จักรพรรดิ์มารมนตราบรรพกาล

    ตอนที่ 4

    10,000 ปี ต่อมากาลเวลาไหลเวียนผ่านไปไม่ย้อนกลับ ผู้คนล้วนเกิดมาแล้วก็ล้มหายตายจากไปวนเวียนไปตามวัฏจักรของธรรมชาติ ซึ่งบางคนก็สร้างเสียงเรียงนามเอาไว้ให้ผู้คนได้จดจำเล่าขานกัน บางคนก็ตายไปโดยที่ไม่มีผู้ใดสามารถจดจำได้เลย ตลอดระยะเวลา 10,000 ปีมานี้ เรื่องเล่าและตำนานต่างๆล้วนเกิดขึ้นมามากมาย แต่เรื่องของจักรพรรดิ์มารกับผู้กล้านามว่าเอวา เกรเกอร์ นั้นเป็นตำนานที่ถูกเล่าขานมาตลอดจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งยังถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรวิชาประวัติศาสตร์ของโรงเรียนจอมเวทย์ที่กระจายอยู่ทั่วทั้งดินแดนเอวาร่าอีกด้วย ซึ่งดินแดนเอวาร่านั้นเดิมทีมีชื่อว่าสฟีร่า แต่หลังจากที่จักรพรรดิ์มารได้ถูกจัดการลงโดยผู้กล้า ผู้คนทั้งหมดต่างก็ลงความเห็นว่าจะเอาชื่อของผู้กล้านั้นมาเป็นส่วนหนึ่งของชื่อดินแดนเพื่อเป็นการให้เกียรติเเด่ผู้กล้าที่สามารถสังหารจักรพรรดิ์มารและนำความสงบสุขกลับคืนแกสรรพชีวิตทั้งหลาย
    ในดินแดนเอวาร่าอันกว้างใหญ่นี้ ผู้คนดดยส่วนมากนั้นตั้งแต่ยังเด็กล้วนถูกสอนว่าให้เอาผู้กล้าเอวา เกรเกอร์เป็นแบบอย่าง ในการฝึกฝนพัฒนาตนเองเพื่อที่จะได้ปกป้องความสงบสุขในดินแดนเอวาร่าไว้ และแน่นอนว่าเมื่อมีคนคิดอยากเป็นอย่างผู้กล้า มันก็จะมีบางคนที่อยากจะเจริญรอยตามจักรพรรดิ์มารเช่นเดียวกันซึ่งจุดจบของพวกเขาเหล่านั้นก็ไม่ได้สวยงามนัก เพราะล้วนแล้วแต่ถูกเหล่าจอมเวทย์ที่อยากเป็นผู้กล้าปรากฏตัวออกมาช่วยกำจัดเหล่าคนพวกนั้นอยู่เรื่อยๆ แต่กระนั้นระยะเวลาที่ผ่านมากลับไม่มีผู้ใดที่มีความสามารถเทียบเท่าผู้กล้าเอวาและจักรพรรดิ์มารในอดีตได้เลย
    ส่วนตัวผู้กล้านั้นหลังจากที่สามารถจัดการกับจักรพรรดิ์มารลงได้แล้ว ก็ได้หายตัวไปอย่างไร้ล่องลอยไม่เคยปรากฏตัวออกมาอีก นางทิ้งไว้เพียงแต่ตำนานให้ผู้คนได้จดจำเท่านั้น แต่ผู้คนต่างก็คาดเดาไปต่างๆนานา และนำมาซึ่งข้อสัญนิษฐานที่น่าจะมีเป็นไปได้มากที่สุด ที่ทำให้ผู้คนเชื่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น นั่นก็คือผู้กล้านั้นได้เอาชีวิตของตนเองเข้าเเลกเพื่อสังหารจักรพรรดิ์มารนั่นเอง ทั้งๆที่ความจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นชีวิตจักรพรรดิ์มารหรือผู้กล้า ก็ล้วนเป็นคนที่น่าสงสารและเห็นใจยิ่งนัก
    ณ เมืองหมอกสีเงินภายในห้องใหญ่ห้องหนึ่ง ถ้าหากมองดูให้ดีๆก็จะพบว่าห้องนี้เป็นคอกที่มีไว้สำหรับการเลี้ยงหมู เพราะมันมีหมูอยู่มากมายที่ถูกจัดให้อยู่ในคอกอย่างหนาแน่น และตอนนี้พวกมันต่างก็กำลังนอนหลับกันอยู่เพราะตอนนี้เป็นเวลายามค่ำคืน และในความเป็นจริงที่แห่งนี้มันสมควรมีแค่หมูเท่านั้นที่ควรอยู่ที่นี่ แต่ที่นี่กลับมีเด็กหนุ่มอายุ 16 ปี อยู่กองฟางที่อยู่ในเล้าหมูด้วย ซึ่งสภาพของเด็กหนุ่มคนนั้นค่อนข้างที่จะทรุดโทรม เขามีเพียงแค่กางเกงขายาวสีน้ำตาลขาดๆเก่าๆสวมอยู่เพื่อปกปิดร่างกายท่อนล่างเท่านั้นส่วนท่อนบนของเขานั้นเปลือยเปล่าแต่กลับเต็มไปด้วยบาดแผลจากการโดนเฆี่ยนตีอย่างหนักและบาดแผลบางแห่งยังมีเลือดที่ยังไม่แห้งไหลออกมานิดๆด้วยซ้ำ ซึ่งหากใครมาเห็นก็จะสามารถบอกได้เลยว่า เด็กหนุ่มเป็นทาสที่กระทำความผิดแล้วถูกลงโทษด้วยการเฆี่ยนตีก่อนที่จะถูกจับโยนให้เข้ามาอยู่ในเล้าหมูแห่งนี้
    'นี่ข้า ยังไม่ตายอีกเหรอ แล้วข้าอยู่ที่ไหนกัน' ชายหนุ่มที่นอนอยู่บนกองฟางคิดในใจหลังจากลืมตาขึ้นมาด้วยความมึนงงและความเจ็บแสบตามร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลที่เกิดจากการถูกเฆี่ยนตี เขาค่อยกวาดสายตาไปเรื่อยๆเพื่อสอดส่องสิ่งต่างๆที่อยู่รอบๆตัวของเขา 'พลังเวทย์ของข้าหายไปไหนหมด เดี๋ยวนะ ร่างกายนี้มัน' ชายหนุ่มคิดแล้วก็ตกลงตะลึง เพราะนอกจากรู้ว่าพลังเวทย์ที่เขาเคยมีนั้นหายไปหมดไม่พอ แต่เขายังพบว่าร่างกายนี้มันไม่ใช่ร่างกายของเขาอีกด้วย
    'อย่างแรกข้าคงต้องเลื่อนระดับเป็นจอมเวทย์ระดับสัมผัสให้ได้ก่อน ข้าจะได้ใช้เวทย์ง่ายๆในการรักษาร่างกายนี้ และเพื่อที่จะใช้สัมผัสเวทย์ในการตรวจสอบสิ่งต่างๆได้' ชายหนุ่มคิดแล้วก็จัดท่านั่งในท่านั่งขัดสมาธิเพื่อทำการฝึกฝนทันที ซึ่งในระดับสัมผัสเวทย์นั้นเป็นเพียงบันไดขั้นแรกของจอมเวทย์ทุกคน ซึ่งในระดับนี้สิ่งที่ต้องทำก็คือการสัมผัสถึงกระแสพลังเวทย์ที่ล่องลอยอยู่ในอากาศให้ได้แล้วทำชักนำกระแสพลังเวทย์เหล่านั้นเข้ามาในร่างกายเพื่อสร้างแก่นกำเนิดพลังเวทย์ของตนเองเท่านั้น และเมื่อแก่นกำเนิดพลังเวทย์สมบูรณ์พร้อมเมื่อไหร่ก็จะสามารถเลื่อนจากระดับสัมผัสไปเป็นระดับก่อเกิดซึ่งเป็นก้าวแรกของเส้นทางการเป็นจอมเวทย์อย่างแท้จริง ดังนั้นคนที่ไม่สามารถเลื่อนไปยังระดับก่อเกิดได้ก็จะไม่ถูกนับว่าเป็นจอมเวทย์อย่างแท้จริง เป็นได้เพียงแค่คนธรรมดาเท่านั้น แม้จะมีพลังเวทย์พอที่จะใช้เวทย์พื้นฐานได้ แต่ก็ไม่อาจจะนำไปใช้ต่อสู้อะไรได้เลย
    เวลาผ่านไป 8 ชั่วโมง กระแสพลังเวทย์ที่อยู่ในเล้าหมูล้วนเบาบางเป็นอย่างมากเพราะถูกชายหนุ่มดูดซับเข้าสู่ร่างกายไปเป็นจำนวนมาก และเพราะเหตุนี้ทำให้ตัวของชายหนุ่มสามารถสร้างแก่นกำเนิดพลังเวทย์ขึ้นมาที่บริเวณหน้าท้องเหนือสะดือขึ้นมา 2 นิ้วได้สำเร็จ ตัวเขาได้กลายเป็นจอมเวทย์ระดับสัมผัสขั้นต่ำโดยใช้เวลาเพียงแค่ 8 ชั่วโมงเท่านั้นซึ่งนับว่ารวดเร็วเป็นอันมาก เพราะคนธรรมดาทั่วไปหากไม่มีอาจารย์หรือทรัพยากรจำนวนมากคอยสนับสนุนนั้น เพียงแค่การสัมผัสพลังเวทย์ที่อยู่ในอากาศให้ได้ก็ต้องใช้เวลาไปแล้ว 3-6 เดือน และไม่ต้องกล่าวถึงขั้นตอนการชักนำพลังเวทย์เหล่านั้นมาสร้างเป็นแก่นกำเนิดพลังเวทย์เลย เพราะอย่างน้อยๆก็ต้องใช้ระยะเวลาอีก 6 -12 เดือนจึงจะสามารถทำได้ แต่ตัวของชายหนุ่มนั้นเขาเคยเป็นถึงจักรพรรดิ์มารที่เคยเป็นจอมเวทย์ระดับกึ่งเทวะขั้นสูงสุด ประสบการณ์และความรู้ต่างๆที่สะสมมาก็มีมากมาย และรวมกับที่เดิมทีตัวเขาเองก็เป็นถึงอัจฉริยะด้านศาสตร์เวทย์กับการปรุงยาอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าเพียงแค่ระดับสัมผัสเวทย์ขั้นต่ำเขายังทำไม่ได้ภายในระยะเวลาสั้น เขาก็สมควรที่จะจมอยู่กองขี้หมูในเล้าหมูนี้ให้รู้แล้วรู้รอดไป 'เอาล่ะข้า ข้าใช้สัมผัสเวทย์ได้เเล้ว ก่อนอื่นก็ต้องรักษาตัวเองก่อน บาดแผลแค่นี้ใช้เวทย์ง่ายๆก็พอ' โนอาร์คิดในใจอย่างเบื่อหน่ายเพราะด้วยบาดแผลตามร่างกายแค่นี้หากเป็นจอมเวทย์ระดับแท้จริงขึ้นไปเขาไม่จำเป็นต้องร่ายเวทย์เลย เพียงแค่ใช้พลังเวทย์ที่มีก็สามารถรักษาแผลตนเองได้แล้ว
    เวทย์การรักษาแห่งวารีโนอาร์ทำร่ายเวทย์รักษาซึ่งเป็นวิชาเวทย์ระดับมนุษย์ขั้นต่ำ เพียงเวลาไม่นานนักพลังเวทย์อันน้อยนิดที่อยู่ในแก่นกำเนิดพลังเวทย์ของเขาที่เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อครู่ก็หลั่งไหลไปตามร่างกายของชายหนุ่ม บาดแผลที่เกิดจากการโดนเฆี่ยนตีต่างๆตามร่างกายเริ่มค่อยๆสมานตัวกันจนแทบไม่ทิ้งร่องรอยอันใดไว้บนร่างกายของเขาเลย ถ้าจะมีก็มีเพียงคราบสกปราบตามร่างกายที่เกิดจากการโยนเขามานอนในคอกหมูนี้เท่านั้น และถ้าหากว่าตอนนี้มีผู้อื่นมามองดูเขาอยู่ก็จะสามารถมองเห็นออร่าแสงสีฟ้าออกมาจากตัวของชายหนุ่มได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว
    เวลาผ่านไปเพียงแค่ 3 นาทีเท่านั้นร่างกายของโนอาร์ก็ไม่มีรอยแผลใดๆเหลือทิ้งเอาไว้อีกเลย ดังนั้นต่อไปสิ่งที่เขาจะทำก็คือการใช้สัมผัสเวทย์ของเขาตรวจสอบความผิดปกติในร่างกาย แม้ว่าตามปกติแล้วต้องเป็นจอมเวทย์ระดับจิตขั้นสูงขึ้นไปเท่านั้นที่จะสามารถทำเช่นนี้ได้ แต่ไม่ใช่สำหรับโนอาร์ที่มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการใช้พลังเวทย์เป็นอย่างดี ดังนั้นเรื่องนี้แม้ว่าเขาจะอยู่ในระดับสัมผัสเวทย์ขั้นต่ำเขาก็สามารถทำได้ เพียงแต่อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อยก็เท่านั้นเอง
    เวลาผ่านไปอีก 20 นาที 'ร่างกายนี้ปกติทุกอย่าง ไม่ได้มีความผิดปกติ และก็ไม่ได้มีความพิเศษแต่เพียงอย่างใด จะมีเพียงก็แต่เวทย์ผนึกสัญญาแห่งทาสที่หัวใจเท่านั้น นั่นก็แสดงว่าสถานะของข้าในตอนนี้เป็นแค่ทาสสินะ หึ สวรรค์คงจะลงโทษให้ข้าต้องอยู่อย่างอัปยศอดสู เป็นเพียงแค่ทาสรับใช้สินะ แต่มันก็คงสาสมแล้วกับบาปกรรมที่ข้าได้ก่อเอาไว้ บางทีแค่นี้มันอาจจะน้อยเกินไปด้วยซ้ำสำหรับบทลงโทษของข้า' โนอาร์คิดแล้วก็ปลงอยู่ในใจอยู่พักนึง
    ปัง ปัง"ไอ้หมูโสโครก ตื่นมาทำงานของแกได้เเล้ว" เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงพูดของชายคนหนึ่งที่ตะโกนเข้ามา ซึ่งหากเป็นเมื่อก่อนถ้ามีคนมาพูดกับเขาเช่นนี้ เขาเพียงแค่กระดิกนิ้วเพียงนิดเดียว คนๆนั้นก็แทบจะไม่มีร่องรอยของร่างกายมันหลงเหลืออยู่บนโลกเลยด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้เขานั้นไม่อาจทำเช่นนั้นได้ ตอนนี้ตัวเขาเป็นเพียงแค่คนอ่อนแอแถมยังมีสถานะเป็นเพียงแค่ทาสด้วย ดังนั้นโนอาร์ที่ไม่มีความทรงจำอะไรของเจ้าของร่างคนเก่าทั้งยังไม่มีพลังอำนาจอะไรในตอนนี้จึงได้เพียงแค่ตอบกลับไปว่า"ขอรับ ข้าจะออกไปเดี๋ยวนี้แหละ" โนอาร์ตะโกนกลับขณะลุกขึ้นและเดินไปที่ประตูไม้ แต่ก่อนที่เขาจะเปิดประตูก็พลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้
    เวทย์กระจกลวงตาโนอาร์ใช้เวทย์กระจกลวงตาที่เป็นวิชาเวทย์ระดับมนุษย์ขั้นต่ำ เพื่อสร้างภาพลวงตาว่าบนร่างกายของเขายังคงมีบาดแผลอยู่และทำการใช้เทคนิคการปกปิดพลังเวทย์เอาไว้ก่อน เพราะหากมีผู้ใดล่วงรู้ว่าทาสที่เพิ่งถูกลงโทษอย่างหนักสามารถกลายเป็นจอมเวทย์ระดับสัมผัสได้ภายในคืนเดียว อาจจะนำปัญหาต่างๆมาสู่ตัวเขาก็เป็นได้ เพราะอาจจะมีคนคิดว่าเขาน่าจะมีสมบัติบางอย่างที่ทำให้กลายเป็นจอมเวทย์ระดับสัมผัสเวทย์ได้ภายในคืนเดียว ดังนั้นวิธีการหลีกเลี่ยงปัญหาที่ง่ายที่สุดก็คือการปกปิดมันเสีย
    "ไม่ทราบว่าข้าต้องทำงานอะไรหรือขอรับ" หลังจากที่โนอาร์เปิดประตูออกมา ตัวเขาก็แกล้งถามชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนด้วยน้ำเสียงที่เหมือนคนเจ็บ"นี่เจ้า โดนลงโทษจนความจำเสื่อมเลยเหรอ " ชายคนนั้นถามด้วยความไม่พอใจ"ขอรับ ดูเหมือนความทรงจำข้าจะหายไปด้วย ข้าจำได้เพียงแค่ว่าข้ามีสถานะเป็นทาสเท่านั้น ข้าขอร้องพี่ชายรูปงามเมตตาบอกเล่าเกี่ยวกับตัวตนข้าหน่อยเถอะ" คำพูดของโนอาร์ทำให้ชายร่างอ้วนมีอารมณ์ดีขึ้นมา เนื่องจากปกติจะมีแต่คนที่ล้อมันว่าอ้วนตลอดเวลา และตัวมันเองก็ตั้งใจมาระบายอารมณ์ที่โนอาร์อยู่แล้ว แต่เมื่อได้ยินที่โนอาร์กล่าวต่อมันว่าพี่ชายรูปงามจึงทำให้มันรู้สึกดีขึ้นมา
    "เหอะ เห็นแค่ชีวิตอันน่าสมเพชของเจ้า ข้าจะบอกเจ้าเอาบุญเเล้วกัน ตัวเจ้าชื่อว่า โนอาร์ คลาร์ก เป็นทาสของตระกูลคาร์ตัน คนส่วนใหญ่เขาเรียกเจ้าว่าหมูโสโครก และที่นอนประจำของเจ้าก็อยู่ในเล้าหมูนั่นแหละ งานที่เจ้าต้องทำก็คือการดูแลเล้าหมูนี่ กับทำความสะอาดประตูทางเข้าคฤหาสถ์ตระกูลคาร์ตัน และที่เจ้าโดนลงโทษจนความจำเสื่อม ก็เพราะระหว่างที่เจ้ากำลังทำความสะอาดอยู่นั้นคุณหนูแชลเนีย เดินทางกลับมาจากโรงเรียนจอมเวทย์พอดี แล้วเจ้าก็ดันซุ่มซ่ามไปทำน้ำสกปรกเลอะตัวคุณหนูไงล่ะ โชดดีที่ข้าไม่โดนไปด้วย" ชายร่างอ้วนพูดด้วยหงุดหงิดเล็กน้อยเมื่อพูดถึงเรื่องการลงโทษของโนอาร์
    "อ่ะ งั้นข้าขอโทษต่อท่านด้วยแล้วกันพี่ชายรูปงาม " โนอาร์ที่ได้รับรู้เรื่องราวอย่างคร่าว ก็แกล้งพูดขอโทษต่อชายร่างอ้วนด้วยท่าทางที่เขารู้สึกผิด ทั้งๆที่ไม่ได้รู้สึกอะไรเลย"หึ เจ้ารู้ความผิดของเจ้าก็ดีแล้้ว ถึงข้าจะรู้สึกดีกับคำพูดของเจ้า แต่คราวหลังเรียกข้าว่าพอลก็พอ ขืนเจ้าเรียกข้าแบบนั้นต่อหน้าผู้อื่นข้าคงดูหัวเราะเยาะพอดี" พอลพูดขณะที่พยายามทำตัวให้เท่ๆ ซึ่งมันทำให้โนอาร์แอบหัวเราะอยู่ในใจก่อนจะพูดกับพอลต่อว่า "ข้าทราบแล้วท่านพอล งั้นพวกเราไปทำงานกันเถอะ "