ทลายภพสยบหมื่นดารา

    ตอนที่ 56 คำสั่งห้ามออกจากบ้าน

    เสียงตอบจากใต้บ้านอีกด้านของโม่เหอยังสั่นไม่ทันจางระฆังเหนือโรงเก็บฟืนก็ดังรัวขึ้นสามครั้ง

    คราวนี้มิใช่คนเฝ้าศพเป็นผู้ตี

    บานประตูเรือนสองหลังเปิดพร้อมกันชาวบ้านกรูกันออกมาพร้อมตะเกียง มีทั้งคนถือจอบ คนอุ้มเด็กและคนแก่ซึ่งยังพันผ้ารอบแผลจากค่ายกลเมื่อคืน

    “กลับเข้าไป!” เยี่ยซิงเหอตะโกน “ทุกคนอยู่ในเรือน!”

    ไม่มีผู้ใดหยุด

    คนทางตะวันตกได้ยินว่าเลือดซึมจากพื้นจึงคิดว่าต้องหนีขึ้นที่สูงคนทางใต้ได้ยินว่าศพขยับจึงคิดว่าผู้ตายกำลังฟื้นส่วนคนใกล้โรงเก็บฟืนเห็นเงาบนหลังคาแล้วเชื่อว่าศัตรูบุกเข้ามา

    ข่าวสามเรื่องพุ่งชนกันกลางตรอกแคบ

    ความกลัวทำให้ทุกคนเลือกทางของตน

    และทุกทางกำลังพาคนไปใกล้จุดซึ่งพิธีเพิ่งย้ายปากมากขึ้น

    ผู้เฒ่าโม่ใช้ฝักกระบี่เคาะเสาหินหน้าลาน

    กังวานเดียวกลับกลบเสียงระฆังทั้งหมด

    “หากผู้ใดอยากตาย จงวิ่งต่อ” คนแก่กล่าว“หากยังอยากเลือกว่าจะตายเมื่อใด จงฟังคำสั่งก่อน”

    ชาวบ้านชะงัก

    เยี่ยซิงเหอฉวยช่วงนั้นก้าวขึ้นกองฟืน “ดับตะเกียงที่ไม่จำเป็นปิดหน้าต่าง แต่อย่าลงกลอนจนคนด้านนอกเปิดไม่ได้เรือนใดมีคนเจ็บให้แขวนผ้าขาวหนึ่งผืน เรือนใดมีศพให้แขวนสองผืนคนเฝ้ากำแพงอยู่ตำแหน่งเดิม ผู้ที่เหลือกลับเข้าบ้าน!”

    ชายคนหนึ่งชี้ไปทางใต้ “แล้วเลือดที่พื้นเล่า?”

    “ใช้เชือกขึงเขตสามจั้ง ไม่มีผู้ใดข้าม”

    “ถ้าเลือดไหลมาถึงเรือน?”

    “ย้ายคนออกทางหลังเรือนทีละหลัง อย่าวิ่งเข้าตรอกพร้อมกัน”

    หญิงชราผู้หนึ่งกอดหลานแน่น“ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าคนมาเคาะประตูเป็นพวกเรา?”

    เยี่ยซิงเหอมองผู้ใหญ่บ้าน

    อีกฝ่ายเข้าใจทันที “คนส่งคำสั่งต้องเคาะสองครั้งเว้นหนึ่งลมหายใจ แล้วเคาะอีกครั้ง ผู้ใดเคาะผิด ห้ามเปิด”

    ผู้เฒ่าโม่เสริม “และอย่าเรียกชื่อคนในบ้าน ศัตรูอาจฟังอยู่”

    คำเตือนนั้นทำให้หลายคนหันมองหลังคา

    ไม่มีเงาใดเคลื่อนไหว

    แต่ใต้ฟ้าสีแดง หลังคาทุกแผ่นดูเหมือนมีสิ่งหนึ่งนอนแนบอยู่

    ผู้ใหญ่บ้านยกค้อนทองแดงซึ่งใช้เรียกประชุมขึ้น“คืนนี้ไม่มีใครออกไป”

    หญิงผู้ถือคันธนูถาม “หมายถึงตั้งแต่บัดนี้?”

    “ตั้งแต่บัดนี้”

    “คนเฝ้ากำแพงต้องผลัดเวร”

    “ผลัดในแนวกำแพง ไม่ลงตรอก ผู้ส่งอาหารใช้คนชุดเดิม”

    “คนหาน้ำ?”

    “แบ่งน้ำที่มีอยู่ก่อนพระอาทิตย์ลับเขา บ่อน้ำปิดหลังจากนั้น”

    คำสั่งทำให้หมู่บ้านซึ่งเคยพึ่งกันต้องแยกเป็นเรือนเล็ก ๆชั่วคราว

    ประตูทุกบานกลายเป็นกำแพง

    คนทุกคนกลายเป็นผู้เฝ้าของตน

    เยี่ยซิงเหอไม่ชอบแผนนี้ศัตรูเพิ่งแสดงให้เห็นว่าสามารถใช้ศพและเงาในเรือนเป็นปากของพิธีการขังคนไว้ใต้หลังคาจึงมิใช่ความปลอดภัยแท้จริง

    แต่การปล่อยให้ทุกคนวิ่งอยู่ในตรอกยิ่งเลวร้ายกว่า

    เขากระโดดลงจากกองฟืน “ข้าจะไปดูจุดที่ตอบกลอง”

    ผู้เฒ่าโม่ขวางด้วยฝักกระบี่ “เจ้าจะใช้เนตรอีกหรือ?”

    “ไม่ใช้”

    “คำตอบเร็วเกินไป”

    “เพราะข้ารู้ว่าถ้าใช้ ข้าจะเสียอะไรอีก”

    คนแก่ปรายตามองเขา แล้วลดฝักกระบี่ “ให้หญิงถือธนูไปด้วยเจ้าดูพื้น นางดูหลังคา”

    หญิงผู้นั้นยื่นคันธนูให้เด็กหนุ่มอีกคนช่วยขึ้นสาย“ข้าดูหลังคามาตั้งแต่เสียงแรก”

    “พบสิ่งใด?”

    “ไม่พบ จึงน่ากลัว”

    พวกเขาไปถึงเรือนทางเหนือซึ่งเสียงกลองตอบดังขึ้นจากใต้พื้นคนในเรือนถูกย้ายออกแล้ว เสื่อถูกม้วน โต๊ะเตี้ยคว่ำอยู่ข้างฝาและภาชนะทองแดงซึ่งใช้ตรวจการสั่นกลิ้งเป็นวงช้า ๆ ทั้งที่พื้นราบ

    เยี่ยซิงเหอคุกเข่าโดยไม่แตะดิน

    กลิ่นเหล็กไหม้ยังติดอยู่ในอากาศ แต่เบากว่าในโรงชั่ง

    “เลือดอยู่ที่ใด?”

    คนเฝ้าใช้ไม้ยาวชี้ “ซึมตรงนี้แล้วหาย”

    ตรงรอยต่อระหว่างแผ่นไม้มีคราบแดงเพียงเส้นเดียวมันไหลสวนความลาดของพื้น ไปหยุดใต้หีบเสื้อผ้า

    หญิงผู้ถือคันธนูใช้ปลายลูกศรงัดหีบออก

    ไม่มีเลือดอยู่ข้างใต้

    มีเพียงเศษผ้าดำพับเป็นรูปสามเหลี่ยม

    เยี่ยซิงเหอใช้ไม้คีบขึ้น ผ้าแห้ง ไม่มีกลิ่นเลือดทว่าขอบด้านหนึ่งมีรอยไหม้เป็นรูปครึ่งวง

    “ของคนในเรือนหรือไม่?”

    เจ้าของเรือนส่ายหน้าจากหลังเชือกกั้น “เราไม่มีผ้าสีดำเนื้อผ้าเช่นนั้นก็ซื้อไม่ไหว”

    หญิงผู้ถือคันธนูพลิกเศษผ้า“ลายเดียวกับชายซึ่งอ้างว่าเป็นพ่อค้า”

    ด้ายแดงตรงมุมถูกปักเป็นเครื่องหมายคล้ายดวงอาทิตย์ถูกเส้นหนึ่งผ่ากลาง

    เยี่ยซิงเหอเคยเห็นลายเดียวกันบนถุงยาของคนแปลกหน้าและบนผงโลหิตซึ่งสว่างตามกลอง

    “สัญลักษณ์นิกาย” เขากล่าว

    “เหตุใดทิ้งไว้?”

    “เพราะมันอยากให้เราพบ”

    เขามองรอยเลือดบนพื้นอีกครั้ง

    ถ้าศัตรูต้องการซ่อนหลักพิธีย่อมไม่ทิ้งผ้าที่บอกฝ่ายตนไว้ใต้หีบอย่างสะดวก สิ่งนี้จึงมิใช่หลักฐานบอกตำแหน่งแต่เป็นคำสั่งให้พวกเขาเสียเวลา

    เยี่ยซิงเหอให้เจ้าของเรือนบอกตำแหน่งสิ่งของก่อนย้ายทุกชิ้นหีบเสื้อผ้าเดิมตั้งชิดผนัง ทว่ารอยฝุ่นใต้ขากลับขาดเป็นทางแสดงว่ามีผู้ขยับมันไม่นาน

    “ก่อนออกจากเรือน ผู้ใดแตะหีบ?”

    เจ้าของเรือนนึก “ข้าดึงออกเพื่อหาเสื้อให้ลูกแต่ไม่ได้ยกพ้นที่”

    “มีผู้ช่วยหรือไม่?”

    “ชายซึ่งมาส่งคำสั่ง เขาบอกให้เรารีบ”

    “จำหน้าได้?”

    “พันผ้าปิดปาก อ้างว่ากลัวไอใส่คนเจ็บ”

    หญิงผู้ถือคันธนูตรวจธรณีหลังเรือน “ไม่มีรอยเข้าจากข้างนอก”

    แปลว่าผู้ส่งคำสั่งปลอมเดินมาตามตรอกในหมู่บ้าน

    ศัตรูไม่ได้เพียงยิงผ่านกำแพงมีคนของมันเคลื่อนไหวอยู่หลังแนวซึ่งปิดแล้ว

    เยี่ยซิงเหอนำเศษผ้าไปใกล้ภาชนะทองแดงโดยไม่ให้แตะกันขอบภาชนะสั่นเมื่อด้ายแดงหันเข้าหา แต่หยุดเมื่อพลิกด้านสีดำ

    “เครื่องหมายเป็นจุดเชื่อม” หญิงผู้ถือคันธนูกล่าว

    “หรือเป็นสิ่งล่อให้ภาชนะตอบ”

    เขาให้วางผ้าห่างออกทีละชุ่น การสั่นลดลงตามระยะ แต่ไม่หายกระทั่งนำมันออกพ้นประตูเรือน ขอบทองแดงกลับหันสั่นไปทางหลังคาแทน

    ทั้งสองเงยหน้า

    บนกระเบื้องมีเพียงหิมะบาง ไม่มีรอยเท้า

    “ผ้าไม่ได้เป็นต้นเสียง” เยี่ยซิงเหอกล่าว“มันเหมือนเศษกิ่งซึ่งชี้กลับไปหาต้น”

    “ต้นอยู่บนหลังคา?”

    “หรือสิ่งซึ่งถือปลายอีกด้านเคยผ่านตรงนั้น”

    เขาไม่ยอมเรียกข้อสันนิษฐานว่าความจริงผู้ใหญ่บ้านจึงบันทึกเพียงสามอย่างลงแผ่นไม้—หีบถูกขยับ ผู้ส่งคำสั่งปิดหน้าและภาชนะตอบทั้งผ้ากับหลังคา

    ข่าวนี้ถูกส่งไปยังคนเฝ้าแต่ละแนวให้ตรวจผู้เคาะประตูด้วยคำถามซึ่งมีแต่คนในเรือนรู้ไม่รับเครื่องหมายหรือเสียงเป็นหลักฐานเพียงอย่างเดียว

    เสียงเคาะดังจากประตูเรือน

    สองครั้ง

    เว้นหนึ่งลมหายใจ

    อีกหนึ่งครั้ง

    หญิงผู้ถือคันธนูยังไม่ลดลูกศร “ผู้ใด?”

    “คนเฝ้าประตูตะวันออก มีผู้รอดภัยอยู่ข้างนอก!”

    นางมองเยี่ยซิงเหอ “คำนี้เพิ่งกำหนด ไม่มีคนข้างนอกควรรู้”

    “จึงต้องตรวจ”

    พวกเขาไม่เปิดบานหน้าแต่ลอดออกทางหลังเรือนแล้วอ้อมไปยังแนวตะวันออก คนเฝ้าประตูคุกเข่าอยู่หลังกำแพงมือข้างหนึ่งกดบาดแผลที่ต้นแขน

    ลูกธนูสีดำปักอยู่บนไม้เหนือศีรษะเขา

    “ผู้ใดเคาะ?” เยี่ยซิงเหอถาม

    “ข้าเอง” ชายผู้นั้นตอบ “ได้ยินเสียงจากนอกประตู”

    “เสียงใคร?”

    “คนเก็บสมุนไพรกับลูกชาย พวกเขาหายไปตั้งแต่ก่อนปิดทาง”

    หลังบานประตูมีเสียงชายแก่ร้อง “ข้าอยู่ตรงนี้! เด็กถูกกัดข้าพาเขากลับมา!”

    ผู้ใหญ่บ้านซึ่งตามมาทีหลังจำเสียงได้ “เป็นเขา”

    ผู้เฒ่าโม่ถาม “จำเสียงได้ หรือเห็นหน้าแล้ว?”

    “จำเสียงได้”

    “ศัตรูเคยได้ยินเขาพูดหรือไม่?”

    ไม่มีผู้ใดตอบ

    ก่อนหมู่บ้านถูกปิดคนเก็บสมุนไพรตระเวนตามไหล่เขาและขายของให้ทุกคน เสียงของเขามิใช่ความลับ

    หญิงผู้ถือคันธนูปีนบันไดไปยังช่องมองเหนือประตูนางก้มดูเพียงครู่ก็ลงมา “มีสองคน คนแก่แบกเด็ก เด็กไม่ขยับหิมะรอบเท้าไม่มีรอยอื่น”

    “คนแก่สวมสิ่งใด?”

    “เสื้อหนังแพะสีน้ำตาล ขาดที่ไหล่ซ้าย”

    ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้า “เสื้อตัวเดิม”

    เยี่ยซิงเหอถามผ่านประตู “ครั้งสุดท้ายที่เจ้ากลับหมู่บ้านนำสิ่งใดมาฝากผู้เฒ่าโม่?”

    เสียงด้านนอกเงียบไป

    ผู้เฒ่าโม่เลิกคิ้ว “ข้าไม่เคยรับของจากมัน”

    ครู่หนึ่งชายข้างนอกจึงตอบ “ข้าไม่ได้ฝากของข้าติดเหล้าท่านหนึ่งไหต่างหาก!”

    คนแก่แค่นหัวเราะ “เป็นหนี้แล้วเรียกว่าฝากเจ้ายังหน้าหนาเหมือนเดิม”

    เสียงร้องไห้ดังจากนอกประตู “เด็กหายใจเบาลงแล้ว เปิดเถิด!”

    ผู้ใหญ่บ้านกำค้อนแน่น “ถ้าเป็นคนของเรา เราปล่อยเขาตายไม่ได้”

    หญิงผู้ถือคันธนูถาม “ถ้าเป็นกับดัก คนในประตูจะตายแทน”

    ทุกสายตาหันหาเยี่ยซิงเหอ

    คำสั่งห้ามออกจากบ้านเพิ่งถูกประกาศ ถ้าเขาเปิดประตูในเวลานี้คำสั่งย่อมกลายเป็นคำซึ่งเปลี่ยนได้ตามเสียงร้องและศัตรูจะรู้ว่าต้องใช้ผู้บาดเจ็บเป็นกุญแจ

    ถ้าไม่เปิดชายแก่กับเด็กซึ่งอาจเป็นคนของโม่เหอจะถูกทิ้งไว้ใต้แนวธนู

    เยี่ยซิงเหอถาม “ประตูเล็กใช้ได้หรือไม่?”

    คนเฝ้าส่ายหน้า “บานสอดติดน้ำแข็ง เปิดแล้วต้องถอดคานใหญ่”

    “กำแพงเหนือร่องน้ำ?”

    “มีช่องส่งของ แต่ต้องลดตะกร้าลง”

    “ใช้ช่องนั้น”

    หญิงผู้ถือคันธนูขมวดคิ้ว “คนแก่ปีนไม่ได้”

    “ไม่ต้องปีน เราดึงเด็กก่อน แล้วให้เขาจับเชือกตาม”

    ผู้เฒ่าโม่ถาม “หากลูกธนูมาจากเชิงเขา?”

    เยี่ยซิงเหอมองแนวหลังคา “เราต้องให้คนถือโล่ขึ้นกำแพงเพิ่ม”

    “แนวใต้จะบางลง”

    นั่นคือราคา

    ศัตรูบังคับให้พวกเขาเลือกว่าใครควรได้รับการคุ้มครองมากกว่าทั้งที่ทุกคนเป็นชาวโม่เหอ

    “ย้ายคนจากแนวใต้ครึ่งผลัด” เยี่ยซิงเหอตัดสินใจ“เปิดเพียงช่องร่องน้ำ หากเห็นเชือกอีกเส้นหรือเงาผิดปกติ ตัดทันที”

    คนเฝ้าแยกย้าย ไม่มีผู้ใดวิ่งทุกคนเคลื่อนในเงากำแพงตามคำสั่งใหม่

    ตะกร้าสานถูกผูกเชือกสองชั้นและหย่อนลงนอกกำแพงชายแก่พยายามยกเด็กขึ้น แต่แขนสั่นจนตะกร้าเอียง

    “รับไว้!” เขาร้อง

    เชือกตึง

    คนบนกำแพงดึงพร้อมกัน

    ลูกธนูดอกแรกพุ่งมาจากหมอก กระแทกโล่ไม้

    ดอกที่สองปักเชือกเส้นนอกจนขาดไปครึ่งหนึ่ง

    “เร็ว!”

    ตะกร้าแกว่งชนกำแพง เด็กในนั้นส่งเสียงคราง แสดงว่ายังมีชีวิต

    เยี่ยซิงเหอจับเชือกด้วยมือเปล่าความเจ็บจากเส้นปราณที่ถูกเนตรย้อนทำร้ายแล่นขึ้นแขน แต่เขาไม่ส่งปราณพลังสีทองจะเปิดตำแหน่งและอาจทำให้ค่ายกลตอบสนอง

    เขาใช้เพียงน้ำหนักร่างดึง

    ตะกร้าพ้นช่อง

    หญิงช่างเย็บรับเด็กลงมาตรวจ บาดแผลที่น่องมีรอยเขี้ยวสองแถวเลือดยังไหล ไม่ใช่ศพปลอม

    “คนแก่ต่อ!”

    ชายเก็บสมุนไพรพันเชือกรอบเอว

    กลองบนเขาดังขึ้น

    พื้นใต้แนวใต้สั่น

    เสียงตะโกนจากอีกด้านของหมู่บ้านตามมา“หลักเลือดโผล่ใต้เรือนคนเจ็บ!”

    กำลังซึ่งถูกย้ายมาช่วยประตูตะวันออกทำให้แนวใต้เหลือคนไม่พอ

    ศัตรูรอการเลือกนี้อยู่แล้ว

    ผู้ใหญ่บ้านหน้าซีด “ต้องส่งคนกลับ!”

    ถ้าส่งตอนนี้ ชายแก่จะห้อยอยู่กลางกำแพง

    ถ้าไม่ส่ง คนเจ็บทางใต้อาจถูกพิธีกลืน

    เยี่ยซิงเหอกัดฟัน “ดึงเขาขึ้นให้พ้นช่อง แล้วทุกคนกลับแนวใต้ผู้เฒ่าโม่—”

    “ข้าไปแล้ว”

    คนแก่หายจากข้างกายก่อนประโยคจบมีเพียงรอยฝักกระบี่กดบนหิมะชี้ไปทางใต้

    เชือกเคลื่อนขึ้นเร็วกว่าเดิม

    ชายเก็บสมุนไพรเอื้อมถึงขอบช่อง

    ลูกธนูดอกที่สามพุ่งผ่านหมอก

    มันมิได้ยิงเชือก

    แต่ยิงชายแก่ตรงกลางหลัง

    ร่างกระตุก มือหลุดจากขอบกำแพง

    เยี่ยซิงเหอโผคว้าข้อมือไว้ทัน

    “อย่าปล่อย...” ชายแก่พึมพำ

    “ข้าไม่ปล่อย”

    คนบนกำแพงช่วยกันลาก เขาถูกดึงเข้ามาทั้งที่ลูกธนูยังปักเลือดไหลช้าเกินไป ริมฝีปากเริ่มซีดอย่างเดียวกับเฉียนซุ่น

    ลูกธนูนี้มีตราดูดเลือด

    หญิงช่างเย็บฉีกเสื้อรอบแผล “มันลึกถึงปอด”

    ชายแก่ไม่มองบาดแผล เขามองเด็กซึ่งนอนอยู่บนเสื่อ “ช่วยลูกข้า”

    “เราจะช่วยทั้งคู่” เยี่ยซิงเหอกล่าว

    ชายแก่ส่ายหน้าเบา ๆราวกับรู้ว่าคำนี้แพงเกินสิ่งที่หมู่บ้านเหลือ

    จากแนวใต้มีเสียงกระเบื้องแตก ตามด้วยเสียงร้องของคนอีกเรือน

    การรับผู้รอดภัยสองคนกลับมาแลกกับการเปิดช่วงว่างให้พิธีโจมตี

    และพวกเขาช่วยได้เพียงหนึ่งชีวิตแน่นอน

    เยี่ยซิงเหอส่งชายแก่ให้คนรักษา แล้วหยิบลูกธนูซึ่งถอนออกมาดู

    ปลายเหล็กพันเศษผ้าดำชิ้นเล็กกว่าเดิม

    คราวนี้มีอักษรโลหิตเขียนบนผ้า

    เลือดยังสด ทั้งที่ลูกธนูบินผ่านอากาศเย็น

    ผู้ใหญ่บ้านอ่านช้า ๆ “ปิดประตูหนึ่งบาน...เปิดประตูหนึ่งร้อยบาน”

    หญิงผู้ถือคันธนูมองเรือนทุกหลัง “มันหมายถึงสิ่งใด?”

    เยี่ยซิงเหอขยำผ้าด้วยไม้คีบ ไม่ให้เลือดแตะมือ“มันต้องการให้เราคิดว่าคำสั่งห้ามออกจากบ้านช่วยมัน”

    “หรือคำสั่งนั้นช่วยมันจริง”

    เสียงหนึ่งดังจากกลุ่มชาวบ้าน

    ผู้คนเริ่มมองประตูเรือนของตนอย่างหวาดระแวงหากทุกหลังมีตราฝังอยู่ใต้พื้น การขังคนไว้ภายในย่อมเท่ากับวางเชื้อไว้บนจุดพิธี

    “เปิดทุกเรือนตรวจ!” ชายคนหนึ่งเสนอ

    “แล้วให้คนเต็มถนนอีกครั้งหรือ?” หญิงผู้ถือคันธนูสวน

    “อย่างน้อยไม่ตายอยู่ในบ้าน!”

    ผู้ใหญ่บ้านยกค้อน “ไม่มีผู้ใดเปลี่ยนคำสั่งจนตรวจอักษรนี้”

    “ถ้าเรือนข้ามีตรา ผู้ใดรับผิดชอบ?”

    “ข้ารับผิดชอบ” เยี่ยซิงเหอกล่าว

    เสียงโต้เถียงหยุดลงเพียงชั่วครู่

    เขากล่าวต่อ “แต่ผู้ที่รับผิดชอบต้องมีสิทธิ์ตรวจให้แน่ก่อนไม่ใช่วิ่งตามคำของศัตรู”

    “จะตรวจอย่างไร?”

    “ใช้ภาชนะทองแดงกับเชือก ไม่ให้คนออกจากเรือนเราจะตรวจทีละแนว”

    เยี่ยซิงเหอแบ่งผู้ตรวจเป็นคู่คนหนึ่งลากภาชนะด้วยเชือกจากกลางตรอก อีกคนยืนใต้ชายคาและมองเงาห้ามผู้ใดแตะพื้นต้องสงสัยด้วยมือ ห้ามเปิดประตูเต็มบานและห้ามตรวจเรือนติดต่อกันตามลำดับเพื่อไม่ให้ผู้สังเกตรู้ว่าเรือนใดจะเป็นรายถัดไป

    คู่แรกเริ่มจากตรอกเหนือ

    ภาชนะทองแดงลากผ่านเรือนสามหลังโดยไม่สั่นที่หลังที่สี่มันหยุดเอง ทั้งที่เชือกยังถูกดึง

    คนในเรือนร้องไห้ทันที “ข้าไม่ได้ซ่อนสิ่งใด!”

    “ไม่มีผู้ใดกล่าวว่าเจ้าซ่อน” ผู้ใหญ่บ้านตอบผ่านบานประตู“ถอยจากพื้นด้านหน้า”

    หญิงชราภายในพาหลานถอยไปหลังเตา คนตรวจใช้ไม้ยาวยกเสื่อพบเพียงตะปูเหล็กซึ่งหลุดจากขาโต๊ะและดูดขอบภาชนะไว้

    เสียงถอนหายใจดังทั้งตรอก

    ความกลัวทำให้เหล็กธรรมดาเกือบกลายเป็นตราโลหิต

    เยี่ยซิงเหอสั่งให้บันทึกสิ่งที่ตรวจผิดด้วย“ถ้าเราเก็บแต่เรื่องน่ากลัว ครั้งต่อไปทุกสิ่งจะดูเป็นศัตรู”

    คู่ที่สองพบคราบแดงใต้เรือนช่างหม้อ แต่เมื่อใช้น้ำล้างคราบละลายเป็นดินสีจากเตา มิได้เต้นตามกลอง

    คู่ที่สามกลับพบด้ายดำผูกใต้บันไดจริงด้ายขึงไปถึงช่องควันบนหลังคา พอดึง ภาชนะทองแดงทุกใบในตรอกสั่นพร้อมกัน

    “อย่าตัด!” เยี่ยซิงเหอร้อง

    คนตรวจหยุดมีดทัน

    ถ้าด้ายเป็นแขนงการตัดโดยไม่เตือนเรือนอื่นอาจย้ายแรงไปหาคนเจ็บเช่นเดียวกับตอนโรงชั่งเขาให้ทุกบ้านถอยจากภาชนะ แล้วใช้คบไฟเผาปลายด้ายจากระยะห่าง

    ไฟลามขึ้นไปเพียงหนึ่งฉื่อก็ดับเอง

    ปลายที่เหลือหดกลับเข้าช่องควัน รวดเร็วเหมือนมีคนด้านบนดึง

    หญิงผู้ถือคันธนูยกธนูตาม แต่ไม่เห็นเป้าหมาย

    บัดนี้พวกเขารู้แล้วว่าเครื่องหมายมิได้ถูกทิ้งไว้เมื่อคืนคนซึ่งวางมันยังเคลื่อนไหวอยู่เหนือศีรษะขณะหมู่บ้านปิดประตู

    ผู้เฒ่าโม่กลับมาจากทางใต้ เสื้อบริเวณสีข้างมีรอยเลือดใหม่“หลักที่โผล่เป็นกิ่งลวง ข้ากดไว้แล้ว”

    เยี่ยซิงเหอมองแผล “คนเจ็บ?”

    “ย้ายทันทั้งหมด ยกเว้นชายเฝ้าเรือนหนึ่งคน”

    “เขาเป็นอย่างไร?”

    “ยังหายใจ แต่เสียเลือดมาก”

    อีกชีวิตถูกวางบนตาชั่งเพราะการตัดสินใจของเขา

    ผู้เฒ่าโม่เห็นสีหน้าเด็กหนุ่ม “หากเจ้าไม่เปิดทางเด็กนอกกำแพงจะตาย หากเจ้าเปิด คนทางใต้เสี่ยง ไม่มีคำสั่งใดทำให้สงครามสะอาด”

    “ข้ารู้”

    “ยังไม่พอ เจ้าต้องจำด้วย”

    เยี่ยซิงเหอกำผ้าดำผ่านไม้คีบแน่นขึ้น

    ลมเหนือพัดผ่านยอดกำแพง

    ผ้าสีดำในมือพลิกด้าน

    ด้านหลังอักษรโลหิตมีรอยนิ้วสามรอยลากลงคล้ายคนเขียนรีบเช็ดมือก่อนเลือดแข็ง

    รอยนิ้วมิได้ชี้ไปประตู

    มันชี้ขึ้นฟ้า

    หญิงผู้ถือคันธนูเงยหน้าก่อนทุกคน

    บนสันหลังคาโรงเก็บฟืนซึ่งระฆังดังเองมีคนผู้หนึ่งนั่งยองอยู่หลังปล่องควัน

    เสื้อคลุมดำแนบกับกระเบื้องจนเกือบเป็นเงาเดียวกัน

    ในมือของมันถือพู่กันเปื้อนเลือด

    คนบนหลังคาเอียงศีรษะราวกับเพิ่งเขียนคำสั่งเสร็จและกำลังรอดูว่าชาวโม่เหอจะเชื่อหรือไม่

    หญิงผู้ถือคันธนูยกศรขึ้น

    “อย่ายิงกลางลำตัว” เยี่ยซิงเหอกล่าว “เสื้อมันอาจมีถุงเลือด”

    นางเปลี่ยนปลายศรไปที่ข้อมือ

    คนบนหลังคาเห็นการปรับนั้น มันกางแขนข้างหนึ่งออกเผยถุงสีดำสี่ถุงเย็บรอบอก ทุกถุงมีเส้นด้ายแดงต่อไปยังพู่กัน

    ถ้าลูกศรพลาดเพียงชุ่นเลือดทั้งหมดจะไหลลงหลังคาซึ่งด้ายดำซ่อนอยู่และไม่มีผู้ใดรู้ว่าค่ายกลจะเปิดกี่เรือนพร้อมกัน

    “มันใช้ตัวเองเป็นหลัก” ผู้ใหญ่บ้านกล่าว

    เยี่ยซิงเหอส่ายหน้า“มันใช้ความกลัวว่าเราจะทำให้คนอื่นตายเป็นเกราะ”

    คนบนหลังคาปรบมือช้า ๆ หนึ่งครั้ง

    “เด็กไร้ปราณอ่านคนได้ดีกว่าข่าวที่ส่งมา” มันกล่าว

    “เจ้าคือผู้ส่งข่าว?”

    “ข้าเป็นเพียงคนดูว่าข่าวใดจริง”

    “เช่นนั้นจงลงมาตรวจใกล้ ๆ”

    เยี่ยซิงเหอก้าวออกจากกลุ่ม ให้พื้นที่ว่างรอบตัวสามจั้งหากถุงเลือดแตก อย่างน้อยหยดแรกจะไม่ตกใกล้คนเจ็บ

    หญิงผู้ถือคันธนูเข้าใจ นางขยับไปอีกด้านบังคับให้คนบนหลังคาต้องเลือกว่าจะหันพู่กันหาเขาหรือหันถุงเลือดหนีลูกศร

    เสียงกลองบนเขาดัง

    พู่กันในมือเงาดำสั่นตอบ

    อักษรบนเศษผ้าที่เยี่ยซิงเหอถือเริ่มซึมออกมาอีกครั้งราวกับผู้เขียนกำลังเรียกเลือดคืน

    เยี่ยซิงเหอชักกระบี่เงาดารา

    เงานั้นยิ้ม

    แล้วกระโดดลงมา

    คล้ายกับเรื่องทลายภพสยบหมื่นดารา ที่คุณอ่าน