เมื่อได้ยินสิงเหล่าซื่อพูดเช่นนี้ชีเหนียงก็รู้สึกว่าเจ้ารองและภรรยามีบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง
“เมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดจึงไม่เคยพบเจอสตรีนางนั้นในค่ายมาก่อนเล่า?”
สิงเหล่าซื่อลูบจมูก “ยามปกติ สตรีนางนี้ดูเย่อหยิ่งจองหอง แต่พอเจ้ารองตาย นางก็เหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคนนางแต่งกายงดงามทุกวัน ท่าทางกล้าหาญดุดันมิเช่นนั้นสือเลี่ยหยางมีหรือจะสยบให้กับชายกระโปรงแดงของนาง ก่อนหน้านี้นางก็คิดยั่วยวนข้าเช่นกันแต่ข้าสิงเหล่าซื่อมิใช่คนที่ข่มเหงภรรยาของพี่น้อง
ทว่านางก็ทำเกินเหตุนางติดตามสือเลี่ยหยางไม่พอ ครั้นเพียงเป็นชายร่างกำยำในค่ายนางก็ไม่เว้นแม้แต่คนเดียว สือเลี่ยหยางคือคนประเภทใด มีหรือจะอนุญาตให้นางหักหลังได้จุดจบของนาง จึงเป็นการตายอย่างอนาถแบบหาใดเปรียบ”
“เช่นนั้นก็เท่ากับว่า นางตายแล้วหรือ?”
สิงเหล่าซื่อพยักหน้าตอบ “แน่นอนว่าตายแล้ว ได้ยินว่าศพของนางถูกสือเลี่ยหยางชำแหละเป็นชิ้นๆ แล้วนำไปต้มเป็นน้ำแกงดื่ม”
ชีเหนียงขมวดคิ้ว “ได้ยิน? เช่นนั้นก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ตายโดยไม่พบศพ”
สิงเหล่าซื่อมองชีเหนียงอย่างไม่ค่อยเข้าใจสิ่งใดคืออีกหนึ่งคน? ทว่าหลังจากฟังที่นางกล่าว จึงเพิ่งตระหนักได้ว่าสองคนที่ตายไป พวกเขาเพียงแค่ได้ยินมาหรือไม่ก็คาดเดาการตายเอง ส่วนศพจริงๆกลับไม่เคยเห็นมาก่อน
ผู้ที่ติดตามสิงเหล่าซื่อมาเมืองหลวงคือซีเสียกับจินเป่าหลังนางกล่อมเด็กน้อยจนหลับแล้ว ก็ไปทำอาหารที่โรงครัวก่อนจะยกเข้ามาในบ้าน เมื่อนั้นจึงบังเอิญได้ยินเรื่องที่ชีเหนียงกับสิงเหล่าซื่อกำลังคุยกันพอดี
นางวางถาดอาหารลงอย่างแผ่วเบาก่อนจะย้อนกลับไป หากแต่พอเห็นสีหน้าอันตึงเครียดของพวกเขา ก็อดพูดขึ้นมาไม่ได้ “อันที่จริงข้ารู้สึกว่าบางทีพวกเขาอาจจะยังไม่ตาย”
คำพูดของซีเสียดึงดูดความสนใจของทุกคนด้วยตัวนางยังไม่ชินกับสายตาเช่นนี้นัก จึงมีท่าทีอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อย สองมือเองก็ไม่อยู่นิ่ง
เมื่อเห็นนางประหม่าชีเหนียงจึงรู้ว่านางกลัวจะถูกตำหนิเรื่องแอบฟัง อีกอย่างแม้ว่าเรื่องของค่ายโจรเลี่ยหยางจะไม่เกี่ยวข้องกับซีเสีย แต่ตอนนี้นางคือหนึ่งในสมาชิกของเรือนพักผ่อนอันหยางหากเกิดเรื่องขึ้นตัวนางเองก็อาจพบเจอปัญหาด้วยเช่นกัน
“เสียเหนียงจื่อไม่ต้องกังวล เจ้าคิดสิ่งใดได้ก็พูดออกมาเถอะตอนนี้พวกเราล้วนคือสมาชิกเรือนพักผ่อน ความเห็นใดก็ตามที่ช่วยให้รอดพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้ก็สมควรพูดออกมา”
เมื่อได้รับกำลังใจจากชีเหนียงซีเสียจึงพยักหน้า “อันที่จริง ตอนนั้นที่สันเขาวั่งอัน มีหุบเหวลึกที่มองไม่เห็นก้นเหวเช่นกันข้ารอดชีวิตกลับมาได้เป็นเพราะตกลงไปในบึงน้ำที่อยู่ด้านล่าง อีกอย่าง ด้านล่างหุบเหวอันที่จริงมีถ้ำอยู่แห่งหนึ่ง ทั้งในนั้นก็ยังมีอาหารเก็บตุนไว้มิเช่นนั้นข้าคงไม่มีทางอยู่รอดได้นานขนาดนั้น ต่อมาจึงค้นพบบันไดที่ใช้ปีนขึ้นไปได้…”
ขณะพูดก็เหลือบมองสิงเหล่าซื่อ “เมื่อครู่ผู้ดูแลใหญ่บอกว่าด้านหลังเรือนพักผ่อนมีหุบเหวก่อนหน้านี้ข้าเองก็เคยไปดูและรู้สึกว่ามันเหมือนกับหุบเหวที่สันเขาวั่งอันมากดังนั้นข้าจึงสงสัยว่า มันอาจจะเป็นที่เดียวกันมีความเป็นไปได้หรือไม่?” เมื่อพูดจบ นางก็โบกมือคล้ายปฏิเสธ “ไม่ใช่ไม่ใช่ ความหมายของข้าคือ…เอ่อ คือว่า ข้าก็ไม่รู้จะพูดเช่นไรดี เพียงแต่มันมีความคล้ายกันหลายอย่าง”
ซีเสียไม่รู้ว่าควรอธิบายเช่นไรด้วยเพราะนางได้กลิ่นหอมของดอกไม้ชนิดเดียวกันจากทั้งสองสถานที่ ทั้งยังมีเมฆหนาแน่นแบบเดียวกันกระทั่งดอกหญ้าที่ขึ้นตรงขอบเหวก็ยังเป็นชนิดเดียวกันอีกด้วย
“ความหมายของเสียเหนียงจื่อคือ ด้านล่างของสันเขาวั่งอันกับหุบเหวของเรือนพักผ่อนเชื่อมต่อกันเช่นนั้นสินะหรือเป็นไปได้ว่าที่สองแห่งนี้อาจจะเป็นที่แห่งเดียวกันเช่นนั้นหรือ?”
“ใช่ใช่ใช่! ข้าหมายความเช่นนี้แหละ!”
“เป็นไปไม่ได้!” สิงเหล่าซื่อขัดจังหวะพวกนาง “ตอนพวกข้าไปที่สันเขาวั่งอัน ต้องเสียแรงตั้งมากกว่าจะปีนขึ้นไปได้ หากทั้งสองที่เป็นที่เดียวกันเราแค่ข้ามไปเลยก็ได้นี่ เหตุใดยังวางแผนเดินทางกว่าครึ่งเดือนกัน!”
“เมื่อเป็นเช่นนี้ มิสู้ไปพิสูจน์ดู” ลั่วจิ่งเฉินเอ่ยออกมา “ไม่ว่าในเมืองหลวงจะมีคนรู้จักเจ้าหรือไม่ตอนนี้เจ้าก็จำเป็นต้องกลับไปก่อน ดีเลย เจ้าจะได้พาน้าเสียไปตรวจสอบดูที่เรือนพักผ่อนว่าหุบเหวนั้นกับสันเขาวั่งอันคือที่เดียวกันหรือไม่ส่วนทางด้านเมืองหลวง ข้าจะคิดหาทางตามหาเฉียงจื่อเอง”
ลั่วจิ่งเฉินเรียกสิงเหล่าซื่อตามเข้าไปที่ห้องตำราเพื่อสืบหาตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลัง จึงเลี่ยงไม่ได้ต้องเรียนรู้สัญลักษณ์ลับของค่ายโจรเลี่ยหยางเอาไว้
……
ณห้องขังแห่งหนึ่ง เฉียงจื่อถูกทรมานจนแทบสิ้นสภาพกำลังฝืนทนไว้ เขาอยากรู้นักว่าผู้ใดเป็นคนที่จับเขามาอีกทั้งสิ่งที่มันผู้นั้นต้องการคืออันใดกันแน่
หลายวันมานี้คนพวกนี้ไม่แม้แต่จะพูดจาถามไถ่อันใดก็ใช้เครื่องมือทรมานเขาทันที ตอนแรกตนก็รู้สึกแปลกใจเพราะการจับคนมาควรต้องมีวัตถุประสงค์สิ หากแต่คนพวกนี้เหมือนจับเขามาเพียงเพื่อระบายโทสะเท่านั้น
ต่อมาเขาถึงพบว่าพวกมันแค่ต้องการทำให้เขาหวาดกลัวเพื่อลดทอนใจแข็ง จากนั้นค่อยเลือกช่วงเวลาอ่อนแอที่สุดของเขาเพื่อเค้นเอาความลับดังนั้นในทุกวันเขาจึงแกล้งทำเป็นทนไม่ไหว พอโดนทรมานไม่กี่ทีก็ทำแสร้งทำท่าเจียนตายจนในที่สุดวันนี้ก็ได้ยินว่าจะมีบุคคลสำคัญมาเสียที
คาดว่าบุคคลสำคัญที่ว่านี้คงมาดูเขา
เมื่อหวนนึกถึงช่วงที่ถูกจับเหมือนอยู่ในฝันก็มิปาน ข้างสัญลักษณ์ที่เขาทิ้งเอาไว้มีข้อความเพิ่มขึ้นมาอีกชุดหนึ่งซึ่งบอกให้เขางตามไปที่วัดร้าง ตอนนั้นเขาเองก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงได้ทิ้งสัญลักษณ์เพิ่มไว้ว่าที่แห่งนี้อันตราย
เมื่อเขาเข้าไปในวัดร้างกลับพบว่าไม่มีผู้ใดอยู่ จนเมื่อรู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่างและกำลังจะเตรียมตัวหนีก็ถูกคนใช้ไม้ฟาดจากด้านหลังจนสลบไป จึงไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นผู้ใดที่จับตนมา
“คนเป็นอย่างไร?” เสียงอันนุ่มนวลของสตรีดังขึ้นในน้ำเสียงนั้นเจือไปด้วยความรังเกียจโดยไม่แม้แต่จะปกปิด โดยเฉพาะน้ำเสียงท้ายประโยคที่แสดงถึงคำสั่งเช่นนี้ทำให้เฉียงจื่อรู้สึกคุ้นหูยิ่งนัก
ผู้คุมรีบตอบกลับทันที “โดนทรมานมาหลายวัน เริ่มจะทนไม่ไหวแล้วขอรับ”
“ในเมื่อทนไม่ไหวก็ให้เขาลงนามรับสารภาพเสีย เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้เหตุใดยังจัดการกันไม่ได้?”
ผู้คุมเมื่อถูกตำหนิก็ไม่กล้าโต้ตอบอันใด “แต่นายท่านสั่งไว้ว่า ต้องนำคนผู้นี้ไปเป็นพยานบุคคลหากจะให้ลงนามตอนนี้เลยย่อมทำได้ แต่เมื่อถึงเวลาเกิดเขาไม่ยอมให้ความร่วมมือจะทำเช่นไรขอรับ?”
พวกผู้คุมเองก็ลำบากใจไม่ใช่น้อยแม้จะเตรียมคำสารภาพไว้แล้ว แต่นายท่านก็มีเงื่อนไขว่าต้องให้คนผู้นี้มีชีวิตอยู่เพื่อเป็นพยานหากจะให้เขาเป็นพยาน ก็จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากเขา ตอนนี้พวกตนเพียงแค่ทำให้เขาหวาดกลัวส่วนที่ว่าเขาจะยอมให้ความร่วมมือหรือไม่ ก็ไม่อาจแน่ใจได้
เดิมทีคิดว่าสตรีนางนี้มาเพื่อช่วยเหลือพวกตน หากแต่กลายเป็นว่ามาเพื่อตำหนิการทำงานเสียอย่างนั้น
ไม่ให้ความร่วมมือ?
หญิงสาวจ้องมองผู้ที่หายใจรวยรินด้วยสายตาเย่อหยิ่ง “เช่นนั้นก็หาคนมาปลอมตัวเป็นพยานเสีย ถึงอย่างไรเราก็มีคำสารภาพแล้ว เหตุใดยังต้องใส่ใจรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เหล่านั้นอีก? ตั้งแต่เมื่อใดที่พวกเจ้าทำงานไม่เป็นกัน? หากเป็นเช่นนี้ ข้าก็ไม่ขัดข้องที่จะหาคนมาแทนพวกเจ้า”
-----