บทที่ 19 อยากตายก็อยู่รอได้เลย (รีไรต์)
[จริงสิ ผู้หญิงคนนี้ฆ่าคนตายนะ คนอันตรายแบบนี้ไม่ควรมาอยู่ในเขตเดียวกับพวกเรา!]
พวกเขาต่างแชทคุยกันจนในที่สุดก็ตัดสินใจว่าจะไปพบเธอที่ชั้นสามสิบสามพร้อมกัน
หลังจากรวมกลุ่มกันได้แล้ว พวกเขาก็พากันมุ่งหน้าไปยังชั้นสามสิบสามอย่างโกลาหล
และเนื่องจากไม่มีลิฟต์ พวกเขาจึงต้องเดินขึ้นบันไดจนหอบ ยิ่งอุณหภูมิในตอนนี้สูงถึง 50 องศา พวกเขายิ่งรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในซึ้งนึ่งขนาดใหญ่
แต่เมื่อนึกถึงเครื่องปรับอากาศและเสบียงในบ้านของลั่วฉิงเทียน พวกเขาก็กัดฟันเดินขึ้นบันไดต่อไป
ในเวลานั้น คนที่กำลังถูกนึกถึงก็กำลังทำน้ำแข็งและต้มน้ำอยู่ในครัว อุณหภูมิในบ้านเย็นสบายที่ 26 องศา ทันใดนั้นโทรศัพท์ก็มีแจ้งเตือนข้อความเข้ามา
[ชั้นสามสิบสามพวกเขารวมกลุ่มกันจะไปหาคุณ พวกเขากำลังจะขึ้นไปถึงแล้ว คุณล็อกประตูหน้าต่างให้ดี อย่าออกไปนะ!]
เธอขมวดคิ้วขณะอ่านข้อความ ไม่คิดเลยว่าพวกนี้จะบุกมาจริง ๆ ลั่วฉิงเทียนกลับไปที่ห้องแล้วหยิบเสื้อกันฝนมาใส่
จากนั้นก็หยิบดาบของตนเองมาคาดไว้ที่เอว ส่วนธนูกับลูกศรก็อยู่ในมือของเรียบร้อยแล้ว
เธอได้แต่นั่งเงียบ ๆ รอคอยเสียงจากผู้มาเยือนอยู่ที่หน้าประตู เป็เวลาราวชั่วโมงหนึ่ง เสียงฝีเท้าอันอลหม่านก็ดังเล็ดลอดเข้ามา
ตามมาด้วยเสียงกระแทกประตูอย่างรุนแรง
“ชั้นสามสิบสามออกมาเดี๋ยวนี้นะ ไอ้ฆาตกร! พวกเราจะไม่ยอมปล่อยให้คนเห็นแก่ตัวอย่างแกมาอยู่ในละแวกเดียวกับพวกเราหรอก!”
“ใช่ ออกมาถ้าแน่จริง!”
เสียงทุบประตูดังกระหึ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากเป็ชั้นสามสิบสามซึ่งมีความสูงจากพื้นดินมากพอสมควร แม้ผู้คนด้านล่างจะได้ยินเสียง พวกเขาก็เชื่อว่าเหล่าซอมบี้คงขึ้นมาไม่ถึง
ในตอนนั้นเองลั่วฉิงเทียน ตัดสินใจเปิดประตูบานแรกออก
แล้วจึงเปิดประตูเหล็กชั้นที่สองออก ตามด้วยการเปิดประตูบานแรกออกจนสุด ลมเย็น ๆ พัดโชยเข้ามาปะทะใบหน้า
คนที่ยืนใกล้ประตูมากที่สุดััได้ถึงไอเย็นนี้ในทันที
บ้านของคนที่อยู่ห้องสามสิบสามนี้ มีทั้งไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศจริง ๆ เมื่อพวกเขามองเห็น ลั่วฉิงเทียน ชัดเจนขึ้น พวกเขาก็ยิ่งเชื่อมั่นว่าในห้องนี้ต้องมีเสบียงอย่างแน่นอน
ถึงแม้ลั่วฉิงเทียนจะสวมเสื้อกันฝน แต่ใบหน้าของเธอกลับเปล่งปลั่ง ริมฝีปากแดงระเรื่อ ฟันขาวสะอาด ผิวพรรณผุดผ่อง ดูก็รู้ว่าไม่เคยต้องอดอยากแม้แต่น้อย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาดอกท้อคู่นั้น ใสซื่อและเปล่งประกาย ทำเอาผู้ชายที่อาศัยอยู่ในนั้นบางคนรู้สึกคันยุบยิบในใจ
“ดูท่าทางที่บ้านเธอจะมีของกินจริง ๆ เด็กน้อย ฉันแนะนำให้เธอเปิดประตูดีกว่า ไม่งั้นถ้าพวกเรายัดเยียดเข้าไป เธอคงจะไม่ปลอดภัย!”
ลั่วฉิงเทียนมองพวกเขาด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย “ไม่ปลอดภัย? ฉันจะไม่ปลอดภัยได้ยังไง”
หลังจากพูดจบลั่วฉิงเทียนก็ยกธนูในมือขึ้นอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ปล่อยมือออก ลูกศรสามดอกพุ่งทะลุช่องประตูออกไป ทะลุหัวของคนที่อยู่หน้าสุด จากนั้นก็ทะลุไปสู่คนที่อยู่ข้างหลังทันที
ลูกศรสามดอกนี้จัดการคนนอกประตูไปได้สี่ถึงห้าคน
ลั่วฉิงเทียนเห็นว่าลูกศรของเธอฆ่าคนไปได้เพียงสี่ถึงห้าคน ก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
“ดูเหมือนว่าคนเป็ ๆ จะฆ่ายากกว่าซอมบี้นะ!”
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็ตกตะลึง นี่มันปีศาจอะไรกัน พอเจอหน้ากันก็ชักธนูยิงคนอื่น แล้วยังฆ่าคนได้มากมายขนาดนี้อีก
“กรี๊ดดดดด!”
มีผู้หญิงคนหนึ่งในฝูงชนกรีดร้องออกมา ลั่วฉิงเทียนยกธนูขึ้นมาเล็งไปที่คนข้างนอกอีกครั้ง ง้างสายธนูพร้อมที่จะยิง
“เร็วเข้า เร็วเข้า หลบไป!”
ผู้คนมากมายกรูกันเข้ามา แม้แต่คนจากตึกอื่นก็ยังวิ่งมาอย่างบ้าคลั่ง ทำให้บริเวณหน้าประตูแน่นขนัดไปหมด
พวกเขาอยากถอยกลับก็ถอยไม่ได้!
ลูกศรพุ่งเข้ามาอีกครั้ง บางคนพยายามหลบเอาชีวิตรอด แต่ลูกศรสามดอกก็ปลิดชีวิตของคนสี่คนไป
ครั้งนี้ทุกคนมั่นใจแล้วว่าเธอกล้าฆ่าคนเข้าจริง ๆ พวกเขาต่างพยายามหนีเอาตัวรอดอย่างไม่คิดชีวิต
ท่ามกลางความวุ่นวายนั้นเอง ก็มีเสียงะโขึ้นมาว่า
“อย่าไปกลัวมัน พวกเรารวมกันบุกเข้าไปมันมีแค่คนเดียว สู้พวกเราไม่ได้แน่! ขอแค่พวกเราไม่โดนลูกศร และสามารถพังประตูนี้ได้!”
ตอนที่พวกเขามานั้น คิดจะพังประตูอยู่แล้ว จึงเตรียมค้อน เก้าอี้ ไม้เบสบอล มาพร้อมสรรพ
เมื่อได้ยินคำปลุกใจเช่นนั้น พวกเขาก็พากันยกอาวุธในมือขึ้น แล้วเริ่มทุบประตูห้องของ ลั่วฉิงเทียนอย่างบ้าคลั่ง
ลั่วฉิงเทียนเริ่มยิงธนูพวกนั้นเริ่มรู้ทัน ทุกครั้งที่ ยกธนูขึ้น พวกเขาก็จะหลบไปด้านข้าง รอจนวางธนูลงก็จะกรูกันเข้ามาทุบประตูต่อ
ลั่วฉิงเทียนไม่อยากให้ประตูของตัวเองพัง และไม่อยากปล่อยให้เื่นี้ยืดเยื้อไปมากกว่านี้จนทำให้เสียเวลาฝึกฝน เธอจึงเก็บธนูของตัวเอง จากนั้นเดินตรงไปที่ประตูแล้วเปิดออก
เมื่อเห็นลั่วฉิงเทียน เปิดประตู ทุกคนต่างก็บ้าคลั่งพยายามจะกรูกันเข้าไป
แต่พวกเขายังไม่ทันได้เข้าไป ประตูก็ถูกปิดลงตรงหน้า เสียงดังสนั่น พร้อมกับที่ร่างของชายที่อยู่หน้าสุดกระเด็นลอยละลิ่วขึ้นไปกลางอากาศ ก่อนจะร่วงลงพื้นอย่างแรง
ทุกคนต่างตกตะลึง ไม่คิดว่า ลั่วฉิงเทียน จะมีพลังมากขนาดนี้ แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเธอกำลังเผชิญหน้ากับคนมากมายเพียงลำพัง พวกเขาก็ยังคงรุมเข้าไปหาเธออย่างไม่ลดละ ลั่วฉิงเทียนก้าวออกจากห้องปิดประตูตามหลังและชักดาบออกมา
“ในเมื่อพวกแกอยากตายนัก ก็ทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ซะ!”
ชาติก่อน ลั่วฉิงเทียนใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ล่มสลายมานานนับสิบปี เธอฆ่าทั้งซอมบี้และมนุษย์มานับไม่ถ้วน จนกระทั่งถูกคนที่รักที่สุดหักหลัง ความเห็นใจเป็สิ่งที่เธอไม่เคยรู้จักอีกต่อไปแล้ว
เธอสะบัดดาบในมือ ท่วงท่าพริ้วไหวไปในฝูงชนราวกับสายลม ร่างของผู้บุกรุกล้มลงไปทีละคนสองคน เพียงไม่นานคนสี่ห้าสิบคนก็ถูกเธอสังหารไปเกินครึ่ง ที่เหลืออยู่ก็ต่างอกสั่นขวัญแขวน เมื่อเห็นร่างของเธอเปรอะเปื้อนไปด้วยเื ราวกับยมทูตที่จุติลงมาจากขุมนรก
พวกเขาไม่เหลือความปรารถนาที่จะต่อสู้กับเธออีกต่อไป ต่างกรีดร้องวิ่งหนีลงจากชั้นสามสิบสามไปคนละทิศละทาง
ลั่วฉิงเทียนไม่ได้ไล่ตามไป แต่สายตาของเธอกลับไปสะดุดกับร่างของคนที่เธอเคยพบเมื่อหลายวันก่อน เธอรีบสาวเท้าเข้าไปคว้าตัวเขาเอาไว้
“หยุด ห้ามไป!”
เสิ่นอวิ๋นหรานเห็นว่าลั่วฉิงเทียนจับได้ จึงใจนคุกเข่าลงทันที
“อย่าฆ่าฉัน อย่าฆ่าฉันเลย! ฉันไม่ได้ทำอะไร ฉันแค่แอบตามขึ้นมาดูเฉย ๆ ฉันไม่ได้ทำอะไรจริง ๆ อย่าฆ่าฉัน!”
ลั่วฉิงเทียนกล่าวว่า
“ไม่ฆ่าแกหรอก แต่แกต้องรออยู่ที่นี่!” เสิ่นอวิ๋นหรานพยักหน้าให้ลั่วฉิงเทียนรัวๆ
“ได้ ๆ ๆ ฉันจะรออยู่ที่นี่!”
ลั่วฉิงเทียนกลับเข้าบ้าน หยิบไม้ถูพื้นและถังน้ำออกมา ก่อนจะหันหลังกลับมาส่งให้เสิ่นอวิ๋นหราน
“ถูพื้นซะ ถูให้สะอาดด้วย!” เสิ่นอวิ๋นหรานรับไม้ถูพื้นและถังน้ำด้วยท่าทางงุนงงก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเริ่มถูพื้น
ส่วนลั่วฉิงเทียนก็คว้าศพที่อยู่บนพื้นขึ้นมาทีละสอง มุ่งหน้าไปที่หน้าต่าง จากนั้นก็โยนศพลงไปอย่างชำนาญ
ลั่วฉิงเทียนเดินไปเดินมาแบบนี้ไม่นาน ศพในทางเดินก็ถูกเธอโยนลงไปจนหมด เสิ่นอวิ๋นหรานที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาถูพื้นอยู่บนทางเดิน ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้น จึงได้แต่ทำความสะอาดต่อไปเงียบ ๆ
หลังจากกำจัดศพเรียบร้อยแล้ว ลั่วฉิงเทียนก็ไม่ได้รีบกลับไปแต่ตรงไปยังชั้นสามสิบสองทันที
เธอเดินมาถึงหน้าประตูห้องของคุณยายเจียง ยกเท้าถีบประตูบ้านของคุณยายเจียงอย่างแรง
“โครม!” ประตูพังลงทันที ความกลัวทำให้คุณยายรีบอุ้มหลานชายวิ่งเข้าไปในห้องด้านใน ลั่วฉิงเทียนรีบก้าวเข้าไปข้างหน้า คว้าคอของคุณยายเอาไว้
“เป็แกใช่ไหมที่ไปบอกพวกนั้นว่าฉันมีเสบียงและยังบอกให้พวกมันขึ้นมา”