ตามคำกล่าวของศิษย์พี่ซิ่วเฉิน วิชาเสื้อเกราะเหล็กเป็วิชาลมปราณในระดับขัดเกลาิั หากฝึกฝนจนถึงขั้นสูงสุดจะสามารถยกของหนักพันชั่งได้ ร่างกายจะคงกระพันต่อศาสตราวุธราวกับสวมเกราะเหล็กไว้ตลอดเวลา ไร้คู่ปรับในระดับเดียวกัน และยังสามารถต่อกรกับยอดฝีมือในระดับผลัดเปลี่ยนเส้นเอ็นได้อีกด้วย
การฝึกวิชาเสื้อเกราะเหล็กนั้นเรียบง่ายมาก ต่างจากวิชาลมปราณอื่นที่ต้องมีกระบวนท่าหรือวิชาเสริมวุ่นวาย เพียงแค่สวมลูกตุ้มน้ำหนักไว้ตามตัว ปรับลมหายใจตามเคล็ดวิชา และโคจรเืลมไปทั่วร่างก็เพียงพอแล้ว
นอกจากจะฝึกง่ายแล้ว วิชาเสื้อเกราะเหล็กยังไม่จำกัดพร์กำเนิด ใคร ๆ ก็สามารถฝึกได้ แม้แต่คนพิการที่สูญเสียรยางค์ก็ฝึกได้ เพราะการถ่วงน้ำหนักของวิชานี้สามารถเลือกทำได้ทั้งตัวหรือเฉพาะส่วน หากเสียแขนก็ไปฝึกขาจนกลายเป็วิชาขาเหล็ก หากเสียขาก็ไปฝึกแขนจนกลายเป็วิชาแขนเหล็ก
อานุภาพที่ร้ายกาจ วิธีฝึกที่แสนง่าย แถมไม่จำกัดพร์ นี่คือวิชาในฝันที่คนธรรมดาต่างโหยหาโดยแท้
เ้าของร่างเดิมเป็คนซื่อสัตย์กตัญญูและมีความเฉลียวฉลาดอยู่บ้าง แต่สุดท้ายเขาก็เป็เพียงเด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดที่มีความฝันอยากเป็จอมยุทธ์ เมื่อถูกศิษย์พี่ซิ่วเฉินใช้คารมพรรณนาเข้าหน่อยเขาก็เกิดเืร้อนจนขาดสติ ฝืนร่างกายที่ผอมบางและอ่อนแอไปฝึกวิชาถ่วงน้ำหนักอย่างหนัก
ผลที่ตามมาก็เป็ไปตามคาด ร่างกายทนรับภาระไม่ไหว เืลมเหือดแห้งจนล้มป่วยหนักและสิ้นใจไป
หลังจากเฉินเฉิงข้ามภพมาเข้าร่างและฟื้นตัวขึ้น เขาได้ลองฝึกดูโดยบังเอิญจนทำให้หน้าต่างระบบตื่นขึ้น และค้นพบว่าวิชานี้เป็วิชาที่ไม่สมบูรณ์ มีความสมบูรณ์เพียง 40/100 เท่านั้น
การฝึกวรยุทธ์เน้นที่ 'อาจารย์นำทาง ศิษย์ฝึกฝนตน' อย่างไรเสียก็ต้องมีผู้รู้คอยชี้แนะ แม้แต่วิชาภายนอกพื้น ๆ อย่างการฟันดาบ หากฝึกส่งเดชโดยใช้แรงผิดวิธีก็อาจทำให้กล้ามเนื้อและกระดูกฉีกขาดได้ เ้าของร่างเดิมไม่มีอาจารย์คอยแนะ แถมยังฝึกวิชาภายในที่ขาด ๆ เกิน ๆ ถ้าไม่เกิดปัญหาก็คงเป็เื่แปลก
เฉินเฉิงพบว่าระบบของเขามีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่ง คือในระหว่างการฝึกฝน ระบบจะทำการแก้ไขเคล็ดวิชาให้ถูกต้องโดยอัตโนมัติ ทำให้เขาไม่าเ็จากการฝึกผิดวิธี ทุกครั้งที่ฝึกความก้าวหน้าจะเพิ่มขึ้น และความสมบูรณ์ของวิชาเสื้อเกราะเหล็กก็จะค่อย ๆ เพิ่มตามไปด้วย
ใน่ที่ผ่านมา นอกจากการฝึกวิชาแล้ว เฉินเฉิงยังคอย 'ทักทาย' ศิษย์พี่ซิ่วเฉินด้วยเหล็กนาบสิงห์อยู่เสมอ ทั้งเพื่อแก้แค้นและเพื่อเค้นเคล็ดวิชาที่เหลือ
ตอนแรกเ้าคนเ้าเล่ห์นั่นยังปากแข็ง แต่สุดท้ายก็ทนความ 'เอื้อเฟื้อ' ของเหล็กนาบสิงห์ไม่ไหว ยอมคายเคล็ดวิชาที่เหลือออกมาทีละนิด จนกระทั่งไม่กี่วันมานี้ 'คลังความรู้' ของศิษย์พี่ซิ่วเฉินดูเหมือนจะถูกรีดจนเกลี้ยง ต่อให้ทรมานอย่างไรเขาก็ไม่ยอมปริปากอีก
อย่างไรก็ตาม เฉินเฉิงไม่ได้รีบร้อน เพราะความก้าวหน้าของวิชาเสื้อเกราะเหล็กอยู่ที่ 8/10 และความสมบูรณ์ของวิชาอยู่ที่ 85/100 แล้ว ต่อให้ศิษย์พี่ซิ่วเฉินไม่บอกเพิ่ม เฉินเฉิงก็สามารถแก้ไขวิชาให้สมบูรณ์ได้เองด้วยการฝึกต่ออีกเพียงไม่กี่วัน
แต่วันนี้การที่ศิษย์พี่ซิ่วเฉินยอมคายเคล็ดวิชาและวิธีการขั้นสุดยอดออกมา ถือเป็โชคดีที่เหนือความคาดหมายจริง ๆ
"เ้าซิ่วเฉินนี่มันหาเื่ใส่ตัวแท้ ๆ! เคล็ดวิชา่สุดท้ายนี่มันช่างอุจาดตาเสียจริง!"
เมื่อนึกถึงสีหน้าแค้นเคืองของศิษย์พี่ซิ่วเฉินเมื่อครู่ เฉินเฉิงก็อดที่จะขำออกมาไม่ได้
งานผู้คุมคุกนั้นแสนจะว่าง หลังจากเตร็ดเตร่อยู่พักใหญ่ก็ถึงเวลาเปลี่ยนกะ เฉินเฉิงส่งมอบงานให้ผู้คุมกะถัดไปแล้วมุ่งหน้ากลับบ้าน
เมื่อออกจากเรือนจำ เขาต้องเดินผ่านซุ้มประตูข้างที่ทำการกองรักษาการณ์เมืองเขตใต้ แม้จะกั้นด้วยกำแพงเพียงแผ่นเดียว แต่ที่ทำการแห่งนี้กลับมีการป้องกันแ่ากว่ามาก มีทหารยามยืนถือดาบหน้าตาขรึมเข้มอยู่ทุกระยะไม่กี่ก้าว
ที่นี่คือหัวใจสำคัญที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของเขตใต้ทั้งหมด แม้แต่ทหารยามธรรมดาก็ยังดูตัวสูงใหญ่กำยำ ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับพวกนักเลงปลายแถวทั่วไปในยุทธภพ เฉินเฉิงที่เป็เพียงผู้คุมตัวเล็ก ๆ จึงกลายเป็คนไร้ตัวตนในสายตาพวกทหารยามเ่าั้
ในคุกเขาอาจเป็ 'อาเฉิงคนโหด' ที่ทำให้นักโทษขวัญผวา แต่เมื่อออกมาข้างนอกเขาก็เป็เพียงคนธรรมดา
"ถ้าไม่ได้เป็จอมยุทธ์ สุดท้ายเราก็เป็ได้แค่เพียงมดปลวก!"
ในยามนี้ลมเริ่มสงบลงแล้ว แต่หิมะและฝนยังคงโปรยปราย เฉินเฉิงเดินไปตามถนนพลางรู้สึกสะท้อนใจ
"โชคดีที่เรามีระบบการทำงานนี้อยู่ การเป็จอมยุทธ์อยู่แค่เอื้อมแล้ว! อนาคตยังมีความหวัง!"
เขาเอื้อมมือไปลูบถุงเงินที่ค่อนข้างลีบแบนในอกเสื้อ ก่อนจะกัดฟันซื้อเนื้อหมูหนึ่งชั่งที่ตลาดแล้วรีบมุ่งหน้ากลับบ้าน การฝึกวรยุทธ์ต้องกินเนื้อเพื่อให้มีแรง ต่อให้ได้กินเพิ่มอีกสักมื้อก็ยังดี
เรือนจำกองรักษาการณ์เมืองเขตใต้อยู่ในย่านกว่างฝู ซึ่งใกล้กับใจกลางเขตใต้ ส่วนบ้านของตระกูลเฉินอยู่ในย่านหรูอี้ ใกล้กับประตูเมือง ซึ่งห่างกันหลาย่ถนน เฉินเฉิงเร่งฝีเท้าจนในที่สุดก็กลับถึงหน้าเรือนหลังเล็กในตรอกต้นไทรก่อนที่ฟ้าจะมืดสนิท
ย่านนี้คือสลัมที่เต็มไปด้วยบ้านดินและบ้านกระเบื้องเก่า ๆ บ้านของเฉินเฉิงเองก็ไม่ต่างกัน
"เสี่ยวหว่าน พี่กลับมาแล้ว" เฉินเฉิงเคาะประตูรั้ว
"มาแล้วจ้ะ!"
เสียงฝีเท้าวิ่งดังขึ้นตามมาด้วยเสียงเลื่อนกลอนประตูจากด้านใน เด็กสาวร่างบางเปิดประตูออกมา ใบหน้าที่นวลเนียนนั้นเต็มไปด้วยความดีใจ
"พี่เฉิง หิวไหมจ๊ะ? เดี๋ยวข้าวเย็นก็เสร็จแล้ว"
เฉินเฉิงก้าวเข้าบ้าน ปิดประตู แล้วชูเนื้อหมูในมือขึ้น
"ไม่ต้องรีบ วันนี้เงินเดือนออก คืนนี้เรามาทำอาหารเพิ่มกันหน่อย"
"ดีเลยจ้ะ! งั้นฉันจะทำเนื้อหมูน้ำแดงเพิ่มอีกอย่างนะ"
"อืม"
มู่เสี่ยวหว่านรับเนื้อหมูแล้วรีบวิ่งเข้าครัวไป บ้านตระกูลเฉินมีทั้งหมดสามห้อง คือห้องนอน ห้องเก็บของ และห้องครัว เฉินเฉิงเดินเข้าห้องของตัวเองด้วยความใจจดใจจ่อที่จะฝึกวิชาเสื้อเกราะเหล็ก
เขาโคจรลมปราณตามเคล็ดวิชาที่ได้รับการแก้ไขก่อนหน้านี้อย่างช่ำชอง ความร้อนวูบวาบแผ่ซ่านไปทั่วร่าง เฉินเฉิงััได้ว่าพละกำลังและเืลมแข็งแกร่งขึ้นมาก แผ่นหลังที่เคยค่อมเล็กน้อยพลันยืดตรงขึ้นทันที
[ความก้าวหน้าวิชาเสื้อเกราะเหล็กเพิ่มขึ้น ปัจจุบัน (9/10)]
[แก้ไขวิชาสำเร็จ ความสมบูรณ์เพิ่มขึ้น ปัจจุบัน (86/100)]
"ดีมาก ก้าวหน้าไปอีกขั้น!"
"ต่อไป ลองเคล็ดวิชาขั้นสุดยอดของศิษย์พี่ซิ่วเฉินดูหน่อย!"
"รวบรวมหยางชี่... เสริมสร้างรากฐาน... รวมศูนย์ที่จุดตันเถียน..."
[แก้ไขวิชาสำเร็จ ความสมบูรณ์ของวิชาเสื้อเกราะเหล็กเพิ่มขึ้นเป็ (99/100)]
มันเพิ่มความสมบูรณ์ของวิชาขึ้นมาถึง 13 จุดเลยทีเดียว ดูท่าว่าครั้งนี้ศิษย์พี่ซิ่วเฉินจะคายความลับออกมาจนหมดเปลือกแล้วจริง ๆ อีกนิดเดียวเท่านั้น!
ใจของเฉินเฉิงเต้นรัวด้วยความลิงโลด เขาเฝ้ารอวิชาเสื้อเกราะเหล็กที่สมบูรณ์แบบอย่างจดจ่อ
"เดี๋ยวก่อน เหมือนจะมีอีกวิธีที่ยังไม่ได้ลอง!"
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน เฉินเฉิงก็ไม่อาจต้านทานความ้าที่จะเห็นวิชาที่สมบูรณ์ได้ เขาจึงรีบปิดประตู ลงกลอน แล้วคว้าเชือกป่านกับลูกตุ้มตราชั่งมา...
ครู่ต่อมา
[แก้ไขวิชาสำเร็จ ความสมบูรณ์ของวิชาเสื้อเกราะเหล็ก (100/100)]
[ความก้าวหน้าวิชาเสื้อเกราะเหล็กเพิ่มขึ้น]
...
[วิชา: เสื้อเกราะเหล็ก (ขั้นต้น 1/100)]
"สำเร็จแล้ว! วิชาเสื้อเกราะเหล็กบรรลุขั้นต้นแล้ว!"
เฉินเฉิงดีใจจนแทบะโ เมื่อมีวิชาภายในที่สมบูรณ์แบบ การเป็จอมยุทธ์ที่แท้จริงก็อยู่แค่เอื้อม!
"มาลองดูซิว่าพลังของขั้นต้นมันขนาดไหน!"
เขารีบถอดลูกตุ้มตราชั่งและแผ่นเหล็กที่มัดไว้ตามขา แขน และเอวออก ทันใดนั้นเฉินเฉิงรู้สึกตัวเบาราวกับขนนก เขายืดตัวตรง ััถึงขุมพลังที่ไม่เคยมีมาก่อนพลุ่งพล่านไปทั่วร่าง
วิชาเสื้อเกราะเหล็กเน้นการฝึกด้วยน้ำหนัก เมื่อถอดออก ความรู้สึกเบาสบายและปลอดโปร่งนั้นมันช่างวิเศษจนอยากจะะโออกมาดัง ๆ! แต่เฉินเฉิงไม่ได้ทำเช่นนั้น เพราะการะโเสียงดังกลางดึกคงทำให้เพื่อนบ้านคิดว่าเขาเสียสติไปแล้ว
เขาเปิดประตูบ้านแล้วพุ่งตัวออกไปเพียงครั้งเดียวก็ครอบคลุมระยะทางถึงสิบฟุต เพียงสองสามก้าวเขาก็ไปถึงกำแพงบ้าน แล้วทะยานตัวขึ้นข้ามกำแพงที่สูงเกือบสองเมตรได้อย่างง่ายดาย
"พละกำลังตอนนี้ของฉัน น่าจะมากกว่าตอนก่อนฝึกวิชาเสื้อเกราะเหล็กเกินสองเท่าเลยทีเดียว!"