จ้าวจือชิงไหนเลยจะกล้าเอ่ยความจริงกับนาง“ก็ได้รับสาส์นจากเจ้า จากนั้นข้าจึงมาเฝ้าคอยชีเหนียงที่นี่ทุกวันไม่ได้หรือ?”
“คิดไม่ถึงว่าชีเหนียงจะมาถึงเร็วเพียงนี้เรื่องเรือนพักผ่อนอันหยางคงจัดการเรียบร้อยแล้วสินะ”
เมื่อเอ่ยถึงเรือนพักผ่อนอันหยางชีเหนียงก็ค่อนข้างมีความสุข ช่วงเตรียมความพร้อม ชื่อเสียงของเรือนพักผ่อนถูกลือออกไปไกลดึงดูดได้แม้กระทั่งคุณชายน้อยแห่งโรงเตี๊ยมสี่ฤดู คุณชายท่านนี้แม้อายุยังน้อยแต่กลับมีไหวพริบดี เพียงแค่ครึ่งชั่วยามก็อยากร่วมงานกับพวกเขา
น่าเสียดายที่นายท่านเสิ่นตามมาห้ามปรามไว้ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเช่นกันที่นายท่านเสิ่นถึงแสดงท่าทีไม่เป็นมิตรกับนาง ทั้งยังดูเหมือนจะตั้งตนเป็นอริอีกด้วยทว่านอกจากเรื่องนี้แล้ว ทุกอย่างในเรือนพักผ่อนถือว่าค่อนข้างราบรื่นกิจการของกินบนถนนสอยดาวก็ได้รับความนิยมอย่างมาก
จ้าวจือชิงสังเกตใบหน้าอมยิ้มของชีเหนียงก็รู้ว่าทุกอย่างราบรื่นจึงอาศัยจังหวะที่ชีเหนียงอารมณ์ดีรีบออกตัวสารภาพ
“ชีเหนียงมีเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องบอกกับเจ้า เพียงแต่เจ้ารู้แล้วห้ามโกรธนะ?” จ้าวจือชิงพูดขณะเดินไปพลาง ผ่านไปค่อนวันกลับไม่เห็นมีคนเดินตามมา “เอ๊ะชีเหนียง เหตุใดเจ้าจึงไม่เดินมาเล่า?”
ชีเหนียงมองท่าทางเหมือนจะไร้เดียงสาของจ้าวจือชิง “ดังนั้นที่เจ้าพาตาเฒ่าหลิงมาก็เพราะอยากปลอบโยนเขาเช่นนั้นหรือ?”
“ใช่ใช่แล้ว!” นี่คือคำพูดที่จ้าวจือชิงใช้หลอกลั่วจิ่งซีพอพูดหลายครั้งเข้าก็เริ่มคล่องปาก เขาไม่กล้าสบตากับชีเหนียง เพราะถึงเขาจะกล้าตวาดลั่วจิ่งซีแต่เขากลับไม่กล้าทำเช่นนั้นกับชีเหนียง โดยเฉพาะเมื่อชีเหนียงจ้องเหมือนจะบังคับให้สบตาเช่นนี้ทำเอาเขาร้อนตัวจนทนไม่ไหว
ขี้ขลาด! จ้าวจือชิงนี่เจ้าจะกลัวอะไรนี่คือเรื่องจริง! มันคือเรื่องจริงทั้งหมดนะ!
“ฮึ!” ชีเหนียงส่งเสียงฮึดฮัดโดยไม่คิดจะสนใจเขาอีก แต่กลับมีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นจากข้างหลัง
“หึ เอ่อชีเหนียง! ชีเหนียง! เจ้าเดินผิดทางแล้วทางซ้าย ไม่ใช่ทางขวา!”
ชีเหนียงที่ถูกเรียกให้หยุดตัวแข็งทื่อก่อนจะหันไปทางซ้ายคราวนี้นางได้เรียนรู้แล้ว จึงเลิกเดินเอง แต่รอให้จ้าวจือชิงนำทางจ้าวจือชิงรู้ว่าชีเหนียงไม่พูดก็เพราะกำลังโกรธตนเอง เขาเองก็กลัวจึงไม่กล้าถามมากและไม่กล้าพูดมากกลัวว่ายิ่งพูดจะยิ่งพลาด ชีเหนียงนั้นลางสังหรณ์แม่นนักและมักจะใช้มันหาความจริงได้ถูกเสมอ
เมื่อชีเหนียงเปิดประตูเข้าไปก็เห็นผู้เฒ่าสองคนที่กำลังทะเลาะกันอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ใต้ต้นไม้ทั้งสองใบหน้ายิ้มแย้ม แต่คำพูดนั้นกลับทำให้คนฟังรู้สึกแย่นักชีเหนียงมองจ้าวจือชิง อีกฝ่ายแค่ยักไหล่และแสดงท่าทีไม่รู้เรื่อง
“อะแฮ่ม…”
จ้าวจือชิงแกล้งกระแอมไอแต่กลับได้รับสายตาหยาบคายจากสองผู้เฒ่ากลับมา ก่อนจะหันกลับไปดำดิ่งอยู่ในโลกของการโต้เถียง
“ชีเหนียงเจ้าเพิ่งมา รีบไปพักผ่อนดีกว่า อย่าไปสนใจพวกเขาเลย!”
“เพราะเจ้าถูกเมินจึงพูดเช่นนี้สินะ”
“ชีเหนียง!” จ้าวจือชิงเรียกชื่อนางอย่างไม่ชอบใจเล็กน้อย “แม้จะมองทะลุปรุโปร่งแต่ก็มิควรเปิดโปงวันข้างหน้าจะได้เข้าหน้ากันติด”
เขามองดูชีเหนียงยกยิ้มมุมปากก่อนเดินเข้าห้องไปหาลั่วจิ่งเฉินกับลั่วจิ่งซีแล้วจึงหันไปมองตาเฒ่าสองคนในลานบ้าน สมัยก่อนไม่เห็นเคยได้ยินว่าตาเฒ่าสองคนนี้มีความแค้นอันใดต่อกันไฉนจึงได้ทะเลาะกันหนักหน่วงนัก ทว่าเช่นนี้ก็ดีเมื่อมีคนเบี่ยงเบนความสนใจของหลิงชางไห่ เขาก็ไม่มีเวลามาสนใจชีเหนียงถึงเวลาตนเองจะได้ส่งเขากลับอำเภอเฉา ทุกอย่างก็จะได้ราบรื่นตามแผน
“ท่านแม่!” ลั่วจิ่งซีเห็นนางก็ร้องเรียกด้วยความดีใจเขาตื่นเต้นจนทนไม่ไหว “ท่านแม่ ไม่เจอกันนานเช่นนี้ข้าคิดถึงท่านมาก!”
ชีเหนียงมองลั่วจิ่งซีเหมือนเห็นตัวประหลาดคำพูดนี้หากไหลไหลน้อยพูด นางอาจจะเชื่อ แต่พอออกจากปากลั่วจิ่งซีนางมักจะรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ใช่ว่าลั่วจิ่งซีจะโกหกหากแต่เขาไม่ใช่คนที่จะแสดงความรู้สึกออกมาเช่นนี้ง่ายๆ ไม่เพียงกับแค่ชีเหนียงกระทั่งลั่วจิ่งเฉินก็มองด้วยสายตาประหลาดใจ
ลั่วจิ่งซีที่ถูกจ้องเริ่มเกร็งและทำตัวไม่เป็นธรรมชาติ “ข้าคิดถึงกับข้าวที่ท่านแม่ทำไม่ได้หรือ?”
“เจ้าตัวดีที่แท้ก็รังเกียจกับข้าวที่ข้าทำหรือ?” จ้าวจือชิงที่ย่างกรายเข้าไปในห้องและได้ยินคำพูดของลั่วจิ่งซีจึงพูดจาหยอกล้อออกมา “ก็ไม่เห็นว่าเจ้าจะกินน้อยสักถ้วยเลยนี่นา”
“ก็เพราะหิวอย่างไรถ้าหิวก็ต้องกินให้เยอะๆ สิ!” ลั่วจิ่งซีโต้กลับทันที ช่วงนี้เขาเริ่มสบายใจเมื่ออยู่กับจ้าวจือชิงแม้ว่าบางครั้งเขาอาจจะพูดจาไม่ค่อยดี แต่ก็นับถืออีกฝ่ายด้วยใจจริงส่วนที่ว่าเหตุใดจึงพูดเช่นนี้กับจ้าวจือชิง แน่นอนเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีทางโกรธตนแน่นอน
ชีเหนียงเห็นพวกเขาพูดหยอกกันก็เลิกสนใจและเดินผ่านพวกเขาไปจากนั้นจึงเริ่มคุยกับลั่วจิ่งเฉิน
“ช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง? คุ้นเคยดีไหม?”
“คุ้นเคยแล้วขอรับ”
ชีเหนียงยิ้มบางๆ “แล้วพวกเขามาตั้งแต่เมื่อใด? เป็นเช่นนี้รบกวนเจ้าหรือไม่?”
ลั่วจิ่งเฉินรู้ว่าท่านแม่ห่วงใยเขาเมื่อมองไปข้างนอกก็ส่ายหน้า “เริ่มแรกรู้สึกว่าวุ่นวายเล็กน้อยแต่พอนานวันเข้าก็รู้สึกว่ากลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว รู้สึกอบอุ่นดีขอรับ ท่านตาเพิ่งมาได้สองสามวันท่านลุงเฝิงมาหลายวันแล้ว”
“นายท่านเฝิงผู้นี้ไม่รู้มีที่มาอย่างไรวันนั้นก็มาเคาะประตูบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง รั้นบอกว่าจะพบเจ้าให้ได้ ข้าเองก็จนใจไม่รู้จะบอกเขาอย่างไรดี”
“แล้วเหตุใดท่านแม่จึงบอกกับเขาเล่า?” คำพูดของชีเหนียงยืนยันในสิ่งที่ลั่วจิ่งเฉินสงสัยก่อนหน้านี้เรื่องที่เขาอยู่เมืองชิงหยาง ต้องเป็นท่านแม่ที่บอกกับผู้เฒ่าเฝิงแน่มิเช่นนั้นผู้เฒ่าเฝิงแม้จะมีเส้นสาย แต่ก็ไม่สามารถหาเขาเจอได้ในวันเดียว
ชีเหนียงส่ายหน้าอย่างระอา “ก็เพราะบ่าวรับใช้คนนั้น…” ชีเหนียงชี้ไปทางเสี่ยวเอ้อร์ที่อยู่ข้างกายนายท่านของเขาและเปลี่ยนอารมณ์ตามเรื่อยๆ “เขาบอกว่าผู้เฒ่าเฝิงป่วยอยู่ได้อีกไม่นาน เพื่อไม่ให้เขาต้องมีห่วง ดังนั้นคนในครอบครัวจึงตามใจเขา”
“ดังนั้นท่านแม่จึงทนไม่ได้และบอกความจริงกับเขาเช่นนั้นหรือ”
“พูดจบถึงรู้สึกว่าไม่ถูกต้องแต่ก็คิดว่าเขาคงไม่มีทางมาหาพวกเจ้าที่เมืองชิงหยางหรอก ใครจะคิดว่า…”
ชีเหนียงที่ได้เจอผู้เฒ่าเฝิงอยู่ที่นี่เป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือการคาดเดานักแต่ก็ไม่รู้สึกว่าแปลกอันใดที่ตาเฒ่าประหลาดจะทำเรื่องบ้าๆ บอๆ เช่นนี้
ลั่วจิ่งเฉินเองก็เข้าใจว่าชีเหนียงคิดอย่างไรจึงพูดต่อขึ้นมา “ใครจะคิดว่าเขาดันมาที่เมืองชิงหยางจริงๆ…”
“ท่านแม่ท่านไม่รู้ว่าตอนที่ผู้เฒ่าเฝิงมาถึง พวกข้าตกใจแทบแย่ ตาเฒ่าคนนี้แทบไม่มีความยั้งคิดอันใดเลยหากเกิดเรื่องอะไรขึ้น พวกเราจะรับผิดชอบไหวได้อย่างไร” เมื่อได้ยินพี่ชายกับท่านแม่คุยกันเรื่องผู้เฒ่าเฝิงลั่วจิ่งซีก็ไม่มีแก่ใจจะทะเลาะกับจ้าวจือชิงต่อ เทียบกับการทะเลาะกันแล้วเขาอยากสอดรู้สอดเห็นเรื่องของผู้เฒ่าเฝิงมากกว่าโดยเฉพาะเรื่องที่เขาตกปลาไม่เป็น
“ตาเฒ่านี่มาถึงก็ตอแยให้ข้ากับพี่ใหญ่สอนเขาตกปลาแต่ปลาเหล่านั้นกลับไม่ไปหาเขา พวกข้าจะทำอะไรได้ ท่านแม่ก็รู้ว่าตาเฒ่าผู้นี้เอาแต่ใจเหมือนเด็กๆเขาเล่นฉีกตำราสุดหวงของพี่ใหญ่จนพังไม่พอ แล้วยังโวยวายจะกลับเมืองหลวงให้ได้” แววตาของลั่วจิ่งซีเต็มไปด้วยความสนุกสนานเขาหยุดเล่าชั่วคราว ด้วยดวงตาเปล่งประกายเหมือนเร่งให้มีคนถาม ‘รีบถามข้ารีบถามข้าเร็ว’
-----