ยามราตรีในกระท่อมกลางป่ายังคงเงียบสงัดมีเพียงเสียงฟืนในเตาผิงที่ลุกโชนให้ความอบอุ่นและเสียงจิ้งหรีดเรไรที่ขับกล่อมจากภายนอก หลังจากที่ หลี่เฟิ่ง ได้แสดงฝีมือในการล่าสัตว์และควบคุมมีดสั้นได้คล่องแคล่วขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในบททดสอบสุดท้ายที่ไป๋เฟิงให้ไว้ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางและการฝึกฝนทำให้เขาหลับไปอย่างรวดเร็ว
แต่ในคืนนี้หลี่เฟิ่งกลับตื่นขึ้นมากลางดึก เขาพบว่า ไป๋เฟิง กำลังนั่งอยู่ข้างเตาผิงดวงตาคมกริบของชายชราจ้องมองเปลวไฟอย่างเหม่อลอยแววตาที่ลึกซึ้งนั้นเต็มไปด้วยเื่ราวที่ซ่อนเร้นราวกับกำลังหวนรำลึกถึงอดีตกาลอันไกลโพ้น
หลี่เฟิ่งลุกขึ้นนั่งอย่างเงียบเชียบไม่้ารบกวนความคิดของไป๋เฟิง แต่ชายชราก็รับรู้ถึงการตื่นของเขาอยู่แล้ว
"ตื่นแล้วรึ"ไป๋เฟิงเอ่ยขึ้นเสียงเรียบโดยไม่หันมามอง "มานั่งใกล้ๆ สิ"
หลี่เฟิ่งคลานเข้าไปนั่งใกล้ๆเตาผิง ััถึงความอบอุ่นของเปลวไฟที่ช่วยขับไล่ความหนาวเย็นยามค่ำคืน
"เ้ากำลังจะก้าวเข้าสู่โลกที่แตกต่างจากหมู่บ้านของเ้าอย่างสิ้นเชิง"ไป๋เฟิงเริ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเคร่งขรึมกว่าปกติ"โลกที่เ้าจะต้องเผชิญหน้านั้นกว้างใหญ่กว่าที่เ้าคิดนัก"
หลี่เฟิ่งตั้งใจฟังทุกคำพูดของอาจารย์เขารู้สึกได้ถึงความสำคัญของบทสนทนานี้
"ยุทธภพ... คือโลกของจอมยุทธ"ไป๋เฟิงเริ่มเล่าเื่ราว "เป็โลกที่ผู้คนฝึกฝนวรยุทธเพื่อความแข็งแกร่งเพื่อชื่อเสียง เพื่ออำนาจ หรือเพื่อปกป้องความถูกต้อง"
ดวงตาของหลี่เฟิ่งเป็ประกายด้วยความตื่นเต้นเขายังไม่เคยได้ยินเื่ราวเหล่านี้มาก่อน ในหมู่บ้านหลินเจียงเื่ราวของยุทธภพเป็เพียงนิทานปรัมปราที่เล่าขานกันในยามว่างเท่านั้นแต่ตอนนี้มันกำลังกลายเป็ความจริงที่อยู่ตรงหน้าเขา
"ในยุทธภพ แบ่งออกเป็หลายพรรคหลายสำนัก"ไป๋เฟิงกล่าวต่อ "พรรคและสำนักเหล่านี้มีปรัชญาและวิชาที่แตกต่างกันออกไปบางสำนักยึดมั่นใน ฝ่ายธรรมะ พิทักษ์คุณธรรม และช่วยเหลือผู้คนส่วนบางสำนักก็อยู่ ฝ่ายอธรรม แสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตนโดยไม่สนใจวิถีแห่งคุณธรรม"
หลี่เฟิ่งเงียบฟังอย่างตั้งใจสมองของเขาพยายามประมวลผลข้อมูลใหม่ๆ เหล่านี้
"สำนักใหญ่ฝ่ายธรรมะที่โดดเด่น เช่น สำนักเส้าหลิน ซึ่งมีวิชาพุทธธรรมและกำลังภายในที่แข็งแกร่งดุจภูผา สำนักบู๊ตึ๊ง ที่เชี่ยวชาญในวิชากระบี่และพลังหยินหยางอันลึกซึ้ง สำนักง้อไบ๊ ที่มีจอมยุทธหญิงผู้สง่างามและวิชาฝ่ามืออันอ่อนช้อยแต่แฝงด้วยความร้ายกาจและยังมี พรรคขอทาน ที่แม้จะดูต้อยต่ำแต่ก็มีสมาชิกอยู่ทั่วแผ่นดินและมีข่าวสารที่รวดเร็วกว่าใคร"ไป๋เฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำ
หลี่เฟิ่งจินตนาการถึงภาพสำนักต่างๆเ่าั้ในความคิดของเขาสำนักที่เต็มไปด้วยผู้คนทรงภูมิและวิชาที่น่าตื่นตาตื่นใจ
"ส่วนฝ่ายอธรรมนั้น ก็มี พรรคฟ้าทมิฬ ที่มีวิชาปีศาจอันร้ายกาจ หุบเขาไร้เงา ที่เต็มไปด้วยนักฆ่าผู้ไร้ซึ่งจิตใจ และ สำนักอัคคีทมิฬ ที่เน้นความรุนแรงและอำนาจดิบเถื่อน"ไป๋เฟิงกล่าวต่อ"และยังมีพรรคเล็กพรรคน้อยอีกนับไม่ถ้วนที่กระจายตัวอยู่ในยุทธภพบ้างก็มีคุณธรรม บ้างก็ชั่วร้ายจนยากจะแยกแยะ"
ไป๋เฟิงหยุดพักเล็กน้อยจิบชาสมุนไพรที่วางอยู่ข้างตัว ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น
"ในแต่ละยุคสมัย ก็จะมี ยอดฝีมือ ถือกำเนิดขึ้น" ไป๋เฟิงกล่าว"พวกเขาเหล่านี้มีฝีมือเหนือกว่าคนทั่วไป เป็ที่กล่าวขวัญถึงในยุทธภพบางคนได้รับการยกย่องว่าเป็วีรบุรุษผู้กอบกู้แผ่นดินบางคนก็เป็จอมมารผู้สร้างความวุ่นวาย"
หลี่เฟิ่งรู้สึกตื่นเต้นอย่างที่สุดเขาเคยได้ยินเื่ราวของยอดฝีมือในนิทานที่เล่าขานกันมาแต่ไม่คิดว่ามันจะมีอยู่จริง
"เมื่อหลายร้อยปีก่อน มี จอมยุทธกระบี่เดียวดาย ผู้หนึ่ง"ไป๋เฟิงเล่าด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคารพ "เขาไม่สังกัดสำนักใดมีเพียงกระบี่เล่มเดียว แต่ฝีมือกลับล้ำเลิศไร้เทียมทาน ผู้คนในยุคนั้นต่างขนานนามเขาว่า กระบี่ไร้เงา"
เมื่อได้ยินคำว่า"กระบี่ไร้เงา" หลี่เฟิ่งก็รู้สึกสะท้านไปทั้งตัวเขาพลันนึกถึงมีดสั้นปริศนาในอกเสื้อของเขา แสงสีเงินอ่อนๆที่เปล่งออกมาจากมีดสั้นเมื่อเขาใช้มันราวกับมีดเล่มนั้นกำลังตอบสนองต่อเื่ราวที่ไป๋เฟิงเล่า
"ว่ากันว่ากระบี่ของเขาเร็วเสียจนมองไม่เห็นแม้แต่เงาผู้ที่เคยเห็นกระบวนท่าของเขาต่างกล่าวว่า 'คมกระบี่ไร้เงาสังหารศัตรูไม่รู้ตัว' " ไป๋เฟิงกล่าวต่อ"แต่แล้ว... เขาก็หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยเหลือไว้เพียงตำนานที่เล่าขานกันมา"
หลี่เฟิ่งรู้สึกว่าเื่ราวของ"กระบี่ไร้เงา" มีความเชื่อมโยงกับมีดสั้นปริศนาของเขาอย่างแยกไม่ออกเขารู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังจะถูกเปิดเผย
"และยังมีอีกหลายตำนาน"ไป๋เฟิงเล่าต่อ "เช่น จอมยุทธพยัคฆ์ทมิฬ ผู้ที่ฝึกวิชาสายมารจนแข็งแกร่งไร้เทียมทานแต่จิตใจกลับถูกความชั่วร้ายเข้าครอบงำ หรือ เทพกระบี่์ ผู้ที่บรรลุวิชากระบี่ถึงขั้นสูงสุดจนสามารถเรียกสายฟ้าจากเบื้องบนได้"
ทุกเื่ราวที่ไป๋เฟิงเล่าล้วนจุดประกายความตื่นเต้นและความกระหายในการเรียนรู้ในตัวหลี่เฟิ่งเขาอยากเป็เหมือนยอดฝีมือเ่าั้อยากมีฝีมือที่แข็งแกร่งพอจะปกป้องตัวเองและแก้แค้นให้หมู่บ้าน
ไป๋เฟิงมองดูแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของหลี่เฟิ่งแล้วก็ถอนหายใจแ่เบา"แต่ยุทธภพก็ไม่ได้มีแต่เื่ราวที่น่าตื่นเต้นเสมอไปนะ"
"ยุทธภพเป็ที่ที่เต็มไปด้วยอันตรายการแก่งแย่งชิงดี การหักหลัง และความไม่เป็ธรรม" ไป๋เฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น"ยิ่งเ้าแข็งแกร่งขึ้นมากเท่าไหร่ อันตรายก็จะยิ่งตามมามากเท่านั้นเ้าจะต้องระมัดระวังให้มาก อย่าเชื่อใจใครง่ายๆและจงใช้สติปัญญาเป็อาวุธนำทาง"
หลี่เฟิ่งพยักหน้าอย่างเข้าใจเขานึกถึง "พันธมิตรไร้เงา" กลุ่มนักฆ่าชุดดำที่ทำลายหมู่บ้านของเขาพวกเขาคงเป็ส่วนหนึ่งของฝ่ายอธรรมที่ไป๋เฟิงกล่าวถึง
"พันธมิตรไร้เงาที่เ้าพูดถึงนั้นเป็องค์กรที่ลึกลับและมีอำนาจมืดซ่อนเร้นอยู่เื้ั" ไป๋เฟิงกล่าว"พวกเขาแฝงตัวอยู่ในทุกหย่อมหญ้า คอยบงการอยู่เื้ัความวุ่นวายต่างๆในยุทธภพ เป้าหมายที่แท้จริงของพวกเขาคือการแผ่นดินและล้มล้างราชวงศ์ในที่สุด"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้หลี่เฟิ่งก็รู้สึกใอย่างมากเขาไม่คิดว่าองค์กรที่ทำลายหมู่บ้านของเขาจะมีอำนาจใหญ่โตถึงเพียงนี้ความแค้นในใจยิ่งลุกโชนรุนแรงขึ้น
"พวกเขาคือศัตรูตัวฉกาจของยุทธภพและเป็ศัตรูของเ้า" ไป๋เฟิงกล่าว "การจะต่อกรกับพวกเขาเ้าต้องแข็งแกร่งกว่านี้อีกหลายเท่า"
"ข้าจะทำอย่างไรขอรับ ท่านอาจารย์?" หลี่เฟิ่งถามด้วยความมุ่งมั่น"ข้าจะแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างไร? และข้าจะตามหาพวกมันได้อย่างไร?"
ไป๋เฟิงหันมามองหลี่เฟิ่งดวงตาคู่คมกริบนั้นเต็มไปด้วยประกายแสงแห่งความคาดหวัง"เ้าต้องออกไปเรียนรู้ด้วยตัวเอง ไปเผชิญหน้ากับโลกภายนอก ไปหาประสบการณ์และไปหาอาจารย์ผู้ที่แท้จริงที่จะช่วยชี้ทางให้เ้า"
"ข้าขอรับท่านอาจารย์!"หลี่เฟิ่งตอบอย่างหนักแน่น "ข้าจะออกไปจากป่าแห่งนี้และตามหาความแข็งแกร่งที่แท้จริงเพื่อแก้แค้นให้หมู่บ้านของข้า!"
ไป๋เฟิงพยักหน้าเล็กน้อย"ดี... จำไว้ว่าความแค้นของเ้าคือแรงผลักดันแต่จงอย่าให้มันเข้าครอบงำจิตใจของเ้าจนผิดเพี้ยนไปจากวิถีแห่งธรรม"
"มีดสั้นที่เ้ามี...มันมีความลับซ่อนอยู่มากมาย" ไป๋เฟิงกล่าวเสริม"จงศึกษาและทำความเข้าใจมันให้ดี มันจะเป็อาวุธที่สำคัญที่สุดของเ้า"
หลี่เฟิ่งกำมีดสั้นปริศนาที่ซ่อนอยู่ในอกเสื้อแน่นเขารู้สึกถึงพลังงานลึกลับที่เต้นเร้าอยู่ในตัวมีดราวกับมันกำลังตอบรับคำพูดของไป๋เฟิง
การสนทนาในคืนนั้นทำให้หลี่เฟิ่งได้รับรู้ถึงโลกกว้างที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนมันเติมเต็มความกระหายในการเรียนรู้ และจุดประกายแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ในตัวเขาเขาไม่ได้เป็แค่เด็กหนุ่มจากหมู่บ้านชายแดนที่ต้องหนีตายอีกต่อไปแล้วแต่เขาคือนักรบผู้แบกรับความแค้นและภารกิจอันยิ่งใหญ่
เขามีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว!
หลี่เฟิ่งใช้เวลาที่เหลืออยู่ในคืนนั้นนั่งคิดทบทวนเื่ราวที่ไป๋เฟิงเล่าให้ฟังเขาจดจำชื่อสำนักต่างๆ ชื่อยอดฝีมือ และเื่ราวของ "พันธมิตรไร้เงา" ไว้ในใจอย่างละเอียด
รุ่งเช้าของวันใหม่หลี่เฟิ่งอำลาไป๋เฟิงอีกครั้ง ชายชราผู้สันโดษยังคงนั่งนิ่งอยู่ริมลำธารมองดูหลี่เฟิ่งเดินจากไปอย่างเงียบๆ ไม่มีคำพูดใดๆ มีเพียงสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังและความห่วงใย
หลี่เฟิ่งก้าวเท้าออกไปจากป่าแห่งนี้สู่เส้นทางใหม่ที่ไม่คุ้นเคย เขามีตำราลมปราณและมีดสั้นปริศนาเป็เพื่อนร่วมทางและในใจของเขามีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม