บทที่ 13 จรรยาบรรณแพทย์ของพี่สี่
ไม่ว่าจะเป็เพราะจรรยาบรรณของหมอ หรือเพื่อสร้างชื่อเสียงในฐานะหมอให้ตนเอง เวินจืออวิ่นก็ต้องออกไปรักษาคนป่วย
เขาก้มลงสะพายกล่องยา...แต่กลับพบว่าเขาสามารถสะบายมันได้อย่างง่ายดายเกินไป
เมื่อจะลองสะพายมันอีกครั้ง กล่องยากลับเบาราวกับไม่มีสิ่งใดอยู่ภายในนั้นเลย
เวินจืออวิ่นหันกลับไปมอง จึงเห็นว่ามือของฟางเหิงกำลังจับกล่องยายก
แน่นอนว่ามนุษย์นั้นย่อมแตกต่างกันไป
เวินจืออวิ่นถอนหายใจยอมรับความจริง ปล่อยกล่องยาลง ขอแค่เขาไม่ต้องแบกมันไปเองก็พอ
เด็กชายเดินนำหน้า ฟางเหิงถือกล่องยาตามหลัง เจียงเซิงย่อมต้องไปด้วย ส่วนเจิ้งหรูเชียนตัวติดกับเจียงเซิงมาก จึงไม่ยอมอยู่เฉยคนเดียว
ในวัดร้างจึงเหลือเพียงสวี่โม่อยู่ลำพัง
เจียงเซิงเดินถึงหน้าหมู่บ้านแล้ว พลันนึกขึ้นได้ว่า พวกนางมักจะทิ้งพี่ใหญ่ไว้เสมอ มันอาจไม่ค่อยดีนัก
นางหันกลับไปมอง เห็นสวี่โม่มองตามผ่านหน้าต่างอยู่
เจียงเซิงรู้สึกปวดใจ พวกนางสามารถเคลื่อนไหวได้ แต่พี่ใหญ่ต้องนั่งอยู่ในวัดร้างคัดลอกหนังสือวันแล้ววันเล่า เื่นี้ช่างโหดร้ายเกินไป
สวี่โม่เห็นเจียงเซิงหันกลับมาจึงส่งยิ้มบาง ๆ ให้ ราวกับกำลังปลอบโยนเจียงเซิงว่าเขาไม่เป็ไร
กระทั่งพวกนางมาถึงบ้านตระกูลโจว
โจวจื้อเฉียงยังคงก้าวร้าว เขาต่อว่าฟ้าดินพลางะโสั่งป้าจางถือของนั่นนี่มาให้ เมื่อเห็นเวินจืออวิ่นมา เขาจึงเงียบไป
ข้าเหลือบมองด้านหลังเด็กชายเห็นเจียงเซิงยืนอยู่ สีหน้าก็เปลี่ยนไป เขากำลังจะสาปแช่งอีกครั้ง “เ้าสารเลวตัวน้อย ใครให้พวกเ้าเข้ามาในบ้านข้า รีบออกไปให้พ้น ไสหัวไป”
สีหน้าของเหล่าพี่ชายมืดดำลงทันที
การที่เวินจืออวิ่นมีจรรยาบรรณของแพทย์นับเป็เื่หนึ่ง แต่การได้ยินด้วยตนเองว่าโจวจื้อเฉียงด่าทดน้องสาวเขาก็นับเป็อีกเื่หนึ่งเช่นกัน เขาเกิดมาพร้อมกับนิสัยละเอียดอ่อน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องสุภาพอ่อนโยน
“หากน้องสาวของข้าเป็สารเลวตัวน้อย เช่นนั้นพวกข้าก็เป็สารเลวตัวน้อยด้วย” ท่านหมอน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงดังฟังชัด “ดังนั้น พวกข้าคงไม่ควรเข้ามาในบ้านของท่าน”
เขาหมุนกายเดินจากไป
ฟางเหิงขมวดคิ้วตามหลัง เจิ้งหรูเชียนจ้องหน้าโจวจื้อเฉียงอย่างดุดัน
“โอ้ อย่าเพิ่งไปสิ” คนตระกูลโจวรีบร้อนขึ้นมาทันที พวกเขาถึงได้รู้ว่าท่านหมอน้อยคือพี่ชายของเจียงเซิง เด็กสาวที่มาขอทานหน้าหมู่บ้าน จึงรีบปิดปากโจวจื้อเฉียง และวิงวอนอย่างสุดความสามารถ จึงรั้งให้ท่านหมอน้อยอยู่ต่อได้
เวินจืออวิ่นนั่งลงด้วยสีหน้าเฉยเมย สั่งให้คนในตระกูลโจวทำความสะอาดาแ “ต้องใช้น้ำอุ่นล้างขาเขาให้สะอาด และต้องเช็ดาแให้เรียบร้อย หากมีเศษหินหรือกิ่งไม้ติดอยู่ก็ต้องนำออกให้หมด ไม่ควรปล่อยให้มีสิ่งแปลกปลอมเหลืออยู่”
คนตระกูลโจวมือหยาบเท้าหยาบ ทำงานไม่ละเอียดรอบคอบ จึงทำให้โจวจื้อเฉียงเจ็บมาก ร้องครวญครางเสียงดังราวกับเป็สุกรถูกเชือด
แม่เฒ่าโจวใจนต้องหยุดมือ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อ
“ท่านแม่ ท่านเรียกภรรยาข้ามาสิ ให้นางมาช่วยเถอะ” โจวจื้อเฉียงร้องเรียกทั้งยังสั่งการ
ดังนั้นคนตระกูลโจวจึงนึกขึ้นได้ว่ายังมีลูกสะใภ้อีกคน เมื่อหันกลับไปก็เห็นเจียงเซิงกำลังเอ่ยกระซิบบางอย่างกับสะใภ้จาง
“สะใภ้จาง ยังไม่รู้จักมาช่วยข้าอีกหรือ” แม่เฒ่าโจวะโเสียงดัง
ป้าจางถูกดุจนสะดุ้ง รีบเดินเข้ามาทันที
“ท่านป้า ช่วยหาน้ำแข็งกับผ้าสองผืนมาด้วยเถอะ” เวินจืออวิ่นกล่าวน้ำเสียงนุ่มนวล
ทันใดนั้นป้าจางก็ประหลาดใจ มองโจวจื้อเฉียงสักพัก ก่อนหิ้วถังไม้ไปตักน้ำในบ่อ
คนตระกูลโจวจึงจำต้องทำความสะอาดาแต่อไป ทั้งนำเศษไม้ เม็ดหินเล็ก ๆ และมูลสุนัขที่ยังติดอยู่ออกมา
เวินจืออวิ่นค้นหายาซานชีออกมาจากกล่องยา บดให้ละเอียด ผสมกับผงสมุนไพรสิบชนิด โรยลงบนแผลลึกอย่างระมัดระวัง และกดไว้ด้วยผ้าฝ้ายสะอาด
โจวจื้อเฉียงเ็ปจนสั่นสะท้าน หยาดเหงื่อไหลย้อยตามหน้าผาก
“าแไม่ควรถูกน้ำ เปลี่ยนผ้าพันแผลทุก ๆ ห้าวัน ประมาณครึ่งเดือนก็จะแห้งและกลายเป็แผลเป็” เขาเอ่ยเสียงเรียบ “แต่อาการบวมที่ข้อเท้าร้ายแรงกว่า หากไม่รักษาให้ดี จะทำให้เดินไม่ได้ และต่อไปก็จะต้องเป็คนพิการ”
คำพูดนี้ทำให้คนตระกูลโจวใขวัญกระเจิง
ในหมู่บ้านแห่งนี้ ผู้ชายถือเป็แรงงานสำคัญ การที่โจวจื้อเฉียงล้มป่วยลงไม่ใช่เื่ใหญ่ แต่ตระกูลโจวก็ขาดเสาหลักไป
“ท่านหมอน้อย ข้าขอร้อง ช่วยรักษาลูกชายของข้าด้วยเถิด” แม่เฒ่าโจวแทบจะคุกเข่าให้เด็กชายแล้ว
จ้าวต้าจู้ซึ่งอยู่ข้าง ๆ ก็พลันขมวดคิ้ว เขาเคยข้อเท้าแพลงมาก่อน พักผ่อนแค่สองสามเดือนก็หายดีแล้ว ไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้น
หรือว่าโจวจื้อเฉียงจะอาการหนักกว่าเขา?
จ้าวต้าจู้เกาศีรษะอย่างสงสัย
เจียงเซิงอยู่หลังฝูงคนแลบลิ้นออกมา เพื่อให้ป้าจางได้ระบายความทุกข์ เธอจึงตั้งใจให้พี่สี่บอกพวกเขาว่าอาการรุนแรงแค่ไหน ดีที่สุดคือให้เขานอนเจ็บอยู่หลายเดือน ป้าจางจะได้ผ่อนคลายขึ้นบ้าง
“ความจริงแล้วรักษาได้ แต่ยุ่งยากสักหน่อยเท่านั้น” เวินจืออวิ่นถอนหายใจ น้ำเสียงกลับมาอ่อนโยนอีกครั้ง “วันนี้ให้ประคบน้ำแข็งไปก่อน พรุ่งนี้เป็ต้นไปก็ใช้น้ำอุ่น ใช้ปลายนิ้วนุ่ม ๆ บีบนวด ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ก็น่าจะกลับมาเป็ปกติได้”
จังหวะนั้นป้าจางหิ้วน้ำจากบ่อกลับมาพอดี
เวินจืออวิ่นมองนิ้วมือของนางก็พยักหน้าพลางกล่าวว่า “ท่านแม่เฒ่า นิ้วมือของท่านหยาบกระด้างเกินไป จำเป็ต้องให้ท่านป้าผู้นี้บีบนวดให้ แต่ระวังอย่าให้นางทำงานหนักใน่นี้ เกรงว่ามือนางอาจาเ็จนไม่สามารถบีบนวดให้สามีได้”
คนตระกูลโจวประหลาดใจ แต่แม้จะไม่เข้าใจก็ตอบรับคำโดยดี
แม่เฒ่าโจวตัดสินใจทันที “จากนี้ไปสะใภ้จางจะเป็คนดูแลลูกชาย นางไม่ต้องทำงานอื่นอีก”
สะใภ้จางพยักหน้าอย่างมึนงง ไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น
เวินจืออวิ่นเห็นเช่นนั้นจึงลุกขึ้น ส่วนฟางเหิงถือกล่องยาให้เขา
พวกเขาสองคนมีจิตใจสูงส่ง ไม่มีใครเอ่ยปากเื่ค่ารักษา
เจิ้งหรูเชียนตระหนักได้ จึงพาเจียงเซิงเข้ามา “ค่ารักษาของพวกข้าเล่า”
“โอ้ ๆ” แม่เฒ่าโจวรู้สึกตัว จึงหยิบเงินสองเหวินออกมาจากอกเสื้อ
เจิ้งหรูเชียนกำลังยื่นมือออกไปรับ
เวินจืออวิ่นที่กำลังก้าวออกไปจากประตูพลันหยุดชะงัก ก่อนกล่าวเสียงเรียบนิ่งว่า “ค่ารักษาสองเหวิน ส่วนค่ายาเมื่อครู่เจ็ดเหวิน”
สีหน้าแม่เฒ่าโจวเปลี่ยนไปทันที นางหยิบเงินออกมาอีกเจ็ดเหวินด้วยมือสั่นเทา
เมื่อครู่ท่านหมอน้อยยังบอกพวกเขาว่าอะไรนะ ต้องเปลี่ยนยาทุก ๆ ห้าวัน หมายความว่า ทุกห้าวันต้องใช้เงินเจ็ดเหวินหรือ
ช่างโชคร้ายจริง ๆ!
ประตูใหญ่ปิดลง คนตระกูลโจวต่างต้องสำนึกเสียใจ
เจียงเซิงกอดเงินเก้าเหวินยิ้มแป้น
หากไม่นับรวมกับเงินก่อนหน้านี้ วันนี้พวกนางก็หาเงินมาได้ถึงสามสิบสามเหวินแล้ว
ในหมู่บ้านนี้ หนึ่งเหวินสามารถซื้อแป้งหยาบได้สองชั่ง เนื้อหมูหนึ่งชั่ง และกระดูกหมูชิ้นใหญ่ได้หนึ่งชิ้น หากใช้เงินสามสิบสามเหวิน จะซื้อข้าวของได้มากแค่ไหน เจียงเซิงไม่จะกล้าจินตนาการเลย
วันวานที่ต้องแย่งอาหารกับสุนัขหรือขโมยเศษอาหารที่เหลือราวกับเป็เพียงความฝัน
แท้จริงแล้ว การมีครอบครัวนั้นดีกว่ามาก แม้ว่าจะมีปากท้องต้องเลี้ยงมากขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น แต่ก็หาเงินมากขึ้นเช่นกัน
เจียงเซิงยัดเงินใส่อกเสื้อ ตัดสินใจอย่างเงียบ ๆ
วันรุ่งขึ้น เจิ้งหรูเชียนวิ่งจากท้ายหมู่บ้านไปจนถึงอีกหมู่บ้าน สุดท้ายเขาก็รวบรวมเห็ดได้เต็มสามตะกร้า
หลังจากตากแดดทิ้งไว้ทั้งวัน เขาจึงตัดสินใจจะนำสินค้าส่งไปที่เมืองในเช้าพรุ่งนี้
เห็ดแห้งมีมากถึงสองตะกร้ากับอีกครึ่ง แต่ในวัดร้างมีเพียงตะกร้าเดียว เจิ้งหรูเชียนจึงเลียนแบบวิธีหาบของของเจียงเซิง ถอดเสื้อคลุมผ้าไหมสีขาวสะอาดของเขาออก ห่อเห็ดทั้งหมดไว้
“พี่รอง มันเป็เสื้อผ้าชุดเดียวของท่านนะ” เจียงเซิงร้องอุทาน
“ไม่เป็ไร เสื้อผ้าถ้าซักแล้วก็ใส่ต่อได้ พวกเราต้องนำเห็ดไปส่ง พวกมันจำเป็ต้องสภาพดีที่สุด” เจิ้งหรูเชียนเช็ดเหงื่อ “หากใช้ผ้าสกปรกคนอื่นจะรังเกียจได้”
เจียงเซิงกล่าวไม่ออก
แม้ว่าเจิ้งหรูเชียนจะไม่เคยพูด แต่เจียงเซิงรู้ดีว่า พี่รองนั้นรักเสื้อคลุมผ้าไหมสีขาวตัวนี้ยิ่งนัก หากเปื้อนมุมใดก็จะซัก หากยับย่นก็จะรีดให้เรียบ ก่อนออกจากวัดร้างก็จะให้เสื้อผ้าเรียบร้อยอยู่เสมอ
ราวกับเป็ความยึดมั่นของเขาในอดีต เป็เพียงความทรงจำจากวันเวลาเก่า
แต่ในตอนนี้ เพื่อเห็ดสองตะกร้ากับอีกครึ่ง เขาได้ทำลายความทรงจำในอดีตด้วยมือตนเอง ไม่หวนนึกถึงมันอีกต่อไป