หงุดหงิด อยากตบเกรียน แต่ดันลื่นล้มทะลุมิติมาก่อนซะได้!!!

    ตอนที่ 1 หงุดหงิด อยากตบเกรียน!!!

    ท่ามกลางอากาศที่แสนร้อนระอุ ของประเทศไทย เวลา 16.30 นาฬิกา ฉัน เอเลน ลูกครึ่งไทย เป็นสาวมัธยมปลาย กำลังเดินกลับบ้านค่ะเดินกลับบ้านเชียวนะคะ! เดินกลับบ้าน!! ...เอ่อ เอาจริงๆก็ใช่ในช่วงชีวิตกว่า 18 ปีมานี้จะไม่เคยเดินกลับบ้านหรอกค่ะ จะให้พูดก็กระไรอยู่ แต่ฉันน่ะนะเป็นถึงทายาทตระกูลดังระดับชาติเชียวนะคะ เห้อ! เอาจริงๆก็ไม่ได้ภูมิใจอะไรกับมันนักหรอกนะคะ ตอนแรกเราก็ไม่รู้อะไร จึงทำตามทุกอย่างที่ทางบ้านปลูกฝังมา แบบไม่รู้ประสีประสา คิดถึงตอนนั้นทีไร ก็อยากจะย้อนเวลากลับไปเบิร์ดกะโหลกตัวเองในตอนนั้น ให้ตาสว่างเสียจริงๆเลย อ๊ะ! คิดๆดูแล้วก็โล่งอกไปเปราะใจไปได้หนึ่งเหมือนกันนะคะ ที่พักหลังๆตั้งแต่ฉันขึ้นชั้นมัธยมปลาย ทางบ้านก็ดูอ่อนข้อให้ฉันบ้างในหลายๆอย่าง แต่ก็ถือว่ายังดูเข้มงวดในสายตาชาวบ้านทั่วๆไปอยู่ดีนั่นแหละค่ะ อ๊าส์! ถึงจะร้อน มากๆจนอยากจะเอาตัวเข้าไปหมกอยู่ในตู้เย็นช่องทำน้ำแข็ง แต่ก็ถือว่าเป็นอะไรที่คุ้มค่ากับการที่ได้มาเดินทอดน่องกลับบ้านนะคะ อ๊ะ! สายตาแบบนี้ แทะโลม! หน็อยแน่! ถึงจะเห็นฉันแนะนำตัว บรรยายโน่นนี่ได้สุนทรีย์สุดๆ แต่รูปลักษณ์หน้าตาของฉันนั้นสวยเช้งอย่าบอกใครเชียวนะคะ ก็ไม่ได้รังเกียจหรอกนะกับสายตาลามกๆ แต่มันจะไปมีหญิงคนไหนเขาพึงชอบกันที่โดนจับจ้องเรือนร่างโดยไร้ซึ่งการเคารพความเป็นส่วนตัว จะถ่ายรูปแล้วเอาไปทำอะไรก็ตามสบายเลยสิ! ไร้มารยาทเสียจริงๆ เจ้าพวกขยะสังคมแบบนี้ อ๊าส์! ไม่ไหวแล้ว ยิ่งเดิน ยิ่งรู้สึกว่าเมืองๆนี้มันจะมีพวกขยะสังคมมากเกินไปแล้ว! หงุดหงิดๆ ไม่ไหว อยากใช้วิชาจับทุ่มกับพวกมันทุกคนแล้วสิ เห็นฉันนิ่งๆอย่างนี้ อย่าคิดได้ใจไปหน่อยเลยนะ ที่เดินทำหน้านิ่่งๆราวกับเป็นรูปปั้นนี่ก็เป็นเพราะผลพวงจากการปลูกฝังของทางบ้านหรอกนะ อืมๆ อย่างไรเสียตราบเท่าที่พวกมันไม่เข้ามายุ่มย่ามอะไรกับฉันก็ถือว่า ได้เมตตา ปล่อยสัตว์ละกันค่ะ แต่จะว่าไประยะทางจากบ้าน กับ โรงเรียนนี่มันช่างห่างไกลกันจริงๆ พูดจริงๆนะ แค่ไม่ถึงกิโลเมตร มันจะไกลอะไรอย่างนี้! ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไอ้เราก็มองแต่ภายในรถหรูสีดำที่วิ่งบนถนนด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตร ถึงได้รู้สึกว่ามันช่างอยู่ใกล้แสนใกล้กันเสียเหลือเกิน เห็นฉันดูเป็นลูกคุณหนูแบบนี้ แต่ร่างกายเราก็ไม่ได้อ่อนแอเลยนะจะบอกให้ ไม่งั้นจะได้ยูโดสายดำขั้น 10 และอื่นๆอีกมายมายสารพัดสารเพได้อย่างไรกัน!ไม่ไหวๆ ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปเราได้โดนธาตุไฟเข้าแทรกเป็นแน่ อ๊ะ! อย่าคิดไปไกลเชียว มันไม่ใช่ไฟราคะหรอกนะ!!!ใช่แล้วเวลานี้เราต้องใช้ออกด้วยรูทีน!!! มันคือการแสดงท่าทางที่ตนเองทำออกมาแล้วจะกลับกลายเป็นคนเยือกเย็นอีกครั้ง ถึงมันจะเป็นแค่จิตวิทยาพื้นๆ แต่อะไรก็ตามที่มันทำเป็นนิจ จนกลายเป็นหนึ่งเดียวกันนั้น มันเปี่ยมไปด้วยศรัทธาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นค่ะ ดูอย่างศาสนาสิ ถ้าเหล่าสาวกทั้งหลายขาดศรัทธาไปจะสามารถดำรงอยู่มาเป็นพันๆปีได้อย่างไรกัน ใช่ฉันกับรูทีนนี้เองก็เช่นกันค่ะ!!!เอาเลย รูทีน ทำให้ฉันกลับมาเยือกเย็นดังเดิมที!ไม่ว่าเปล่าฉันได้นำมือขวาวางทาบไปยังหน้าอกข้างขวา ใช่แล้วล่ะค่ะนี่คือท่ารูทีนของฉันแม้การทำรูทีนในครั้งนี้จะไม่ได้ทำให้จิตใจกลับมาเป็นสงบเยือกเย็นโดยสมบูรณ์ เพราะยังมีความโกธร และความไม่สบายเนื้อสบายตัวจากแสงอาทิตย์เหนือศีรษะนี่อยู่ แต่โดยรวมก็นับได้ว่าเยือกเย็นขึ้นมากแล้วค่ะ ขอแค่ไม่มีอะไรมายั่วโทสะอีกเท่านั้น ใช่ขอแค่ไม่มีอะไรมายั่วโทสะอีกเท่านั้นพร้อมๆกับที่ฉันได้คาดหวังดังนั้น โชคชะตาก็เหมือนจะปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย เบื้องหน้าของฉันปรากฏร่างของผู้ชายวัยรุ่นถึงสามคนไม่ต้องเดาก็รู้เจตนาคนพวกนี้โดยทันที"เน่ๆ น้องสาว เดินกลับบ้านอยู่เหรอจ๊ะ ให้พวกพี่ขับรถไปส่งนะจ๊ะ"ผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงกลาง ราวกับเป็นหัวหน้ากลุ่มได้กล่าวขึ้นกับฉันรถ? หึ! ไร้สาระ ฉันน่ะนั่งรถมาเป็นสิบๆปีแล้วนะ วันนี้เป็นวันดีที่ได้เดินกลับบ้านอีกครั้งในรอบหลายปี ใครจะปล่อยมันไปกันแน่นอนว่าวิธีหลักๆในรับมือเจ้าพวกนี้นั้นมีอยู่ 2 วิธี แบ่งเป็นไม้หนัก กับไม้เบา เอาเถอะๆ อย่างไรเสียฉันก็เป็นผู้ดีมีชาติตระกูลคนหนึ่ง จะให้ใช้ไม้หนักกับอีกฝ่ายเลยก็ใช่เรื่อง ฉันมองผู้สนทนาด้วยใบหน้านิ่งๆไม่ไหวติ่งอันเป็นปกติ "หลบไป ไม่เห็นรึไงกันคะว่าตอนนี้พวกคุณกำลังขวางทางเดินอยู่""ไม่เอาน่าๆ น้องสาวอย่าเย็นชานักสิ พวกพี่เหงาน้า ไม่รู้บ้างเหรอ"มันว่าพลางทำท่าจะเยื้อย่างเข้ามาหาฉัน แต่ว่า"หยุด!"ฉันพูดขึ้นด้วยท่าทีไม่ไหวติ่ง แหงอยู่แล้ว จะไปไหวติ่งทำไมในเมื่อพวกมันมีกันแค่สามคน แม้ทางด้านฝีมือการต่อสู้จะดูดีกว่าพวกอันธพาลท้องถนนทั่วๆไประดับหนึ่ง จากสายตาอันคมกริบของปรมาจารย์ศิลปะการต่อสู้อย่างฉัน แต่ก็ถือว่าอ่อนมากหากนำมาเปรียบกับฉัน อีกอย่างพวกมันก็ดูเป็นคนมีสติปัญญาอยู่บ้าง ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดการนำอาวุธปืนออกมาในเขตชุมชนแบบนี้ ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องไปกลัวอะไรแม้จะไม่รู้ว่าทำไมมันถึงหยุดตามที่ฉันพูดไปจริงๆ แต่ก็ช่างเถอะ"อย่าหาว่าไม่เตือน ถ้าก้าวมาหาอีกก้าวเดี๋ยว พวกนายจะไม่ได้จบแค่ที่โรงพยาบาลแน่ๆ"พวกมันที่ได้ยินดังนั้นก็พลันอึ้งไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่จะพร้อมใจระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง นี่ฉันพูดจริงๆนะ!"ฮ่าๆๆๆๆ น้องสาวนี่ก็มีอารมณ์ขันดีเนอะ ถึงกับยิงมุกมาแบบหน้านิ่งๆได้"แน่นอนอยู่แล้ว กับคนเหล่านี้ไม่เคยใช้ไม้อ่อนได้ เรื่องนั้นฉันรู้ดีผู้ชายเดินเข้ามา โดยไม่ฟังคำพูดที่เตือนไป ในขณะที่สายตาทั้งสามคู่ของพวกมันยังคงจับจ้องมาที่ฉัน อย่างไร้ความเคารพความเป็นส่วนตัว มือหนึ่งยกขึ้น หมายจะสัมผัสหน้าอกของฉัน "ถือว่าฉันเตือนแล้ว!"ไม่ว่าเปล่าฉันจับมือผู้ชายที่เดินมาหา และบิดมันให้หลุดดัง "กร็อบ!" ก่อนจะใช้มือหนึ่งจับมันทุ่มใส่อีกสองคนที่ตามหลังมันมา แม้ทางด้านลูกน้องที่ตามหลังมันมาจะไม่ได้เกิดอาการบาดเจ็บใดๆ แต่ฉันก็หาได้สนใจไม่ เพราะอย่างน้อยที่สุดแล้วทางด้านอาการของคนที่ฉันจับทุ่มนั้นเข้าขั้นสาหัสระดับหนึ่งเลยทีเดียว เพราะในระหว่างที่ฉันได้ทุ่มมัน ฉันได้หักกระดูกแขนขวาของมัน อีกทั้งยังทำให้กล้ามเนื้อที่แขนฉีกขาดไปไม่น้อย จนมันทนความเจ็บปวดไม่ไหว และหมดสติไปก่อนที่ร่างจะกระทบกับอีกสองคนข้างหลัง เห้อ! ร่างกายมนุษย์เราเนี่ยช่างอ่อนแอเสียจริงๆ โดนกระแทกนิดหน่อยๆให้ตรงจุดก็ตาย ไม่ก็บาดเจ็บนอนหยอดข้าวต้มที่โรงบาลได้แล้ว อ๊ะ! ถึงจะพูดอย่างนี้ แต่ฉันไม่ได้ฆ่าเขาหรอกนะคะ ยังไม่อยากเป็นคดีความค่ะ แต่ก็ใช่ว่าจะมีแค่นี้นะ หลังจากนี้ทางบ้านคงรับทราบเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ จนน่าจะทำให้ชีวิตพวกมันต้องลำบากขึ้นมากกว่านี้เป็นสิบๆเท่าเลย แม้จะรุนแรงไปหน่อย แต่ก็นะ ดันไม่ฟังคำเตือนของฉันเอง ไม่สงสารหรอกแต่ถึงอย่างนั้นฉันที่ก่อเรื่องคงโดนลงโทษไม่น้อย เห้อ! วันนี้มันวันซวย หรือวันดีกันนะ?อ่าส์ ไม่ไหวแล้ว ยิ่งคิดยิ่งโมโห นี่มันวันดีของฉันเชียวนะ ทำไมมันต้องเกิดเรื่องอะไรแบบน้ีด้วยเนี่ย! อยากหาอะไรเย็นๆมาเข้าปากจัง ธาตุไฟจะเข้าแทรกอยู่แล้ว!! ไหนจะต้องอดทนต่อสายตาที่ไร้ความเคารพความเป็นส่วนตัว!!! ไหนจะไอ้พวกนั้น!!!! แล้วก็ไอ้อากาศที่ร้อนระอุนี่อีก!!!!! เมื่อตอนฉันเดินกลับบ้านเมื่อหลายปีก่อนยังไม่ร้อนขนาดนี้เลย! ถึงจะเป็นคนละประเทศกันก็เถอะ!! ถ้ารู้อย่างนี้น่าจะจัดการไอ้สามตัวนั่นแบบไม่ยั้งเลยดีกว่า แต่ทำไงได้เดินผ่านพวกมันมาแล้วนี่นา จะกลับไปซ้ำก็ดูกระไรอยู่ หงุดหงิดๆ อ๊ากก!!! ไม่ไหวแล้ว จะเสียชื่อ หรืออะไรก็ช่างแล้ว อะไรก็ได้ขอฉันระบายความอัดอั้นนี้หน่อยเถอะนะ! ฉันใช้สายตาอันคมกริบดุจใบมีดมองไปรอบๆ อ๊ะ! นั่นมันเด็กเกรียนประถม!!! แถมยังเพิ่งออกจากร้านตัดผมด้วย สะท้อนแสงอาทิตย์ที่ร้อนระอุเป็นมันวาวเลย! ก็รู้นะว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อเด็กคนนั้น แต่การได้ตบหัวเด็กเกรียนเองก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ฉันอยากจะทำก่อนจะลาโลกนี้ไป ดังนั้นทำเพื่อพี่เถอะนะน้องเอ๋ย ขอเถอะนะมันไม่ไหวแล้วจริงๆ ฉันไม่รีรอคอยให้ใครมาตัดริบบิ้น รีบออกวิ่งไป พร้อมแบมือเตรียมพร้อมที่จะทักทายศีรษะที่ไร้เส้นผมบดบังนั้นของเด็กคนนั้นด้วยอุ้งมือที่แสนอ่อนโยน(?) แต่ฉันนั้นหารู้ไม่ว่าด้วยความเลินเล่อนั้นจะทำให้มองไม่เห็นเปลือกกล้วยที่ใครก็ไม่รู้มาทิ้งไว้อ๊ะ! รู้ตัวอีกทีโลกทั้งใบก็พลันหมุนกลับตาลบัด แต่ฉันไม่ปล่อยโอกาสให้สูญเปล่าหรอก นี่น่ะเป็นจังหวะทองที่อยากจะลองทำมาตลอดสิบปีมานี้ อย่างน้อยก็ขอให้ได้อุทานคำหยาบๆเถอะ(?) ฉันตั้งสติ พร้อมเปล่งเสียงออกไปอย่างดังลั่น ไม่สนผู้ใด"ฉิบหายแล้ว!!!"ฉันว่าเช่นนั้นก่อนที่สติของฉันจะมอดดับลงไปในเสี้ยววินาทีต่อมา...