็นชาวบ้านยากจน

            ด้วยเพราะองค์หญิงนั้นตรัสไว้ว่าเมื่อทุกคนมีหลักฐานยืนยันตัวตนแล้ว ทุกคนย่อมจะเป็นคนเท่ากัน

            เพียงประโยคเดียวก็ทำให้บัณฑิตจากครอบครัวยากจนทั้งใต้หล้าพากันน้ำตาคลอไปตามกัน ต่างพากันสรรเสริญพระองค์หญิงให้เป็นเทพธิดาที่ลงมาจุติ

            ประโยคที่เป็นเพียงบทสนทนาขำขันของพระองค์หญิงอีเหรินนั้นทำให้เลือดในกายของเหล่าบัณฑิตเดือดพล่าน ทั้งขุนนางและประชาชนทั่วทั้งแคว้นต่างก็ฮึกเหิมเช่นกัน

            นายท่านสามก็เต็มไปด้วยความยินดี

            แม้ว่าก่อนหน้าเขาจะกำชับทุกคนอยู่เสมอว่าต่อไปห้ามเรียกที่แห่งนี้ว่าค่ายอีก แต่ให้เรียกว่าหมู่บ้านไป๋กู่ และเขานั้นไม่ใช่นายท่านสาม แต่คือท่านหวัง ทว่าเหล่าคนที่ผ่านมานั้นก็ยังคงมองว่าพวกเขาเป็นโจร ยามกล่าวถึงก็ยังคงเรียกที่แห่งนี้ว่าค่ายไป๋กู่ ไม่ใช่หมู่บ้านไป๋กู่

            บัดนี้เบื้องบนออกนโยบายเช่นนี้ออกมาก็เป็นช่วงเวลาเหมาะเจาะที่หมู่บ้านของเขาจะได้ล้างมลทินให้ตนเอง

            ระยะนี้นั้นนายท่านสามเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องดินของแคว้นจิง ความดีใจที่สุมอกนั้นทำให้เขามิอาจข่มตาหลับได้ ด้วยกลัวว่าจะถูกจับได้ หากพวกนั้นใช้ข้ออ้างเรื่องพวกเขาเป็นโจรก็อาจจะทำให้หมู่บ้านแห่งนี้ย่อยยับไปตามกัน

            ปัจจุบันค่ายแห่งนี้พัฒนาขึ้นได้ไม่เลว แม้จะไม่ได้ชิงทรัพย์อีก แต่นายท่านสามนั้นก็ไม่ได้หละหลวมเรื่องการบริหารคนแม้แต่น้อย บนเขาแห่งนี้ทุกคนจึงล้วนมีหน้าที่ต่างกัน อะไรที่ยังต้องฝึกฝนก็ให้ฝึกฝนกันไป

            ทั้งหน่วยปล้นและหน่วยลาดตระเวนในอดีตนั้นก็ยังคงเก็บไว้ ทั้งยังพัฒนาขึ้นกว่าเดิม

            หากไม่มีเรื่องร้ายแรง กำลังที่มีนั้นย่อมพอที่จะปกป้องภูเขาลูกเล็กของพวกเขาไว้ได้ ทว่าบัดนี้กลับมีดินดำเพิ่มขึ้นมาจึงทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไป

            ทว่าขอเพียงแค่พวกเขาไม่ไปยั่วแหย่ใครเข้า ย่อมจะไม่มีใครมาหาเรื่องพวกเขาถึงหน้าประตูเป็นแน่

            สิ่งที่สามารถรับประกันได้มากที่สุดในตอนนี้จึงเป็นการมีตำแหน่งทางราชการ

            ในอดีตเรื่องนี้คงจะเป็นไปได้ยากนัก ด้วยตำแหน่งขุนนางนั้นคงมิอาจให้ชาวบ้านจากหมู่บ้านธรรมดามาเป็นได้

            ทว่าบัดนี้นั้นต่างออกไป พอดีกับที่ราชสำนักเพิ่งประกาศเรื่องนโยบายทะเบียนภูมิลำเนา

            หลังจากหน่วยลาดตระเวนไปสืบเสาะเรื่องนี้มาก็พบว่าบัดนี้ขุนนางในแต่ละพื้นที่ล้วนเปรียบเทียบผลงานกันจากเขตการดูแลของตนว่ามีคนปักหลักอยู่มากเท่าใด ยิ่งคนมีทะเบียนภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่นั้นมากเท่าใดก็ยิ่งหมายถึงความเจริญรุ่งเรืองของตน การตกรางวัลจากราชสำนักก็จะยิ่งหนักตามเช่นกัน

            นายท่านสามนั้นดูเบิกบานผิดวิสัย รู้สึกราวกับยามกำลังสัปหงกแล้วมีคนส่งหมอนมาให้ พลันรู้สึกดีต่อองค์หญิงที่มีนามอะไรสักอย่างนั้นอย่างบอกไม่ถูก

            พระองค์ช่างเป็นคนดีจริงๆ

            ด้วยวันนี้เป็นวันหยุดพักอาบน้ำ

            เด็กหนุ่มที่ดูรูปงามที่สุดทั้งยังดูเป็นสุจริตชนที่สุดบนภูเขาพ่วงด้วยนายท่านสามและเหล่าปาชายหลังค่อม อาสาเป็นตัวแทนคนทั้งหมู่บ้านไปยื่นเรื่องการทำทะเบียนภูมิลำเนาให้ทุกคน

            กระทั่งเฉินโย่วน้อยด้วยเพราะช่วงนี้ทำผลงานได้ค่อนข้างดี จึงได้รับอนุญาตให้เข้าเมืองไปด้วยเช่นกัน

            ดังนั้นตะวันยังไม่ทันโผล่พ้นขอบฟ้านางก็ตื่นเสียแล้ว ทั้งยังเริงร่ากระโดดโลดเต้น

            ทว่าเพราะตื่นเช้าเกินไปจึงทำให้ระหว่างทางลงเขา นางก็ผล็อยหลับไปอีกรอบ

            จวบจนเมื่อนางตื่นขึ้นอีกครั้งก็เห็นประตูเมืองอยู่รำไรแล้ว

            พวกเขาจำเป็นต้องต่อแถวรอเข้าเมือง

            พวกเขานั้นเพื่อจะทำให้ตนดูเรียบง่ายเสียหน่อยจึงมิได้ขี่ม้ามา แต่นั่งรถเทียมวัวคันหนึ่งมาแทน

            ชายหลังค่อมนั่งอยู่ด้านหน้าเป็นสารถีควบคุมวัว

            นายท่านสามและเสี่ยวอู่นั้นนั่งอยู่ด้านนอก

            ส่วนอาสวินนั้นร่างกายค่อนข้างอ่อนแอ ต้องตื่นเช้าเช่นนี้จึงได้นั่งในรถ ส่วนอาลู่นั้นเพราะต้องดูแลน้องสาวจึงนั่งอยู่ในรถเช่นกัน

            เสี่ยวอู่ที่นั่งอยู่ด้านนอก เมื่อไม่มีโซ่เหล็กคู่ใจอยู่ข้างกายก็รู้สึกไม่ค่อยเป็นตัวเองเท่าใด

            ด้วยเพราะจะต้องเข้าเมือง เสี่ยวอู่จึงจำใจต้องเก็บลูกเหล็กของตนเอาไว้ในห่อผ้าก่อน

            แต่เขานั้นเคยชินกับการมีโซ่เหล็กพาดอยู่บนกายเสียแล้ว ดังนั้นจึงได้แต่ลูบห่อผ้าที่เก็บมันไว้อยู่เป็นระยะ

            จากสายตาคนด้านข้างที่มองมาคงคิดว่าในห่อผ้าของเด็กหนุ่มเจ้าของใบหน้ากลมที่แสนเซ่อซ่านั้นจะต้องมีของมีราคาเป็นแน่ เจ้าเด็กหนุ่มนี่ดูท่าแล้วก็คงจะเพิ่งได้ออกมาข้างนอกเป็นแน่จึงได้เป็นกังวลต่อสมบัติของตนเช่นนี้ แต่ยิ่งเขามีท่าทางเช่นนี้ก็ยิ่งเป็นการเผยพิรุธเสียมากกว่า

            ท่ามกลางขบวนที่ต่อแถวกันเพื่อรอเข้าเมือง หลังรถเทียมวัวนั้นมีรถม้าคันโตต่อแถวอยู่ บนรถม้านั้นมีคำว่า ‘เฉิน’ แขวนอยู่ ด้านหน้าเห็นม้าร่างกำยำสองตัวคอยลากรถ

            รถม้าคันนี้นั้นดูวิจิตรหรูหรานัก กระทั่งลายบนม่านที่ปิดไว้ก็ยังดูประณีต

            “นายน้อยเจ้าคะ ท่านดูเจ้าคนบ้านนอกนั่นสิ ไฉนจึงเอาแต่ลูบห่อผ้านั่นอยู่ได้ กลัวคนจะขโมยหรืออย่างไรกัน”

            ม่านบนรถม้าพลันถูกแหวกออก รถม้าที่ตกแต่งอย่างหรูหรา และเด็กหนุ่มในอาภรณ์ยาวชั้นดีพลันปรากฏแก่สายตา เมื่อกวาดตามองก็เห็นว่าในรถมีสาวใช้ไว้จอนดำตามสมัยนิยมอีกคนหนึ่ง

            ในรถนั้นยังมีไอน้ำจางๆ ลอยอยู่ เห็นได้ชัดว่าในระยะเวลาสั้น ๆ ระหว่างรอเข้าเมืองนั้น เด็กหนุ่มคงจะต้มชาเพื่อฆ่าเวลา ดูแล้วช่างเอ้อระเหยลอยชายเสียจริง

            เด็กสาวน้ำเสียงกังวานใสดุจแก้ว หน้าตาจิ้มลิ้ม ใบหน้ารูปไข่ มีดวงตากลมโต ดูท่าแล้วคงยังจะไม่ถึงวัยปักปิ่น ลักษณะของสาวใช้เช่นนี้เป็นลักษณะที่คุณชายตระกูลใหญ่ล้วนโปรดปราน ด้วยท่าทางน่ารักไร้เดียงสาเช่นนี้ของนางนั้นช่างชวนให้คนมองแล้วรู้สึกพึงใจ

            คนรอบข้างเมื่อได้ยินเด็กสาวกล่าวเช่นนี้ก็พากันหัวเราะครืน

            ทว่าเจ้าเด็กหนุ่มตัวโตนั้นก็ออกจะโง่งมไปเสียหน่อย

            สายตาของทุกคนก็ยังคงจับจ้องไปที่รถม้า ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มประจบประแจง

            “นายน้อยตระกูลเฉินออกไปท่องเที่ยวหาความรู้ บัดนี้เพิ่งจะกลับมาถึง”

            “ทุ่งเลี้ยงสัตว์ของตระกูลเฉินนั้นนับว่าใหญ่ที่สุด ทั้งนายน้อยตระกูลเฉินยังนิสัยโอบอ้อมอารี รูปโฉมก็งามล้ำหาใครเปรียบ”

            “นายน้อยตระกูลต้าปาซือนั้นก็หาใช่คนธรรมดาที่ใครจะเทียบได้ รถม้าตระกูลต้าปาซือก็ดูสามัญเสียที่ไหน ด้านในก็ต้มชาได้เช่นกัน หากข้าได้นั่งสักครา ชาตินี้คงได้ตายตาหลับแล้ว”

            “ตระกูลต้าปาซือย่อมเป็นคนดีจริงๆ ข้ายังจำปีนั้นที่เจ้าเด็กหนุ่มขโมยทองไปได้ ตระกูลต้าปาซือก็ยังใจกว้างยอมปล่อยไปซะได้”

            เรื่องต่างๆ ถูกคนในขบวนหยิบยกขึ้นมาขึ้นมาสนทนากันจนเสียงดังเซ็งแซ่ ช่วยลดบรรยากาศความน่าเบื่อในระหว่างรอคอยได้เป็นอย่างดี

            ในขณะนั้นเองก็มีทหารออกมาอนุญาตให้รถมาของตระกูลเฉินเข้าไปเป็นคันแรก ม้าสองตัวที่ลากรถม้าไปพ่นลมออกมาแรงๆ ระหว่างย่ำผ่านรถเทียมวัวราวกับกำลังเยอะเย้ยก็ไม่ปาน

            ส่วนในรถเทียมวัวนั้น อาสวินยังคงสะลึมสะลือโถมกายพิงอยู่กับอาลู่

            อาลู่นั้นกำลังจัดการผมเผ้าของเด็กหญิงที่เพิ่งตื่นนอน เขาใช้หวีจากเขากระบือเป็นมันเงา วางลงไปบนผมยุ่งๆ ของเด็กหญิง เพียงไม่นานก็ดูไม่ชี้ฟูดังเดิม จากนั้นก็เอาเส้นเอ็นวัวที่พันเชือกแดงไว้มามัดรวบผมให้เด็กหญิง

            เพียงเท่านี้จุกผมที่ชี้โด่ชี้เด่ราวกับดอกไม้บานสู้แสงอาทิตย์ก็เสร็จเรียบร้อย

            ใบหน้าของอาลู่เผยให้เห็นรอยยิ้มบางๆ จากนั้นจึงยื่นมือไปหยิกแก้มนิ่มๆ ของน้องสาว

            “ถึงแล้วเจ้าขี้เซา”

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185