เหล่าหยวนเคลื่อนกายผ่านพงไพรหนาทึบด้วยฝีเท้าอันแ่เบาราวกับพยัคฆ์ซุ่มซ่อน ประสาทััทุกส่วนตื่นตัวเต็มที่ ดวงตาคมกริบกวาดมองรอบด้านอย่างระแวดระวัง ขณะที่หูคอยเงี่ยฟังเสียงฝึกซ้อมทางทหารที่ดังแว่วมาเป็ระยะ เสียงนั้นช่วยนำทาง แต่ก็เป็เครื่องเตือนใจถึงอันตรายที่อาจรออยู่เบื้องหน้า
ภูมิประเทศของหุบเหวเร้นลับแห่งนี้ยิ่งมายิ่งซับซ้อน หน้าผาหินปูนสูงชันสลับกับป่าดิบชื้น และหลุมยุบขนาดเล็กใหญ่ เถาวัลย์และไม้เลื้อยพันเกี่ยวกันรกเรื้อ ยากต่อการเดินทางสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับอดีตทหารม้าหน่วยพิเศษเช่นเขาแล้ว มันเป็เพียงอุปสรรคที่ต้องใช้ความชำนาญ และความอดทนในการก้าวข้าม
ยิ่งเข้าใกล้ต้นเสียงมากเท่าใด ความรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่ป่าร้างธรรมดาก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเท่านั้น เหล่าหยวนสังเกตเห็นร่องรอยการดัดแปลงสภาพแวดล้อมอย่างชาญฉลาด กิ่งไม้บางกิ่งถูกตัดแต่งเพื่อเปิดเส้นทางลับ ก้อนหินบางก้อนถูกวางในตำแหน่งที่ผิดธรรมชาติคล้ายเป็เครื่องหมายบอกทาง และบางครั้งเขาก็ััได้ถึงกลิ่นอายจางๆ ของควันไฟที่ลอยมากับลม บ่งบอกถึงการตั้งค่ายพักแรม
ในที่สุด เมื่อเขาปีนขึ้นมาถึงสันเนินเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านน้ำตกจำลองสายหนึ่ง เขาก็ได้เห็นภาพที่ทำให้หัวใจเต้นแรง! เบื้องล่างนั้น คือแอ่งกระทะขนาดใหญ่ที่ถูกซ่อนเร้นไว้ด้วยกำแพงหินผาธรรมชาติโดยรอบ ภายในแอ่งนั้น หาใช่ป่ารกทึบไม่ แต่กลับเป็ลานฝึกขนาดกว้างที่ถูกปรับพื้นที่ไว้อย่างดี ทหารในชุดเกราะสีเข้มจำนวนหลายสิบนายกำลังฝึกซ้อมกระบวนท่าหอก และดาบอย่างแข็งขัน
เสียงะโสั่งการดังกังวาน เสียงกระทบของอาวุธดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ แสดงถึงระเบียบวินัยอันเข้มงวด รอบๆ ลานฝึก มีกระโจมพักแรมตั้งเรียงรายเป็ระเบียบ และมีหอสังเกตการณ์ที่สร้างอย่างง่ายๆ แต่แข็งแรงตั้งอยู่ตามจุดยุทธศาสตร์
นี่คือค่ายทหารอย่างไม่ต้องสงสัย! แต่เป็ของฝ่ายใดกัน?
เหล่าหยวนซ่อนตัวอยู่หลังก้อนหินใหญ่ เพ่งสายตาจับจ้องไปยังรายละเอียดต่างๆ ธงประจำกองทัพไม่ได้ถูกชักขึ้นสู่ยอดเสา อาจเพื่อเป็การพรางตัว แต่แล้วสายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับสิ่งหนึ่ง... ผ้าคาดเอวของเหล่าทหาร! แม้ส่วนใหญ่จะเป็สีเข้มกลมกลืนกับชุดเกราะ แต่ทหารหลายนาย โดยเฉพาะผู้ที่ดูเหมือนจะเป็หัวหน้าหน่วย กลับมี ผ้าคาดเอวสีแดงสด พันอยู่!
สีแดง..! สัญลักษณ์แห่งราชวงศ์ถัง..!
หัวใจของเหล่าหยวนพลันผ่อนคลายลงส่วนหนึ่ง อย่างน้อยนี่ก็ไม่ใช่กองกำลังฏหรือศัตรูต่างแคว้น แต่เป็ทหารของต้าถัง! ทว่า คำถามใหม่ก็ผุดขึ้นมาแทนที่ เหตุใดกองทัพหลวงจึงมาตั้งค่ายฝึกซ้อมอย่างลับๆ ในหุบเหวอันห่างไกล และทุรกันดารเช่นนี้? ภารกิจของพวกเขาคืออะไรกันแน่?
เขาครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ประเมินสถานการณ์แล้วเห็นว่า การเปิดเผยตัวเพื่อขอความช่วยเหลือจากทหารฝ่ายเดียวกัน ย่อมดีกว่าการพาทุกคนหลบซ่อนอย่างไร้จุดหมาย และเสี่ยงต่อการอดตายหรือเผชิญภัยอื่นต่อไป เขาตัดสินใจเสี่ยง
เหล่าหยวนค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากที่ซ่อน เลือกเส้นทางที่เปิดโล่งพอจะให้เห็นได้ชัดเจน เขาเก็บมีดสั้นคู่ใจเข้าฝักที่ซ่อนไว้ ชูสองมือขึ้นเล็กน้อยเพื่อแสดงว่าไม่มีเจตนาต่อสู้ แล้วจึงะโออกไปด้วยน้ำเสียงที่ดังพอจะได้ยิน แต่ไม่ดังจนดูคุกคาม
“เรียนท่านแม่ทัพนายกอง! ข้าน้อยเป็ชาวต้าถัง! ประสบภัย ้าความช่วยเหลือขอรับ!”
เสียงของเขาสร้างความแตกตื่นให้แก่ทหารยามที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที! ทหารสองนายพร้อมหอกในมือพุ่งเข้ามาประชิดอย่างรวดเร็ว ปลายหอกแหลมคมจ่อมาที่หน้าอกของเขาในระยะอันตราย
“หยุดอยู่ตรงนั้น!” นายทหารคนหนึ่งตวาดเสียงกร้าว แววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
“เ้าเป็ใคร?! มาจากทางไหน?!”
“ขะ...ข้าน้อยชื่อหยวน เป็เพียงคนเดินทาง”
เหล่าหยวนตอบอย่างใจเย็น พยายามไม่แสดงท่าทีตื่นกลัว
“ขบวนเดินทางของข้าน้อยถูกลอบโจมตี รถม้าพลัดตกจากหน้าผาลงมาในหุบเหวนี้เมื่อหลายวันก่อน โชคดีที่รอดชีวิตมาได้ แต่ยังมีผู้ร่วมทางอีกสามคนาเ็ และ้าความช่วยเหลืออยู่ที่ที่พักชั่วคราว”
นายทหารทั้งสองมองหน้ากัน แววตายังคงเต็มไปด้วยความไม่เชื่อถือ
“ตกลงมาจากหน้าผา? ไม่มีทาง! ไม่มีใครรอดชีวิตจากการตกเหวแถบนี้ได้! และไม่มีผู้ใดสามารถเดินทางออกมาจากป่าด้านนั้นได้!”
นายทหารอีกคนกล่าวเสียงเข้ม
“หน่วยลาดตระเวนของเราออกสำรวจทุกสามถึงห้าวัน ไม่เคยพบร่องรอยผู้ใดมาก่อน เ้าต้องเป็สายลับปลอมตัวมาแน่ๆ!”
“ข้าไม่ใช่สายลับ!” เหล่าหยวนยืนกราน
“ข้าเป็ชาวต้าถังจริงๆ ที่ประสบภัย โปรดเมตตาด้วยเถิดขอรับ นายน้อยของข้าและบ่าวอีกสองคนกำลังรอความช่วยเหลืออยู่ หากช้าไปอาจไม่ทันการณ์!”
นายทหารยามยังคงลังเล แต่เมื่อเห็นท่าทางที่ดูจริงจังและสิ้นหวังของเหล่าหยวน ประกอบกับเสื้อผ้าที่มอมแมมขาดวิ่น และร่องรอยาแตามร่างกาย พวกเขาก็ไม่สามารถตัดสินใจเองได้
“เื่นี้ต้องให้นายท่านตัดสิน!” นายทหารคนแรกกล่าว ก่อนจะหันไปสั่งอีกคน “คุมตัวมันไว้! ข้าจะไปรายงานหัวหน้าหน่วย!”
ไม่นานนัก ทหารยามกลุ่มใหญ่ก็มาถึง พร้อมกับนายทหารผู้หนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็หัวหน้าหน่วยย่อย เขามองเหล่าหยวนั้แ่ศีรษะจรดเท้าด้วยสายตาประเมิน ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ
“เ้าบอกว่าตกลงมาจากหน้าผางั้นรึ? เล่ารายละเอียดมาให้หมด!”
เหล่าหยวนจึงเล่าเื่ราวการเดินทาง การถูกซุ่มโจมตี และการพลัดตกลงมาในหุบเหวอย่างละเอียดอีกครั้ง แต่ก็ยังคงปิดบังฐานะที่แท้จริงของคุณชายจ้าวมู่เฉินไว้ เพียงกล่าวว่าเป็ “นายน้อย” ที่เขาต้องคุ้มครอง
หัวหน้าหน่วยฟังจบแล้วก็ยังคงมีสีหน้าเคลือบแคลง แต่เื่ที่ชายผู้นี้เล่าก็ดูมีน้ำหนัก และสอดคล้องกับสภาพของเขา อีกทั้งการปรากฏตัวของเขาในบริเวณนี้ก็นับเป็เื่ผิดปกติอย่างยิ่งที่ต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาสูงสุดทราบ
“เอาล่ะ ข้าจะยังไม่ปักใจเชื่อเื่ของเ้าทั้งหมด แต่มีทางเดียวที่จะพิสูจน์ได้” หัวหน้าหน่วยกล่าว
“พวกเ้า! คุมตัวชายผู้นี้ไปพบท่านแม่ทัพใหญ่! ให้ท่านเป็ผู้ตัดสินเอง!”
สิ้นคำสั่ง ทหารหลายนายก็เข้าล้อมกรอบเหล่าหยวนไว้แ่า ก่อนจะคุมตัวเขาเดินลึกเข้าไปในใจกลางค่ายทหาร เหล่าหยวนมองเห็นระเบียบวินัย ความแข็งแกร่ง และอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยของกองกำลังนี้แล้ว ก็ยิ่งมั่นใจว่านี่ไม่ใช่กองทหารธรรมดา แต่เป็หน่วยงานสำคัญอย่างแน่นอน
เขาถูกนำตัวผ่านลานฝึก ผ่านแถวทหารที่จับจ้องมาด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็นปนความสงสัย ตรงไปยังกระโจมขนาดใหญ่ที่สุดที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางค่าย พู่ประดับยศสีทองบนยอดกระโจมบ่งบอกถึงตำแหน่งสูงสุดของผู้บัญชาการ ณ ที่แห่งนี้
หัวใจของเหล่าหยวนเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย เขาไม่รู้ว่าแม่ทัพใหญ่ผู้บัญชาการกองทัพลับแห่งนี้คือใคร แต่เขาก็ได้แต่หวังว่า ชายชาติทหารด้วยกัน จะพอมีความเมตตา และมองเห็นความจริงใจในคำขอความช่วยเหลือของเขาบ้าง...
ชะตากรรมของเขา และอีกสามชีวิต บัดนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบุคคลลึกลับที่อยู่ในกระโจมแห่งนี้แล้ว
…..
เหล่าหยวนถูกคุมตัวผ่านม่านกระโจมหนาหนักเข้าไปด้านใน บรรยากาศพลันเปลี่ยนจากความวุ่นวาย และเสียงอึกทึกของค่ายทหารภายนอก เป็ความเงียบสงบอันทรงอำนาจ ภายในกระโจมกว้างขวางแห่งนี้ หาได้ตกแต่งอย่างหรูหราไม่ แต่ทุกสิ่งล้วนบ่งบอกถึงความเป็ศูนย์บัญชาการทางทหารอย่างแท้จริง
พื้นปูด้วยพรมหนาทอหยาบเพื่อกันความชื้น ตรงกลางมีโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ ตั้งแผ่แผนที่แผ่นหนังขนาดมหึมา แสดงภูมิประเทศอันซับซ้อนของหุบเขาและอาณาบริเวณโดยรอบอย่างละเอียด มีที่ทับกระดาษทำจากหยก และแท่งหมึกชั้นดีวางอยู่เคียงข้างพู่กันหลายขนาด
บนชั้นไม้ด้านหนึ่งมีม้วนตำราพิชัยา และเอกสารราชการวางซ้อนกันอย่างเป็ระเบียบ อีกด้านหนึ่งเป็ชั้นวางอาวุธ จัดแสดงดาบยาวประณีต ทวนเงาวับ และธนูคันใหญ่ สะท้อนแสงแวววาวจากคบไฟที่จุดให้แสงสว่างอยู่ตามมุมต่างๆ ชุดเกราะเต็มยศสีดำขลับเงางามตั้งสง่าอยู่บนหุ่นไม้ ประหนึ่งเงาร่างของแม่ทัพผู้บัญชาการ ณ ที่แห่งนี้
และที่ด้านในสุด หลังโต๊ะแผนที่ใหญ่นั้น มีบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สลักลายพยัคฆ์ บุรุษผู้นั้นแม้อยู่ในวัยชรา ผมและเคราสีดอกเลาแซมขาวโพลน แต่แผ่นหลังยังคงตั้งตรง บ่งบอกถึงสุขภาพที่ยังแข็งแรง และอำนาจที่สั่งสมมานานปี ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งประสบการณ์ แต่ดวงตาทั้งคู่ที่จับจ้องมายังเหล่าหยวนนั้น กลับคมปลาบดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อ ฉายแววแห่งปัญญา ความสุขุม และความเด็ดขาดที่มิอาจดูแคลนได้
เขาสวมเพียงเสื้อผ้าผ้าไหมเนื้อดีสีน้ำเงินเข้ม ไม่ได้สวมเกราะ แต่รัศมีแห่งแม่ทัพผู้กรำศึกมาโชกโชนนั้นแผ่ออกมากดดันจนเหล่าทหารที่คุมตัวมายังต้องก้มหน้าลงเล็กน้อยด้วยความยำเกรง
นี่คือแม่ทัพใหญ่ผู้บัญชาการกองทัพลับแห่งนี้อย่างมิต้องสงสัย... และสัญชาตญาณของเหล่าหยวนบอกว่า บุคคลผู้นี้คือยอดขุนพลในตำนาน... เฉินเหยาจิน!