เสียงตอบจากใต้บ้านอีกด้านของโม่เหอยังสั่นไม่ทันจางระฆังเหนือโรงเก็บฟืนก็ดังรัวขึ้นสามครั้ง
คราวนี้มิใช่คนเฝ้าศพเป็นผู้ตี
บานประตูเรือนสองหลังเปิดพร้อมกันชาวบ้านกรูกันออกมาพร้อมตะเกียง มีทั้งคนถือจอบ คนอุ้มเด็กและคนแก่ซึ่งยังพันผ้ารอบแผลจากค่ายกลเมื่อคืน
“กลับเข้าไป!” เยี่ยซิงเหอตะโกน “ทุกคนอยู่ในเรือน!”
ไม่มีผู้ใดหยุด
คนทางตะวันตกได้ยินว่าเลือดซึมจากพื้นจึงคิดว่าต้องหนีขึ้นที่สูงคนทางใต้ได้ยินว่าศพขยับจึงคิดว่าผู้ตายกำลังฟื้นส่วนคนใกล้โรงเก็บฟืนเห็นเงาบนหลังคาแล้วเชื่อว่าศัตรูบุกเข้ามา
ข่าวสามเรื่องพุ่งชนกันกลางตรอกแคบ
ความกลัวทำให้ทุกคนเลือกทางของตน
และทุกทางกำลังพาคนไปใกล้จุดซึ่งพิธีเพิ่งย้ายปากมากขึ้น
ผู้เฒ่าโม่ใช้ฝักกระบี่เคาะเสาหินหน้าลาน
กังวานเดียวกลับกลบเสียงระฆังทั้งหมด
“หากผู้ใดอยากตาย จงวิ่งต่อ” คนแก่กล่าว“หากยังอยากเลือกว่าจะตายเมื่อใด จงฟังคำสั่งก่อน”
ชาวบ้านชะงัก
เยี่ยซิงเหอฉวยช่วงนั้นก้าวขึ้นกองฟืน “ดับตะเกียงที่ไม่จำเป็นปิดหน้าต่าง แต่อย่าลงกลอนจนคนด้านนอกเปิดไม่ได้เรือนใดมีคนเจ็บให้แขวนผ้าขาวหนึ่งผืน เรือนใดมีศพให้แขวนสองผืนคนเฝ้ากำแพงอยู่ตำแหน่งเดิม ผู้ที่เหลือกลับเข้าบ้าน!”
ชายคนหนึ่งชี้ไปทางใต้ “แล้วเลือดที่พื้นเล่า?”
“ใช้เชือกขึงเขตสามจั้ง ไม่มีผู้ใดข้าม”
“ถ้าเลือดไหลมาถึงเรือน?”
“ย้ายคนออกทางหลังเรือนทีละหลัง อย่าวิ่งเข้าตรอกพร้อมกัน”
หญิงชราผู้หนึ่งกอดหลานแน่น“ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าคนมาเคาะประตูเป็นพวกเรา?”
เยี่ยซิงเหอมองผู้ใหญ่บ้าน
อีกฝ่ายเข้าใจทันที “คนส่งคำสั่งต้องเคาะสองครั้งเว้นหนึ่งลมหายใจ แล้วเคาะอีกครั้ง ผู้ใดเคาะผิด ห้ามเปิด”
ผู้เฒ่าโม่เสริม “และอย่าเรียกชื่อคนในบ้าน ศัตรูอาจฟังอยู่”
คำเตือนนั้นทำให้หลายคนหันมองหลังคา
ไม่มีเงาใดเคลื่อนไหว
แต่ใต้ฟ้าสีแดง หลังคาทุกแผ่นดูเหมือนมีสิ่งหนึ่งนอนแนบอยู่
ผู้ใหญ่บ้านยกค้อนทองแดงซึ่งใช้เรียกประชุมขึ้น“คืนนี้ไม่มีใครออกไป”
หญิงผู้ถือคันธนูถาม “หมายถึงตั้งแต่บัดนี้?”
“ตั้งแต่บัดนี้”
“คนเฝ้ากำแพงต้องผลัดเวร”
“ผลัดในแนวกำแพง ไม่ลงตรอก ผู้ส่งอาหารใช้คนชุดเดิม”
“คนหาน้ำ?”
“แบ่งน้ำที่มีอยู่ก่อนพระอาทิตย์ลับเขา บ่อน้ำปิดหลังจากนั้น”
คำสั่งทำให้หมู่บ้านซึ่งเคยพึ่งกันต้องแยกเป็นเรือนเล็ก ๆชั่วคราว
ประตูทุกบานกลายเป็นกำแพง
คนทุกคนกลายเป็นผู้เฝ้าของตน
เยี่ยซิงเหอไม่ชอบแผนนี้ศัตรูเพิ่งแสดงให้เห็นว่าสามารถใช้ศพและเงาในเรือนเป็นปากของพิธีการขังคนไว้ใต้หลังคาจึงมิใช่ความปลอดภัยแท้จริง
แต่การปล่อยให้ทุกคนวิ่งอยู่ในตรอกยิ่งเลวร้ายกว่า
เขากระโดดลงจากกองฟืน “ข้าจะไปดูจุดที่ตอบกลอง”
ผู้เฒ่าโม่ขวางด้วยฝักกระบี่ “เจ้าจะใช้เนตรอีกหรือ?”
“ไม่ใช้”
“คำตอบเร็วเกินไป”
“เพราะข้ารู้ว่าถ้าใช้ ข้าจะเสียอะไรอีก”
คนแก่ปรายตามองเขา แล้วลดฝักกระบี่ “ให้หญิงถือธนูไปด้วยเจ้าดูพื้น นางดูหลังคา”
หญิงผู้นั้นยื่นคันธนูให้เด็กหนุ่มอีกคนช่วยขึ้นสาย“ข้าดูหลังคามาตั้งแต่เสียงแรก”
“พบสิ่งใด?”
“ไม่พบ จึงน่ากลัว”
พวกเขาไปถึงเรือนทางเหนือซึ่งเสียงกลองตอบดังขึ้นจากใต้พื้นคนในเรือนถูกย้ายออกแล้ว เสื่อถูกม้วน โต๊ะเตี้ยคว่ำอยู่ข้างฝาและภาชนะทองแดงซึ่งใช้ตรวจการสั่นกลิ้งเป็นวงช้า ๆ ทั้งที่พื้นราบ
เยี่ยซิงเหอคุกเข่าโดยไม่แตะดิน
กลิ่นเหล็กไหม้ยังติดอยู่ในอากาศ แต่เบากว่าในโรงชั่ง
“เลือดอยู่ที่ใด?”
คนเฝ้าใช้ไม้ยาวชี้ “ซึมตรงนี้แล้วหาย”
ตรงรอยต่อระหว่างแผ่นไม้มีคราบแดงเพียงเส้นเดียวมันไหลสวนความลาดของพื้น ไปหยุดใต้หีบเสื้อผ้า
หญิงผู้ถือคันธนูใช้ปลายลูกศรงัดหีบออก
ไม่มีเลือดอยู่ข้างใต้
มีเพียงเศษผ้าดำพับเป็นรูปสามเหลี่ยม
เยี่ยซิงเหอใช้ไม้คีบขึ้น ผ้าแห้ง ไม่มีกลิ่นเลือดทว่าขอบด้านหนึ่งมีรอยไหม้เป็นรูปครึ่งวง
“ของคนในเรือนหรือไม่?”
เจ้าของเรือนส่ายหน้าจากหลังเชือกกั้น “เราไม่มีผ้าสีดำเนื้อผ้าเช่นนั้นก็ซื้อไม่ไหว”
หญิงผู้ถือคันธนูพลิกเศษผ้า“ลายเดียวกับชายซึ่งอ้างว่าเป็นพ่อค้า”
ด้ายแดงตรงมุมถูกปักเป็นเครื่องหมายคล้ายดวงอาทิตย์ถูกเส้นหนึ่งผ่ากลาง
เยี่ยซิงเหอเคยเห็นลายเดียวกันบนถุงยาของคนแปลกหน้าและบนผงโลหิตซึ่งสว่างตามกลอง
“สัญลักษณ์นิกาย” เขากล่าว
“เหตุใดทิ้งไว้?”
“เพราะมันอยากให้เราพบ”
เขามองรอยเลือดบนพื้นอีกครั้ง
ถ้าศัตรูต้องการซ่อนหลักพิธีย่อมไม่ทิ้งผ้าที่บอกฝ่ายตนไว้ใต้หีบอย่างสะดวก สิ่งนี้จึงมิใช่หลักฐานบอกตำแหน่งแต่เป็นคำสั่งให้พวกเขาเสียเวลา
เยี่ยซิงเหอให้เจ้าของเรือนบอกตำแหน่งสิ่งของก่อนย้ายทุกชิ้นหีบเสื้อผ้าเดิมตั้งชิดผนัง ทว่ารอยฝุ่นใต้ขากลับขาดเป็นทางแสดงว่ามีผู้ขยับมันไม่นาน
“ก่อนออกจากเรือน ผู้ใดแตะหีบ?”
เจ้าของเรือนนึก “ข้าดึงออกเพื่อหาเสื้อให้ลูกแต่ไม่ได้ยกพ้นที่”
“มีผู้ช่วยหรือไม่?”
“ชายซึ่งมาส่งคำสั่ง เขาบอกให้เรารีบ”
“จำหน้าได้?”
“พันผ้าปิดปาก อ้างว่ากลัวไอใส่คนเจ็บ”
หญิงผู้ถือคันธนูตรวจธรณีหลังเรือน “ไม่มีรอยเข้าจากข้างนอก”
แปลว่าผู้ส่งคำสั่งปลอมเดินมาตามตรอกในหมู่บ้าน
ศัตรูไม่ได้เพียงยิงผ่านกำแพงมีคนของมันเคลื่อนไหวอยู่หลังแนวซึ่งปิดแล้ว
เยี่ยซิงเหอนำเศษผ้าไปใกล้ภาชนะทองแดงโดยไม่ให้แตะกันขอบภาชนะสั่นเมื่อด้ายแดงหันเข้าหา แต่หยุดเมื่อพลิกด้านสีดำ
“เครื่องหมายเป็นจุดเชื่อม” หญิงผู้ถือคันธนูกล่าว
“หรือเป็นสิ่งล่อให้ภาชนะตอบ”
เขาให้วางผ้าห่างออกทีละชุ่น การสั่นลดลงตามระยะ แต่ไม่หายกระทั่งนำมันออกพ้นประตูเรือน ขอบทองแดงกลับหันสั่นไปทางหลังคาแทน
ทั้งสองเงยหน้า
บนกระเบื้องมีเพียงหิมะบาง ไม่มีรอยเท้า
“ผ้าไม่ได้เป็นต้นเสียง” เยี่ยซิงเหอกล่าว“มันเหมือนเศษกิ่งซึ่งชี้กลับไปหาต้น”
“ต้นอยู่บนหลังคา?”
“หรือสิ่งซึ่งถือปลายอีกด้านเคยผ่านตรงนั้น”
เขาไม่ยอมเรียกข้อสันนิษฐานว่าความจริงผู้ใหญ่บ้านจึงบันทึกเพียงสามอย่างลงแผ่นไม้—หีบถูกขยับ ผู้ส่งคำสั่งปิดหน้าและภาชนะตอบทั้งผ้ากับหลังคา
ข่าวนี้ถูกส่งไปยังคนเฝ้าแต่ละแนวให้ตรวจผู้เคาะประตูด้วยคำถามซึ่งมีแต่คนในเรือนรู้ไม่รับเครื่องหมายหรือเสียงเป็นหลักฐานเพียงอย่างเดียว
เสียงเคาะดังจากประตูเรือน
สองครั้ง
เว้นหนึ่งลมหายใจ
อีกหนึ่งครั้ง
หญิงผู้ถือคันธนูยังไม่ลดลูกศร “ผู้ใด?”
“คนเฝ้าประตูตะวันออก มีผู้รอดภัยอยู่ข้างนอก!”
นางมองเยี่ยซิงเหอ “คำนี้เพิ่งกำหนด ไม่มีคนข้างนอกควรรู้”
“จึงต้องตรวจ”
พวกเขาไม่เปิดบานหน้าแต่ลอดออกทางหลังเรือนแล้วอ้อมไปยังแนวตะวันออก คนเฝ้าประตูคุกเข่าอยู่หลังกำแพงมือข้างหนึ่งกดบาดแผลที่ต้นแขน
ลูกธนูสีดำปักอยู่บนไม้เหนือศีรษะเขา
“ผู้ใดเคาะ?” เยี่ยซิงเหอถาม
“ข้าเอง” ชายผู้นั้นตอบ “ได้ยินเสียงจากนอกประตู”
“เสียงใคร?”
“คนเก็บสมุนไพรกับลูกชาย พวกเขาหายไปตั้งแต่ก่อนปิดทาง”
หลังบานประตูมีเสียงชายแก่ร้อง “ข้าอยู่ตรงนี้! เด็กถูกกัดข้าพาเขากลับมา!”
ผู้ใหญ่บ้านซึ่งตามมาทีหลังจำเสียงได้ “เป็นเขา”
ผู้เฒ่าโม่ถาม “จำเสียงได้ หรือเห็นหน้าแล้ว?”
“จำเสียงได้”
“ศัตรูเคยได้ยินเขาพูดหรือไม่?”
ไม่มีผู้ใดตอบ
ก่อนหมู่บ้านถูกปิดคนเก็บสมุนไพรตระเวนตามไหล่เขาและขายของให้ทุกคน เสียงของเขามิใช่ความลับ
หญิงผู้ถือคันธนูปีนบันไดไปยังช่องมองเหนือประตูนางก้มดูเพียงครู่ก็ลงมา “มีสองคน คนแก่แบกเด็ก เด็กไม่ขยับหิมะรอบเท้าไม่มีรอยอื่น”
“คนแก่สวมสิ่งใด?”
“เสื้อหนังแพะสีน้ำตาล ขาดที่ไหล่ซ้าย”
ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้า “เสื้อตัวเดิม”
เยี่ยซิงเหอถามผ่านประตู “ครั้งสุดท้ายที่เจ้ากลับหมู่บ้านนำสิ่งใดมาฝากผู้เฒ่าโม่?”
เสียงด้านนอกเงียบไป
ผู้เฒ่าโม่เลิกคิ้ว “ข้าไม่เคยรับของจากมัน”
ครู่หนึ่งชายข้างนอกจึงตอบ “ข้าไม่ได้ฝากของข้าติดเหล้าท่านหนึ่งไหต่างหาก!”
คนแก่แค่นหัวเราะ “เป็นหนี้แล้วเรียกว่าฝากเจ้ายังหน้าหนาเหมือนเดิม”
เสียงร้องไห้ดังจากนอกประตู “เด็กหายใจเบาลงแล้ว เปิดเถิด!”
ผู้ใหญ่บ้านกำค้อนแน่น “ถ้าเป็นคนของเรา เราปล่อยเขาตายไม่ได้”
หญิงผู้ถือคันธนูถาม “ถ้าเป็นกับดัก คนในประตูจะตายแทน”
ทุกสายตาหันหาเยี่ยซิงเหอ
คำสั่งห้ามออกจากบ้านเพิ่งถูกประกาศ ถ้าเขาเปิดประตูในเวลานี้คำสั่งย่อมกลายเป็นคำซึ่งเปลี่ยนได้ตามเสียงร้องและศัตรูจะรู้ว่าต้องใช้ผู้บาดเจ็บเป็นกุญแจ
ถ้าไม่เปิดชายแก่กับเด็กซึ่งอาจเป็นคนของโม่เหอจะถูกทิ้งไว้ใต้แนวธนู
เยี่ยซิงเหอถาม “ประตูเล็กใช้ได้หรือไม่?”
คนเฝ้าส่ายหน้า “บานสอดติดน้ำแข็ง เปิดแล้วต้องถอดคานใหญ่”
“กำแพงเหนือร่องน้ำ?”
“มีช่องส่งของ แต่ต้องลดตะกร้าลง”
“ใช้ช่องนั้น”
หญิงผู้ถือคันธนูขมวดคิ้ว “คนแก่ปีนไม่ได้”
“ไม่ต้องปีน เราดึงเด็กก่อน แล้วให้เขาจับเชือกตาม”
ผู้เฒ่าโม่ถาม “หากลูกธนูมาจากเชิงเขา?”
เยี่ยซิงเหอมองแนวหลังคา “เราต้องให้คนถือโล่ขึ้นกำแพงเพิ่ม”
“แนวใต้จะบางลง”
นั่นคือราคา
ศัตรูบังคับให้พวกเขาเลือกว่าใครควรได้รับการคุ้มครองมากกว่าทั้งที่ทุกคนเป็นชาวโม่เหอ
“ย้ายคนจากแนวใต้ครึ่งผลัด” เยี่ยซิงเหอตัดสินใจ“เปิดเพียงช่องร่องน้ำ หากเห็นเชือกอีกเส้นหรือเงาผิดปกติ ตัดทันที”
คนเฝ้าแยกย้าย ไม่มีผู้ใดวิ่งทุกคนเคลื่อนในเงากำแพงตามคำสั่งใหม่
ตะกร้าสานถูกผูกเชือกสองชั้นและหย่อนลงนอกกำแพงชายแก่พยายามยกเด็กขึ้น แต่แขนสั่นจนตะกร้าเอียง
“รับไว้!” เขาร้อง
เชือกตึง
คนบนกำแพงดึงพร้อมกัน
ลูกธนูดอกแรกพุ่งมาจากหมอก กระแทกโล่ไม้
ดอกที่สองปักเชือกเส้นนอกจนขาดไปครึ่งหนึ่ง
“เร็ว!”
ตะกร้าแกว่งชนกำแพง เด็กในนั้นส่งเสียงคราง แสดงว่ายังมีชีวิต
เยี่ยซิงเหอจับเชือกด้วยมือเปล่าความเจ็บจากเส้นปราณที่ถูกเนตรย้อนทำร้ายแล่นขึ้นแขน แต่เขาไม่ส่งปราณพลังสีทองจะเปิดตำแหน่งและอาจทำให้ค่ายกลตอบสนอง
เขาใช้เพียงน้ำหนักร่างดึง
ตะกร้าพ้นช่อง
หญิงช่างเย็บรับเด็กลงมาตรวจ บาดแผลที่น่องมีรอยเขี้ยวสองแถวเลือดยังไหล ไม่ใช่ศพปลอม
“คนแก่ต่อ!”
ชายเก็บสมุนไพรพันเชือกรอบเอว
กลองบนเขาดังขึ้น
พื้นใต้แนวใต้สั่น
เสียงตะโกนจากอีกด้านของหมู่บ้านตามมา“หลักเลือดโผล่ใต้เรือนคนเจ็บ!”
กำลังซึ่งถูกย้ายมาช่วยประตูตะวันออกทำให้แนวใต้เหลือคนไม่พอ
ศัตรูรอการเลือกนี้อยู่แล้ว
ผู้ใหญ่บ้านหน้าซีด “ต้องส่งคนกลับ!”
ถ้าส่งตอนนี้ ชายแก่จะห้อยอยู่กลางกำแพง
ถ้าไม่ส่ง คนเจ็บทางใต้อาจถูกพิธีกลืน
เยี่ยซิงเหอกัดฟัน “ดึงเขาขึ้นให้พ้นช่อง แล้วทุกคนกลับแนวใต้ผู้เฒ่าโม่—”
“ข้าไปแล้ว”
คนแก่หายจากข้างกายก่อนประโยคจบมีเพียงรอยฝักกระบี่กดบนหิมะชี้ไปทางใต้
เชือกเคลื่อนขึ้นเร็วกว่าเดิม
ชายเก็บสมุนไพรเอื้อมถึงขอบช่อง
ลูกธนูดอกที่สามพุ่งผ่านหมอก
มันมิได้ยิงเชือก
แต่ยิงชายแก่ตรงกลางหลัง
ร่างกระตุก มือหลุดจากขอบกำแพง
เยี่ยซิงเหอโผคว้าข้อมือไว้ทัน
“อย่าปล่อย...” ชายแก่พึมพำ
“ข้าไม่ปล่อย”
คนบนกำแพงช่วยกันลาก เขาถูกดึงเข้ามาทั้งที่ลูกธนูยังปักเลือดไหลช้าเกินไป ริมฝีปากเริ่มซีดอย่างเดียวกับเฉียนซุ่น
ลูกธนูนี้มีตราดูดเลือด
หญิงช่างเย็บฉีกเสื้อรอบแผล “มันลึกถึงปอด”
ชายแก่ไม่มองบาดแผล เขามองเด็กซึ่งนอนอยู่บนเสื่อ “ช่วยลูกข้า”
“เราจะช่วยทั้งคู่” เยี่ยซิงเหอกล่าว
ชายแก่ส่ายหน้าเบา ๆราวกับรู้ว่าคำนี้แพงเกินสิ่งที่หมู่บ้านเหลือ
จากแนวใต้มีเสียงกระเบื้องแตก ตามด้วยเสียงร้องของคนอีกเรือน
การรับผู้รอดภัยสองคนกลับมาแลกกับการเปิดช่วงว่างให้พิธีโจมตี
และพวกเขาช่วยได้เพียงหนึ่งชีวิตแน่นอน
เยี่ยซิงเหอส่งชายแก่ให้คนรักษา แล้วหยิบลูกธนูซึ่งถอนออกมาดู
ปลายเหล็กพันเศษผ้าดำชิ้นเล็กกว่าเดิม
คราวนี้มีอักษรโลหิตเขียนบนผ้า
เลือดยังสด ทั้งที่ลูกธนูบินผ่านอากาศเย็น
ผู้ใหญ่บ้านอ่านช้า ๆ “ปิดประตูหนึ่งบาน...เปิดประตูหนึ่งร้อยบาน”
หญิงผู้ถือคันธนูมองเรือนทุกหลัง “มันหมายถึงสิ่งใด?”
เยี่ยซิงเหอขยำผ้าด้วยไม้คีบ ไม่ให้เลือดแตะมือ“มันต้องการให้เราคิดว่าคำสั่งห้ามออกจากบ้านช่วยมัน”
“หรือคำสั่งนั้นช่วยมันจริง”
เสียงหนึ่งดังจากกลุ่มชาวบ้าน
ผู้คนเริ่มมองประตูเรือนของตนอย่างหวาดระแวงหากทุกหลังมีตราฝังอยู่ใต้พื้น การขังคนไว้ภายในย่อมเท่ากับวางเชื้อไว้บนจุดพิธี
“เปิดทุกเรือนตรวจ!” ชายคนหนึ่งเสนอ
“แล้วให้คนเต็มถนนอีกครั้งหรือ?” หญิงผู้ถือคันธนูสวน
“อย่างน้อยไม่ตายอยู่ในบ้าน!”
ผู้ใหญ่บ้านยกค้อน “ไม่มีผู้ใดเปลี่ยนคำสั่งจนตรวจอักษรนี้”
“ถ้าเรือนข้ามีตรา ผู้ใดรับผิดชอบ?”
“ข้ารับผิดชอบ” เยี่ยซิงเหอกล่าว
เสียงโต้เถียงหยุดลงเพียงชั่วครู่
เขากล่าวต่อ “แต่ผู้ที่รับผิดชอบต้องมีสิทธิ์ตรวจให้แน่ก่อนไม่ใช่วิ่งตามคำของศัตรู”
“จะตรวจอย่างไร?”
“ใช้ภาชนะทองแดงกับเชือก ไม่ให้คนออกจากเรือนเราจะตรวจทีละแนว”
เยี่ยซิงเหอแบ่งผู้ตรวจเป็นคู่คนหนึ่งลากภาชนะด้วยเชือกจากกลางตรอก อีกคนยืนใต้ชายคาและมองเงาห้ามผู้ใดแตะพื้นต้องสงสัยด้วยมือ ห้ามเปิดประตูเต็มบานและห้ามตรวจเรือนติดต่อกันตามลำดับเพื่อไม่ให้ผู้สังเกตรู้ว่าเรือนใดจะเป็นรายถัดไป
คู่แรกเริ่มจากตรอกเหนือ
ภาชนะทองแดงลากผ่านเรือนสามหลังโดยไม่สั่นที่หลังที่สี่มันหยุดเอง ทั้งที่เชือกยังถูกดึง
คนในเรือนร้องไห้ทันที “ข้าไม่ได้ซ่อนสิ่งใด!”
“ไม่มีผู้ใดกล่าวว่าเจ้าซ่อน” ผู้ใหญ่บ้านตอบผ่านบานประตู“ถอยจากพื้นด้านหน้า”
หญิงชราภายในพาหลานถอยไปหลังเตา คนตรวจใช้ไม้ยาวยกเสื่อพบเพียงตะปูเหล็กซึ่งหลุดจากขาโต๊ะและดูดขอบภาชนะไว้
เสียงถอนหายใจดังทั้งตรอก
ความกลัวทำให้เหล็กธรรมดาเกือบกลายเป็นตราโลหิต
เยี่ยซิงเหอสั่งให้บันทึกสิ่งที่ตรวจผิดด้วย“ถ้าเราเก็บแต่เรื่องน่ากลัว ครั้งต่อไปทุกสิ่งจะดูเป็นศัตรู”
คู่ที่สองพบคราบแดงใต้เรือนช่างหม้อ แต่เมื่อใช้น้ำล้างคราบละลายเป็นดินสีจากเตา มิได้เต้นตามกลอง
คู่ที่สามกลับพบด้ายดำผูกใต้บันไดจริงด้ายขึงไปถึงช่องควันบนหลังคา พอดึง ภาชนะทองแดงทุกใบในตรอกสั่นพร้อมกัน
“อย่าตัด!” เยี่ยซิงเหอร้อง
คนตรวจหยุดมีดทัน
ถ้าด้ายเป็นแขนงการตัดโดยไม่เตือนเรือนอื่นอาจย้ายแรงไปหาคนเจ็บเช่นเดียวกับตอนโรงชั่งเขาให้ทุกบ้านถอยจากภาชนะ แล้วใช้คบไฟเผาปลายด้ายจากระยะห่าง
ไฟลามขึ้นไปเพียงหนึ่งฉื่อก็ดับเอง
ปลายที่เหลือหดกลับเข้าช่องควัน รวดเร็วเหมือนมีคนด้านบนดึง
หญิงผู้ถือคันธนูยกธนูตาม แต่ไม่เห็นเป้าหมาย
บัดนี้พวกเขารู้แล้วว่าเครื่องหมายมิได้ถูกทิ้งไว้เมื่อคืนคนซึ่งวางมันยังเคลื่อนไหวอยู่เหนือศีรษะขณะหมู่บ้านปิดประตู
ผู้เฒ่าโม่กลับมาจากทางใต้ เสื้อบริเวณสีข้างมีรอยเลือดใหม่“หลักที่โผล่เป็นกิ่งลวง ข้ากดไว้แล้ว”
เยี่ยซิงเหอมองแผล “คนเจ็บ?”
“ย้ายทันทั้งหมด ยกเว้นชายเฝ้าเรือนหนึ่งคน”
“เขาเป็นอย่างไร?”
“ยังหายใจ แต่เสียเลือดมาก”
อีกชีวิตถูกวางบนตาชั่งเพราะการตัดสินใจของเขา
ผู้เฒ่าโม่เห็นสีหน้าเด็กหนุ่ม “หากเจ้าไม่เปิดทางเด็กนอกกำแพงจะตาย หากเจ้าเปิด คนทางใต้เสี่ยง ไม่มีคำสั่งใดทำให้สงครามสะอาด”
“ข้ารู้”
“ยังไม่พอ เจ้าต้องจำด้วย”
เยี่ยซิงเหอกำผ้าดำผ่านไม้คีบแน่นขึ้น
ลมเหนือพัดผ่านยอดกำแพง
ผ้าสีดำในมือพลิกด้าน
ด้านหลังอักษรโลหิตมีรอยนิ้วสามรอยลากลงคล้ายคนเขียนรีบเช็ดมือก่อนเลือดแข็ง
รอยนิ้วมิได้ชี้ไปประตู
มันชี้ขึ้นฟ้า
หญิงผู้ถือคันธนูเงยหน้าก่อนทุกคน
บนสันหลังคาโรงเก็บฟืนซึ่งระฆังดังเองมีคนผู้หนึ่งนั่งยองอยู่หลังปล่องควัน
เสื้อคลุมดำแนบกับกระเบื้องจนเกือบเป็นเงาเดียวกัน
ในมือของมันถือพู่กันเปื้อนเลือด
คนบนหลังคาเอียงศีรษะราวกับเพิ่งเขียนคำสั่งเสร็จและกำลังรอดูว่าชาวโม่เหอจะเชื่อหรือไม่
หญิงผู้ถือคันธนูยกศรขึ้น
“อย่ายิงกลางลำตัว” เยี่ยซิงเหอกล่าว “เสื้อมันอาจมีถุงเลือด”
นางเปลี่ยนปลายศรไปที่ข้อมือ
คนบนหลังคาเห็นการปรับนั้น มันกางแขนข้างหนึ่งออกเผยถุงสีดำสี่ถุงเย็บรอบอก ทุกถุงมีเส้นด้ายแดงต่อไปยังพู่กัน
ถ้าลูกศรพลาดเพียงชุ่นเลือดทั้งหมดจะไหลลงหลังคาซึ่งด้ายดำซ่อนอยู่และไม่มีผู้ใดรู้ว่าค่ายกลจะเปิดกี่เรือนพร้อมกัน
“มันใช้ตัวเองเป็นหลัก” ผู้ใหญ่บ้านกล่าว
เยี่ยซิงเหอส่ายหน้า“มันใช้ความกลัวว่าเราจะทำให้คนอื่นตายเป็นเกราะ”
คนบนหลังคาปรบมือช้า ๆ หนึ่งครั้ง
“เด็กไร้ปราณอ่านคนได้ดีกว่าข่าวที่ส่งมา” มันกล่าว
“เจ้าคือผู้ส่งข่าว?”
“ข้าเป็นเพียงคนดูว่าข่าวใดจริง”
“เช่นนั้นจงลงมาตรวจใกล้ ๆ”
เยี่ยซิงเหอก้าวออกจากกลุ่ม ให้พื้นที่ว่างรอบตัวสามจั้งหากถุงเลือดแตก อย่างน้อยหยดแรกจะไม่ตกใกล้คนเจ็บ
หญิงผู้ถือคันธนูเข้าใจ นางขยับไปอีกด้านบังคับให้คนบนหลังคาต้องเลือกว่าจะหันพู่กันหาเขาหรือหันถุงเลือดหนีลูกศร
เสียงกลองบนเขาดัง
พู่กันในมือเงาดำสั่นตอบ
อักษรบนเศษผ้าที่เยี่ยซิงเหอถือเริ่มซึมออกมาอีกครั้งราวกับผู้เขียนกำลังเรียกเลือดคืน
เยี่ยซิงเหอชักกระบี่เงาดารา
เงานั้นยิ้ม
แล้วกระโดดลงมา