ทะลุมิติไปเป็นสะใภ้ผู้มั่งคั่งด้วยโกดังสินค้าในยุค 70 (จบ)

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 19 มีหลานเพิ่มอีกคน

            ความจริงเซี่ยโม่เตรียมทางหนีทีไล่เอาไว้แล้ว

            วันนี้ตอนเกิดเ๹ื่๪๫ที่เชิงเขาเนื่องจากมีผู้คนในหมู่บ้าน หวางหมาจื่อ และพรรคพวกอยู่ด้วย เธอเลยกลัวว่าหากจู่ๆหายตัวไป ทุกคนจะ๻๷ใ๯ ที่จริงแล้วเธออยากเข้าไปหลบในโกดังสินค้าใจจะขาดเพราะคิดว่าในนั้นปลอดภัยที่สุด

            คุณยายเดินมาพบว่าวันนี้หลานสาวทำอาหารเยอะเป็๲พิเศษ จึงอดถามอย่างแปลกใจไม่ได้“ทำไมวันนี้หลานทำมื้อเที่ยงเยอะกว่าปกติ”

            เธอเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าคุณยายยังไม่ทราบเ๹ื่๪๫ที่จะมีแขกมากินข้าวที่บ้านหนึ่งคนเธออธิบายให้คุณยายฟังด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นยินดี

            “คุณยายวันนี้พี่ซ่งที่ช่วยหนูตามหาน้องชายในวันนั้นจะมากินข้าวที่บ้านเราคุณตาเป็๲คนชวนเขาค่ะ”

            เซี่ยเฉินเฟิงที่กำลังนั่งเล่นได้ยินดังนั้นก็วิ่งพุ่งเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว

            “พี่ครับเมื่อกี้พี่บอกว่าตอนเที่ยงใครจะมากินข้าวด้วยนะครับ”

            “พี่ชายที่ช่วยพวกเราในวันนั้นยังไงล่ะแล้วก็ที่ให้ซาลาเปาพวกเรากินด้วย”

            แววตาของเด็กชายเป็๲ประกาย“พี่ซ่งใจดีที่สุดเลย หากไม่มีเขา ผมคงหาพี่สาวไม่เจอ”

            “เฉินเฟิงงั้นอีกเดี๋ยวเราต้องคอยดูแลพี่เขาด้วยนะ”

            เด็กชายพยักหน้า“แน่นอนครับ ผมจะยกขากระต่ายทั้งสองขาให้เขาหมดเลย”

            “ดีมาก!”ทั้งเธอและคุณยายต่างยิ้มเอ็นดูในความไร้เดียงสาของเด็กชาย

            เวลานี้เองที่มีเสียง๻ะโ๠๲ดังขึ้นจากหน้าบ้าน“มีคนอยู่ไหมครับ”

            เซี่ยเฉินเฟิงตัวน้อยได้ยินเสียงอันคุ้นเคยรีบวิ่งออกไปประหนึ่งจรวด พร้อมกับใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้าง

            “พี่ซ่ง…”

            คุณยายกับเซี่ยโม่เดินตามออกมาพบว่าคือซ่งมู่ไป๋ที่กำลังขี่จักรยานมาจอดหน้าบ้าน

            ชายหนุ่มใส่กุญแจจักรยานเซี่ยเฉินเฟิงตัวน้อยวิ่งเข้าไปจับแขนชายหนุ่มพร้อมกับแกว่งไปมา “พี่ซ่งผมคิดถึงพี่ที่สุดเลย พี่สาวทำอาหารอร่อยๆ ให้พี่เต็มไปหมด”

            เซี่ยโม่ยิ้มมีความสุขในที่สุดน้องชายของเธอก็เดินออกมาจากเงาดำมืดในใจได้สักที

            ซ่งมู่ไป๋มองเด็กชายตัวน้อยพลางเอ่ยว่า“ไม่เจอกันไม่กี่วัน มีเนื้อมีหนังขึ้นนะ”

            เด็กชายยิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิม

            “เฉินเฟิงพาพี่เขาเข้ามาคุยกันในบ้านดีกว่า”

            “ครับ”เด็กชายจูงมือซ่งมู่ไป๋พาเดินเข้าไปในบ้าน

            เมื่อทั้งสองคนเข้ามาในบ้านก็ได้กลิ่นหอมของอาหารที่ลอยโชยมาจากในห้องครัว

            มีทั้งกลิ่นหอมของเนื้อและข้าวสาร

            ซ่งมู่ไป๋ลอบกลืนน้ำลายแม้เขาจะมีงานทำแต่ทุกวันได้แต่กินข้าวในโรงอาหารของหน่วยงาน

            บอกตามตรงอาหารในโรงอาหารรสชาติไม่เป็๞สับปะรดเลยเขาที่ต้องทำงานเป็๞กะจึงมักซื้อพวกอาหารแห้งเก็บไว้กิน

            อาหารที่มีกลิ่นหอมแบบนี้เขาไม่ได้เจอมานานแล้ว ไม่แปลกถ้าจะน้ำลายไหล

            เซี่ยโม่มีหรือจะไม่เห็นอาการนั้นหากเธอแกล้งทำเป็๞ไม่ทราบ เอ่ยอย่างกระตือรือร้นว่า “พี่ซ่งเดี๋ยวให้เฉินเฟิงพาพี่ไปล้างมือก่อนนะคะ อีกเดี๋ยวคุณตาก็คงจะกลับมารอคุณตากลับมาค่อยกินข้าวพร้อมกัน”

            จบประโยคเสียงของคุณตาก็ดังมาจากหน้าบ้าน “ไม่ต้องรอ ตากลับมาแล้วตาให้คนอื่นช่วยเอาวัวไปเดินเล่น แล้วตาก็พาวัวกลับเข้าคอกเรียบร้อยแล้ว”

            อู๋กวงเต๋อเดินเข้ามาในบ้าน

            เฉินเฟิงตัวน้อยพุ่งเข้าไปหาคุณตาด้วยความดีใจ“คุณตากลับมาแล้ว”

            ทุกคนไปล้างมือก่อนจะเริ่มกินข้าว อู๋กวงเต๋อมองอาหารบนโต๊ะจากนั้นก็หันไปมองหลานสาวด้วยแววตาพึงพอใจ

            คุณตาหันไปเอ่ยกับภรรยาคู่ชีวิตว่า“ยายแก่ ฉันจำได้ว่าในบ้านมีเหล้าอยู่ อาหารดีๆ ก็ต้องกินคู่กับเหล้าจะได้เป็๲การเลี้ยงขอบคุณคุณซ่งที่ช่วยชีวิตหลานสาวหลานชายของพวกเราเอาไว้ด้วย”

            คุณยายเอามือตบขา“ดูความจำของฉันสิ เดี๋ยวฉันไปหยิบมาให้”

            คุณยายหยิบขวดเหล้าขาวออกมาจากในตู้หนึ่งขวด

            เซี่ยโม่มองเหล้าในมือคุณยายพบว่าคือเหล้าขาวธรรมดาขวดหนึ่ง

            เป็๲เหล้าที่คุณยายเก็บเอาไว้อย่างดีพวกท่านทั้งสองใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมานาน ไม่รู้ว่าเหล้าขวดนี้มีอายุเท่าไร

            ในความทรงจำของเธอคุณตาเป็๞คนชอบดื่มเหล้า แต่ก็ไม่เห็นเคยดื่ม คงเป็๞เพราะทำใจไม่ได้กระมัง

            คุณตารับขวดเหล้ามาใช้ตะเกียบเปิดฝาอย่างชำนาญ ขณะกำลังจะรินใส่แก้วให้ซ่งมู่ไป๋ชายหนุ่มกลับเอ่ยขึ้นมาเสียก่อน “คุณตา ผมดื่มไม่ค่อยเป็๲ รินให้ผมน้อยๆ ก็พอครับ”

            “ดื่มไม่เป็๞จริงๆเหรอ”

            ชายหนุ่มพยักหน้ายืนยัน“จริงครับ”

            “คุณซ่งงั้นเดี๋ยวฉันรินให้นิดเดียว ผู้ชายต้องดื่มเหล้าให้เป็๞ไม่งั้นชีวิตจะขาดความสุขที่ผู้ชายอย่างเราๆ ควรจะมี เธอว่าฉันพูดถูกไหม”

            “คุณตาสั่งสอนได้ถูกต้องครับแต่ต่อไปอย่าเรียกผมว่าคุณเลย เรียกผมว่ามู่ไป๋หรือไม่ก็เสี่ยวซ่งก็ได้”

            “เธออ่อนน้อมถ่อมตัวดีจริงงั้นต่อไปฉันเรียกเธอว่ามู่ไป๋ก็แล้วกัน” คุณตาเอ่ยพลางยิ้มถูกใจ

            ซ่งมู่ไป๋เหลือบมองเซี่ยโม่แวบหนึ่งก่อนจะรวบรวมความกล้าเอ่ยว่า “งั้นผมเรียกพวกคุณตามโม่โม่ว่าคุณตาคุณยายนะครับ”

            “ได้สิฉันมีหลานชายเพิ่มอีกคนแล้ว” คุณตายิ้มกว้างอย่างปลาบปลื้มโดยไม่รู้เลยว่าสายตาของชายหนุ่มที่จ้องมองหลานสาวของตนเองนั้นเป็๞ประกายมากเพียงใด

            เซี่ยเฉินเฟิงอาศัย๰่๥๹เวลานี้คีบขากระต่ายใส่ถ้วยของพี่ซ่งผู้ใจดี

            รอจนพูดคุยกับคุณตาเสร็จซ่งมู่ไป๋ขยับตะเกียบเริ่มลงมือรับประทานอาหาร พบว่าในถ้วยมีขากระต่ายอยู่สองขา

            เขาเงยหน้ามองสองพี่น้องแล้วเห็นว่าเฉินเฟิงตัวน้อยกำลังส่งยิ้มกว้างมาให้

            เขาเข้าใจในทันทีเด็กชายกำลังขอบคุณเขาที่ช่วยชีวิตตัวเองเอาไว้

            ความอบอุ่นพลันเข้ามาจู่โจมในหัวใจเขาคีบขากระต่ายหนึ่งชิ้นไปวางไว้ในถ้วยของเด็กชาย

            “พี่กินขาเดียวก็พอแล้วอีกขาให้เฉินเฟิงกินดีไหม”

            เฉินเฟิงตัวน้อยขอบตาแดงเรื่อขณะตอบ“ครับ!”

            เพื่อทำให้บรรยากาศกลับมาดีเซี่ยโม่คีบขากระต่ายอีกสองขาที่เหลือใส่ในถ้วยของคุณตาคุณยาย “ทุกคนรีบกินเถอะหนูตั้งใจทำเป็๞พิเศษเลยนะ”

            ซ่งมู่ไป๋เห็นทุกคนก้มหน้าก้มตากินเนื้อกระต่ายก็รีบใช้๰่๥๹เวลานี้คีบขากระต่ายในถ้วยของตัวเองใส่ในถ้วยของเด็กสาวพร้อมทั้งคีบเนื้อกระต่ายจากในถ้วยของอีกฝ่ายมาใส่ในถ้วยตัวเอง

            “โม่โม่คือฉันไม่ชอบกินขากระต่าย ชอบแทะเนื้อกระต่ายมากกว่า”

            เขาเอ่ยพร้อมกับเอาเนื้อกระต่ายเข้าปาก

            เนื้อกระต่ายตุ๋นไม่เพียงมีกลิ่นหอมรสชาติยังอร่อยอีกด้วย เขายิ้มอย่างพึงใจ ฝีมือการทำอาหารของเด็กสาวไม่เลวเลย

            ด้านเซี่ยโม่กลับมีสีหน้างุนงงยุคนี้มีคนไม่ชอบกินขากระต่ายด้วย? พี่ซ่งช่างแตกต่างจากคนอื่นเหลือเกิน

            คุณไม่ชอบกินขาแต่ชอบเนื้อกระต่ายก็เ๹ื่๪๫ของคุณสิทำไมต้องคีบเอาเนื้อกระต่ายในถ้วยเธอไปด้วย! บอกตามตรงเธอเองก็ไม่ชอบกินขากระต่ายเช่นกัน เธอชอบแทะเนื้อกระต่ายแต่ในเมื่ออีกฝ่ายอุตส่าห์ให้มาแล้ว งั้นเธอยอมกินก็ได้

            เธอก้มหน้าก้มตากินขากระต่าย

            ขณะที่ทุกคนก้มหน้าก้มตารับประทานอาหารคุณยายกลับแอบมองหลานสาวกับแขกที่มาร่วมมื้ออาหารพร้อมอมยิ้ม

            “มู่ไป๋ปีนี้เธออายุเท่าไร”

            “คุณยายปีนี้ผมอายุสิบแปด มาทำงานที่สถานีรถไฟที่นี่เมื่อปีที่แล้วครับ” ซ่งมู่ไป๋ตอบ

            “แล้วที่บ้านมีใครบ้าง”

            แววตาชายหนุ่มหม่นแสงลงเล็กน้อยขณะตอบ“พี่ชายผมอยู่ในกองทัพ หลังจากแต่งงาน พี่สะใภ้กับลูกก็ย้ายเข้าไปอยู่ในกองทัพด้วยส่วนพี่สาวแต่งงานออกจากบ้านไปแล้ว ที่บ้านจึงเหลือคุณพ่อแค่คนเดียว”

            “บ้านเธออยู่ไหนเหรอ”

            “อยู่เมืองหลวงครับแต่เมื่อปีที่แล้วคุณพ่อ คุณแม่ กับคนอื่นๆอีกไม่น้อยขอออกจากงานกลับไปที่บ้านเกิด”เอ่ยจบสีหน้าชายหนุ่มเปลี่ยนเป็๞ไม่สู้ดีนัก

            เซี่ยโม่ซึ่งมีชีวิตอยู่มาสองชาติย่อมทราบดีว่าคนที่ออกจากงานแล้วล้วนมีชีวิตยากลำบาก

            โชคดีที่บิดาของชายหนุ่มเป็๞ฝ่ายขอออกเองเมื่อกลับไปอยู่บ้านเกิดจึงมีชีวิตที่ไม่ลำบากนัก

            “แล้วตอนนี้เธออาศัยอยู่ในหอพักของหน่วยงานเหรอ”

            ชายหนุ่มส่ายหน้า“เปล่าครับ สถานีรถไฟอยู่ใกล้กับตำบลเล็กๆ ตำบลหนึ่งผมเลยซื้อบ้านขนาดสองห้องที่นั่น ผมอาศัยอยู่คนเดียว ทำอาหารก็ไม่ค่อยเป็๞เลยอาศัยฝากท้องที่โรงอาหารเสียส่วนใหญ่”