ตอนที่ 27 โจวสือซวินมั่นใจว่าเธอไม่ใช่เซิ่งอันหนิง
เซิ่งอันหนิงไม่ได้สนใจบทสนทนาของทั้งสองคน เธอเดินเข้ามาพร้อมกับกล่องข้าวและก็พบเข้ากับการแสดงออกของทั้งสองที่ดูพิกลไป เธอจึงรู้สึกประหลาดใจ “เกิดเื่อะไรขึ้นหรือเปล่า?”
ซ่งซิวเหยียนขมวดคิ้วแน่น “ไม่มี ๆ สะใภ้โจว วันพรุ่งนี้โจวสือซวินจะออกโรงพยาบาลแล้ว ผมเองก็ไม่เห็นว่าเขาจะมีปัญหาใหญ่อะไร ตอนกลางวันพวกเราไปกินข้าวด้วยกันได้ไหม?”
เซิ่งอันหนิงหันไปมองโจวสือซวินและส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันทำน้ำแกงปลาไว้แล้ว”
และเธอก็ยังคงรู้สึกว่าทั้งสองคนนี้มีท่าทางประหลาดอยู่ดี
ซ่งซิวเหยียนยืนกราน “สะใภ้โจว ตอนที่พวกคุณแต่งงานกัน ผมก็ไม่ได้ไปร่วมฉลอง เลยจะชวนพวกคุณไปกินข้าว น้ำแกงปลาเอาไว้กินตอนค่ำก็ได้”
เซิ่งอันหนิงคิดเกี่ยวกับอาการของโจวสือซวิน เธอยังคงลังเลเล็กน้อย จะให้คนป่วยออกไปเดินไปเดินมาได้เช่นไร
ซ่งซิวเหยียนดูออกว่าหญิงสาวกำลังคิดอะไรอยู่ ชายหนุ่มจึงเกลี้ยกล่อมขึ้น “ไม่เป็ไร แผลเล็กน้อยแค่นี้ทำอะไรโจวสือซวินไม่ได้หรอก คุณไม่ต้องคิดมากไปหรอกตอนที่อยู่ในสนามรบ ลำไส้ของเขาก็ทะลักออกมา และเขาก็จับลำไส้จับยัดกลับเข้าไปแล้วเพื่อที่จะไปรบต่อ พวกเราล้วนเป็คนหยาบคาย ไม่ได้ไปกินอะไรที่หรูหราหรอก”
เซิ่งอันหนิงมองดูซ่งซิวเหยียนที่คิ้วคมผิวขาว ชายหนุ่มดูไม่คล้ายกับคนหยาบคายเลย
โจวสือซวินเองก็เห็นด้วยเช่นกัน “ตอนกลางวันแค่ออกไปกินที่ข้างนอก ออกไปจากโรงพยาบาลไม่ไกลก็มีโรงอาหารของรัฐตั้งอยู่”
เช่นนี้แล้วเซิ่งอันหนิงยังจะสามารถเอ่ยอะไรได้อีก หญิงสาวไม่ใช่หมอพูดอะไรออกไปก็ไร้ประโยชน์ จะว่าไปแล้วตอนที่เธอเป็หมอ ก็มีคนไข้ที่ไม่เชื่อฟังอย่างโจวสือซวินและซ่งซิวเหยียนอยู่ถมเถไป
เมื่อรอให้ถึงเที่ยงวัน เซิ่งอันหนิงก็ได้ตามโจวสือซวินและซ่งซิวเหยียนไปโรงอาหารของรัฐที่ตั้งอยู่ไม่ไกล
บนกำแพงหินปรากฏอักษรสีดำเป็แถบว่า รับใช้ประชาชน
เมนูอาหารวันนี้ถูกเขียนลงบนกระดานดำเล็ก ๆ ที่อยู่บริเวณด้านข้าง
เซิ่งอันหนิงยังคงรู้สึกประหลาดใจกับโรงอาหารที่แสดงถึงความเอื้ออาทรแบบนี้ เมื่อมองดูแล้วมันให้ความรู้สึกที่เรียบง่าย มีเตาเหล็กขนาดใหญ่อยู่ตรงกลางซึ่งกำลังลุกโชน และแผ่นเหล็กของเตาก็ถูกเผาไหม้จนกลายเป็สีแดง
ทั้งหมดเต็มไปด้วยโต๊ะแปดเซียน และม้านั่งยาว
หลังจากที่ซ่งซิวเหยียนนั่งลง ก็ได้รีบสั่งไก่พะโล้ เนื้อวัวผัดซอสแดง และเกี๊ยวสามชั่ง
เซิ่งอันหนิงพบว่าโจวสือซวินนั่งลงเงียบ ๆ ด้วยสีหน้าที่นิ่งเฉยอีกครั้ง เธอจึงถอนหายใจออกมา ยอดเยี่ยมจริง! นั่งแบบนี้โดยที่ไม่เจ็บแผลเลยหรือ?
หม้อเคลือบสีเหลืองและอาหารจานเล็ก ๆ ถูกนำมาวางอย่างรวดเร็ว
ซ่งซิวเหยียนเอ่ยกับเซิ่งอันหนิง “สะใภ้โจวลองชิมดูสิ เนื้อวัวผัดซอสแดงของร้านนี้อร่อยมาก”
เซิ่งอันหนิงมองไปที่เนื้อวัวผัดซอสแดงมันเยิ้ม และรู้สึกว่ามันไม่ได้อร่อยมากนัก แต่สำหรับคนในยุคนี้ ต่อให้ได้กินเนื้อต้มในน้ำเปล่าก็ว่าอร่อยแล้ว
หญิงสาวหยิบตะเกียบมา ยังไม่ทันจะได้คีบอะไรกิน จู่ ๆ ก็มีเสียงโวยวายดังขึ้นจากโต๊ะข้าง ๆ ตามด้วยเสียงคนล้มลงกับพื้น และร่างกายก็เกร็งกระตุกไปทั้งตัว
ซ่งซิวเหยียนและโจวสือซวินยืนขึ้นพร้อมกัน ขณะนั้นมีคนจะเข้าไปประคองให้ชายผู้นั้นลุกขึ้นมา
เซิ่งอันหนิงมองดูสถานการณ์ ก็พบว่าซ่งซิวเหยียนกำลังจะเข้าไปช่วยประคองชายผู้นั้นขึ้น เธอจึงรีบเอ่ยขึ้น “อย่าขยับ! ปล่อยให้เขานอนลงไปกับพื้น”
เซิ่งอันหนิงเข้าไปเบียดให้ผู้คนออกมา “รีบไปเรียกหมอมาเร็วเข้า บอกเขาว่าคนไข้มีอาการเืออกในสมอง”
เซิ่งอันหนิงเอ่ยขึ้นและประคองศีรษะคนไข้อย่างอ่อนโยน และให้เขานอนตะแคงข้าง
ซ่งซิวเหยียนตกตะตึงไปสักครู่ โจวสือซวินจึงรีบผลักชายหนุ่มไปหนึ่งที “รีบไปตามหมอ”
ภรรยาที่เดินทางมากับคนป่วยรู้สึกหวาดกลัว บวกกับเธอเองก็ไม่รู้จักเซิ่งอันหนิง เมื่อเห็นว่าท่าทางของเธอดูรู้สถานการณ์จึงไม่กล้าพูดจาเหลวไหล ทำได้แต่นั่งร้องไห้เบา ๆ อยู่ข้าง ๆ
ไม่นานซ่งซิวเหยียนก็ไปตามหมอมา และยังถือเปลสนามมาด้วย หลังจากที่ตรวจเบื้องต้นแล้วก็มั่นใจว่าคนไข้มีเืออกในสมอง โชคดีที่ไม่ยกคนสุ่มสี่สุ่มห้า
จากนั้นไม่นานก็แบกคนป่วยไปอย่างรวดเร็ว
ลูกค้าที่ร้านกลับไปนั่งที่ของตน และแอบพูดคุยแสดงความคิดเห็นเบา ๆ พร้อมกับแอบมองมาที่เซิ่งอันหนิง
เซิ่งอันหนิงรู้สึกผิดที่เปิดเผยตัวตนอีกครั้ง
ทุก ๆ ครั้งที่เจอเหตุการณ์เช่นนี้ เซิ่งอันหนิงจะเอาเวลาไหนมาพิจารณาเื่อื่น การช่วยผู้ป่วยต้องมาก่อนเสมอ
เพียงแต่กลัวว่าซ่งซิวเหยียนและโจวสือซวินจะถามคำถามมากมายเท่านั้นเอง หญิงสาวล้างมือแล้วกลับมานั่งที่เดิม “รีบกินข้าวกัน เนื้อนี้ดูน่ากินมาก”
ซ่งซิวเหยียนมีคำถามมากมายภายในใจ ทำไมเซิ่งอันหนิงมองดูผู้ป่วยก็สามารถรู้ได้เลยว่าเืออกในสมอง?
มากไปกว่านั้นคือเธอยังรู้ว่าจะต้องทำอย่างไร และเผชิญหน้ากับผู้ป่วยอย่างสงบ
ถ้านี่ไม่ใช่หมอ แล้วผู้ใดจะสามารถทำได้อีก?
เพียงแต่เมื่อสักครู่ที่เซิ่งอันหนิงไปล้างมือ โจวสือซวินได้กำชับกับซ่งซิวเหยียนไม่ให้ชายหนุ่มสงสัยและถามอะไรมากมาย
แม้จะไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่ในเมื่อโจวสือซวินบอกว่าไม่ให้ถาม แสดงว่ามันต้องมีเหตุผล
โชคดีที่ทั้งสองคนไม่ได้ถามอะไร เซิ่งอันหนิงจึงกินอาหารมื้อนี้ด้วยความสบายใจ เนื้อไก่และเนื้อวัวนั้นอร่อยเป็อย่างมาก เกี๊ยวเองก็เช่นกัน
การมาในโลกใบนี้ของเธอ นับได้ว่าอาหารมื้อนี้ได้เติมเต็มเซิ่งอันหนิงเป็อย่างมาก
เมื่อกลับมาห้องพักผู้ป่วย โจวสือซวินก็ยังคงไม่ถามอะไรเช่นเดิม เซิ่งอันหนิงเองก็รู้สึกโล่งใจเช่นกัน เธอรู้สึกว่าชายหนุ่มเชื่อในคำพูดของตน ที่ว่าเธอเรียนรู้ทักษะการแพทย์มาจากคุณตา
……
เช้าวันรุ่งขึ้น เซิ่งอันหนิงก็ช่วยโจวสือซวินทำเื่ออกจากโรงพยาบาล หลูหย่วนต๋าจึงได้เข้ามาเพื่อตรวจดูาแของโจวสือซวิน การฟื้นตัวของเขานั้นดีมาก เพียงแค่กลับไปพักฟื้นก็ไม่มีปัญหาอะไร
และหมอลวี่ก็ยังกำชับเซิ่งอันหนิง “กลับไปคุณก็ดูแลเขาให้ดี ๆ ผมรู้ดีว่าโจวสือซวินนั้นบ้าแค่ไหน ถ้ายังไม่หายดีก็ห้ามไปทำงาน”
เซิ่งอันหนิงพยักหน้า “นอกนั้นต้องระวังอะไรไหมคะ?”
“ไม่ต้องแล้ว เ้าเด็กนี่ฟื้นฟูเร็ว อย่าลืมเปลี่ยนยาทุก ๆ สามวัน ผ่าน่นี้ไปก็กลับมาตัดไหมออก ก็นับว่าเสร็จแล้ว”
เซิ่งอันหนิงไม่เข้าใจเล็กน้อย “ผ่าน่นี้ไปนี่คือวันไหนคะ?”
การตัดไหมนั่นต้องบอกเวลาที่ชัดเจนไม่ใช่หรือ?
หลูหย่วนต๋าทำตัวไม่ถูก “ถ้าผมบอกเวลาที่ชัดเจนไป เ้าเด็กนี้ไม่มาแน่ ๆ สมัยก่อนเ้านี่ก็ตัดไหมเอง”
เซิ่งอันหนิงนิ่งเงียบไป ประเสริฐจริง ชายร่างใหญ่คนนี้ช่างใจเหี้ยมนัก
หญิงสาวไปที่ฝ่ายการเงินเพื่อทำเื่ขอเงินคืน ในตอนที่โจวสือซวินเข้ามารักษา จงจื้อกั๋วได้ให้ซ่งข่ายมาจ่ายเงินแล้ว ไม่รวมค่ารักษาของโจวสือซวิน ทั้งหมดก็มีค่าใช้จ่ายไม่ถึงสามหยวน และยังได้คืนมาอีกเจ็ดหยวนกว่า ๆ
เซิ่งอันหนิงเซ็นชื่อ และรับเงินมานับดู คาดไม่ถึงว่าค่าผ่าตัดจะถูกได้ถึงเพียงนี้!
เซิ่งอันหนิงเก็บเงินทอน และนำกลับไปคืนโจวสือซวิน “นี่คือใบเสร็จและเงินที่ส่งคืน คุณดูว่ามันมีของมีอะไรเหลือบ้าง ของของฉันเก็บไปหมดแล้ว ฉันจะไปลาหลิ่วเหมยสักหน่อย”
โจวสือซวินพยักหน้า หลังจากรอเซิ่งอันหนิงออกไป ชายหนุ่มรีบคลี่ใบเสร็จในมือออกมาดูอย่างรีบร้อน และจ้องไปดูลายเซ็นของเซิ่งอันหนิงบริเวณด้านล่าง
ลายมือบางแต่หนักแน่น จังหวะการเขียนไม่เร็วมากนัก นุ่มนวลแต่แข็งแรง มองดูแล้วเป็คนรักอิสระและเรียบง่าย
ความสงสัยของโจวสือซวินได้รับการแถลงไขบ้างแล้ว ชายหนุ่มจำได้ว่าเมื่อเขากับเซิ่งอันหนิงได้รับเอกสารการแต่งงาน ลายมือของเซิ่งอันหนิงนั้นบางและไม่แข็งแรง ราวกับลายมือของเด็กประถม
นิสัยของคนคนหนึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ลายมือนั้นยากที่จะเปลี่ยน
ดังนั้นเซิ่งอันหนิงคนนี้จะต้องไม่ใช่เซิ่งอันหนิง แล้วเธอเป็ใครกัน?
เซิ่งอันหนิงไปบอกลากับพยาบาลหลิ่วเหมยผู้นั้น และยังทำให้ผู้คนรู้สึกอาลัยอาวรณ์ไม่อยากจากกัน
ได้แต่สัญญาว่าหากมีเวลาว่างค่อยกลับมาหาพวกเธอ
ขณะที่เซิ่งอันหนิงกำลังยิ้มแย้ม จู่ ๆ ก็นึกถึงลายเซ็นของเธอได้ ทำให้ฉุกคิดได้อย่างรวดเร็วว่าลายมือของเธอและเ้าของร่างเดิมนั้นแตกต่างกันมาก
โจวสือซวินจะดูออกหรือไม่?
……………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
โป๊ะแล้ว โป๊ะหนักมากด้วยอันหนิงเอ๊ย เขารู้แล้วล่ะว่าไม่ใช่ภรรยาคนเดิม อุตส่าห์ปิดบังมาตั้งนานดันมาเกมเื่ลายเซ็น
ไหหม่า(海馬)