กลิ่นสาบของโคลนตมและไอชื้นจากบึงกว้างลอยวนอยู่ในอากาศยามเช้า นนท์ขยับตัวลุกขึ้นนั่งบนโขดหินริมน้ำ พลางทอดสายตามองออกไปที่ทุ่งกว้างที่เต็มไปด้วยต้นโสนสีเขียวขจี ที่นี่คือ ‘หนองโสน’ หรือที่ในอนาคตอีกหลายร้อยปีจะถูกเรียกขานว่า ‘กรุงศรีอยุธยา’
นนท์ก้มมองมือของตัวเอง... ผิวพรรณยังคงเรียบเนียน แข็งแรง และดูเหมือนชายวัยสามสิบต้นๆ ไม่ต่างจากวันที่เขาก้าวพลาดตกลงไปในรอยแยกเวลาที่ถ้ำแห่งนั้น แต่นั่นมันผ่านมานานแค่ไหนแล้ว? เขาเคยนับปีใน่แรกที่อยู่กับชนเผ่าโบราณ แต่เมื่อผ่านไปสามร้อยปี... ห้าร้อยปี... เขาก็เลิกนับ ความจำของเขากลายเป็ห้องสมุดที่ทับถมด้วยภาพการล่มสลายของชุมชนเล็กๆ นับหมื่นครั้ง
เขารู้สึกเหมือนคนเฒ่าที่ติดอยู่ในร่างกายของชายฉกรรจ์ เป็ความเหนื่อยล้าที่ิญญา ไม่ใช่ที่กล้ามเนื้อ
“เสียงฝีเท้าม้า... มามุกเดิมอีกแล้ว” นนท์พึมพำเบาๆ ประสาทััที่เฉียบคมจากการใช้ชีวิตในป่านับศตวรรษเตือนเขาถึงการมาเยือนของกลุ่มคน
ทหารในชุดเกราะหวายขลิบโลหะกลุ่มหนึ่งควบม้าฝ่าพงหญ้าสูงเข้ามา พวกเขามีใบหน้าเคร่งเครียดและอิสรภาพจาก ‘โรคห่า’ ที่กำลังระบาดหนักในเมืองอู่ทองดูจะยังมาไม่ถึงคนกลุ่มนี้ เพราะหลายคนมีอาการตัวซีดเหลืองและอ่อนแรง
“นั่นไง! ฤาษีที่ชาวบ้านว่ากัน!” ทหารนายหนึ่งะโพลางชี้หอกมาที่นนท์
นนท์ไม่ได้ลุกหนี เขาเพียงแต่นั่งนิ่งๆ ในชุดผ้าป่านสีหม่นที่เขาเย็บเอง แสร้งทำเป็ชายผู้ถือศีลภาวนาเพื่อไม่ให้เป็ที่สะดุดตา แต่ในใจของวิศวกรหนุ่มเขากำลังประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว
ในพลับพลาชั่วคราวที่สร้างขึ้นจากไม้และผ้าใบหยาๆ นนท์ถูกคุมตัวมาอยู่ต่อหน้าบุรุษผู้หนึ่งที่มีบารมีแผ่ซ่านออกมาอย่างชัดเจน สมเด็จพระเ้าอู่ทอง ประทับอยู่บนตั่งไม้ แววพระเนตรของพระองค์เต็มไปด้วยความรับผิดชอบที่หนักอึ้งเหนือคณา
“เ้าคือผู้ที่ชาวบ้านลือกันว่า เดินลุยน้ำห่าไปช่วยคนไข้แต่กลับไม่เป็ไรอย่างนั้นหรือ?” สุรเสียงนั้นนิ่งสงบ ทรงอำนาจ แต่แฝงด้วยความสงสัย
นนท์ก้มกราบอย่างสำรวม “ข้าพระพุทธเ้าเพียงแต่รู้จักรักษาสุขอนามัยพะย่ะค่ะ มิได้มีอาคมวิเศษประการใด”
พระเ้าอู่ทองทรงเลิกพระขนง “สุขอนามัย? คำของเ้านั้นแปลกหูนัข แต่เอาเถิด... ข้าได้เห็นแผนผังที่เ้าขีดเขียนไว้บนพื้นทรายริมหนอง เ้าบอกว่าที่นี่คือชัยภูมิที่ดีที่สุดในการสร้างราชธานีใหม่ เหตุใดเ้าจึงมั่นใจนัก?”
นนท์นิ่งไปครู่หนึ่ง เขาควรจะบอกไหมว่าเขาเห็นเมืองนี้รุ่งเรืองและถูกเผาวอดมาแล้วในตำราเรียน? ไม่... เขาต้องพูดในภาษาที่พระองค์จะยอมรับได้
“ขอเดชะ... หนองโสนแห่งนี้มีน้ำล้อมรอบสามสายพะย่ะค่ะ หากเราขุดคลองเชื่อมต่อกัน แผ่นดินนี้จะกลายเป็เกาะที่ข้าศึกโจมตีได้ยากยิ่ง” นนท์เริ่มอธิบายพลางชี้ไปที่แผนที่บนโต๊ะ “แต่น้ำนิ่งมักนำมาซึ่งความตายพะย่ะค่ะ หากพระองค์จะตั้งเมือง ต้องวางระบบให้น้ำ ‘ไหลเวียน’ ขุดคูคลองให้กว้างและลึก เพื่อระบายสิ่งปฏิกูลออกไปตามกระแสน้ำ มิเช่นนั้นโรคห่าก็จะตามมาราวกับเงาตามตัว”
เขากำลังสอนเื่ระบาดวิทยาเบื้องต้นและการจัดการน้ำเสียให้กับมหากษัตริย์ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยา โดยใช้คำพูดที่ดูเหมือนการพยากรณ์ชัยภูมิ
พระเ้าอู่ทองทรงพิจารณาคำของนนท์อย่างละเอียด “เ้าดูจะรู้จักนิสัยของน้ำและดินดีกว่าช่างหลวงของข้าเสียอีก นนท์... ข้ากำลังจะสร้างเมืองที่จะเป็ที่พึ่งของราษฎรไปอีกชั่วลูกชั่วหลาน เ้าจะยอมมาเป็ฟันเฟืองหนึ่งในการสร้างราชธานีแห่งนี้หรือไม่?”
“ข้าพระพุทธเ้าจะขอใช้ความรู้ที่มีรับใช้พระองค์พะย่ะค่ะ” นนท์รับคำด้วยเสียงที่หนักแน่น
เขารู้ดีว่าความหยิ่งทนงของมนุษย์มักจะนำพาหายนะมาในภายหลัง แต่เมื่อเห็นความมุ่งมั่นในแววตาของกษัตริย์พระองค์นี้ นนท์ก็ตัดสินใจที่จะช่วย... อย่างน้อยก็เพื่อให้ผู้คนในยุคนี้มีชีวิตที่ดีขึ้น
ขณะที่เขาเดินออกจากพลับพลา นนท์เผลอเอามือลูบแขนตัวเองที่เคยถูกกิ่งไม้บาดเมื่อเช้า... บัดนี้มันเรียบเนียนไร้รอยแผล
‘สี่រ้อยปี...’ เขาคิดในใจ ‘อยุธยาจะมีอายุสี่ร้อยสิบเจ็ดปี ข้าจะต้องอยู่ที่นี่ ดูแลอิฐทุกก้อน คลองทุกสาย จนกว่าวันสุดท้ายของเมืองนี้จะมาถึง... และข้าก็ยังต้องอยู่ต่อไป’
เขามองดูดวงอาทิตย์ที่กำลังอุทัยขึ้นเหนือทุ่งโสน แสงสีทองจับที่ยอดปราสาทไม้ชั่วคราว เป็สัญลักษณ์ของการเริ่มต้นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่... และเป็การเริ่มต้นภารกิจที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของชายผู้ไม่ยอมตาย