โม่จ้านนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ทันใดนั้นหันหน้าหนีอย่างแข็งทื่อก่อนจะผลักประตูให้เปิดออก หลังปล่อยเจียนั่วลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา โม่จ้านสาวเท้าไปทางประตูมิต่างกับสายลม มุ่งตรงไปนำถังน้ำและผ้าขนหนูในห้องครัว
ตนเพิ่งได้เห็นความผิดปกติของเจียนั่วแค่เพียงหนึ่งปราดนั้น ทว่าในเสี้ยววินาทีที่เดินพ้นประตู ตนพลัน 'เข้าอกเข้าใจ' ในทันที --- ร่างทั้งร่างอ่อนปวกเปียกราวกับไม่สบาย สติแจ่มแจ้งแต่กลับร้อนรุ่มเสียจนยากทานทน ส่วนที่เข้าใจโดยมิต้องเอ่ยปากถูกกางเกงชั้นในเสียดสีเสียจนรู้สึกเจ็บ ทุกย่างก้าวล้วนแต่เป็นการทรมานทวีคูณทั้งทางกายและทางใจ
“...มารดามันเถอะ นี่มันมิได้เมาสุราแล้ว...เจ้าเก๋อจือจะต้องใส่ของพิสดารลงในน้ำอย่างแน่นอน...”
โม่จ้านค้อมเอวหนีบขา สาวเท้าก้าวเล็กเข้าไปในห้องครัว แช่ผ้าขนหนูสองผืนในถังน้ำเย็น จากนั้นเดินกลับไปห้องนอนทีละก้าวด้วยความยากลำบาก
สีหน้าของเก๋อจือมิอาจเก็บซ่อนความลับ ตนสังเกตเห็นความผิดปกติของเขาตั้งแต่อยู่บนโต๊ะอาหารแล้ว ด้วยระดับความเชื่อฟังและเชื่อใจที่เก๋อจือมีต่อลาถีเท่อ ไม่มีทางที่หากเก๋อจือวางแผนชั่วร้ายอันใดแล้วจะมิยอมเอ่ยบอกเขา ทั้งลาถีเท่อยังอนุญาตเสียแล้ว หนำซ้ำยังเอาตัวเข้าแลกเพื่อให้ได้มาซึ่งความเชื่อใจของตนกับเจียนั่ว กระทั่งสุราที่ใส่บางสิ่งยังกล้าดื่มเข้าไปเสียแล้ว
คำตอบชัดเจนเสียจนมิอาจชัดเจนยิ่งกว่านี้อีกแล้ว...
โม่จ้านค้อมเอวยืนอยู่หน้าประตู ไม่รู้ว่าควรจะทำสีหน้าเช่นไรดี เก๋อจือฝึกเวทมนตร์อยู่ในลานเรือนทุกวัน แท้จริงแล้วไปนำของเหล่านี้มาจากที่ใด?
“...เจียนั่ว เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด โม่จ้านผลักประตูให้เปิดออกอย่างค่อนข้างใจฝ่อพลางเอ่ยถามหนึ่งประโยคเป็นอันดับแรก
“...อืม...ยังไหว...”
น้ำเสียงของเจียนั่วค่อนข้างเลื่อนลอย เมื่อเห็นผ้าขนหนูในมือโม่จ้านจึงใช้แขนค้ำยันตนเองให้ลุกขึ้น
ผ้าเปียกทำให้อุณหภูมิบนผิวกายลดลงเล็กน้อย เจียนั่วสูดหายใจเฮือกหนึ่งก่อนหันไปมองโม่จ้านที่นั่งขบกรามอยู่ข้างเตียง
“...เจ้าสองคนนั้น รอกระทั่งได้เรี่ยวแรงกลับมาจะต้องไปอัดพวกเขาสักยก...”
โม่จ้านแกว่งกำปั้นด้วยความขุ่นเคือง ทว่าสายตากลับมิอาจละจากร่างกายของเจียนั่ว --- เสื้อเชิ้ตถูกถอดออก เหงื่อซึมผ่านชุดรัดรูปสีอ่อน เผยให้เห็นผิวพรรณสีขาวผ่องของเจียนั่ว ร่างกายแข็งแกร่งถูกห่อหุ้มด้วยชุดรัดรูปชุ่มเหงื่อ กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจ กลับเย้ายวนชวนให้ผู้คนจินตนาการไปไกลยิ่งกว่ายามหลังฝึกต่อสู้เสียอีก
เจียนั่วมองโม่จ้านที่จ้องมองตนมิยอมละสายตาด้วยแววตาค่อนข้างซับซ้อน ทว่าเมื่ออัศวินเตรียมจะเบี่ยงกายออกกลับเห็นกางเกงที่ถูกดันเสียจนปูดโปนของโม่จ้าน การกระทำถึงกับชะงักโดยพลัน
“...เจ้ามั่นใจว่ารอกระทั่งพวกเราได้เรี่ยวแรงกลับมา พวกเขาจะ ‘เสร็จธุระ’ ”?
“…ที่แท้เจ้าก็พูดจาหยอกล้อเป็นเช่นกัน”
โม่จ้านนำผ้าเปียกพันรอบใบหน้า กระทั่งดวงตายังถูกบดบังไปด้วยเช่นกัน พยายามใช้น้ำปลอบประโลมใบหน้าที่ร้อนระอุ
“ยามปกติเจ้าพูดน้อย กระทั่งยามเมาก็ยังมิต่างกัน”
หลังรออยู่ครู่หนึ่ง เจียนั่วมิได้ตอบกลับ ถึงขั้นไม่เปล่งเสียงใดออกมาแม้แต่น้อย โม่จ้านค่อนข้างประหลาดใจ ครั้นเตรียมจะดึงผ้าออกเพื่อดูว่าแท้จริงเป็นอันใดไปกันแน่กลับถูกเจียนั่วคว้าข้อมือเอาไว้ก่อนจะดึงให้ล้มลงบนเตียง
“…? เจียนั่ว เจ้าทำอันใด?”
“ขอโทษ ขอเจ้าอย่าขยับ…”
น้ำเสียงค่อนข้างอัดอั้นของเจียนั่วดังขึ้น โม่จ้านสัมผัสได้ว่าต้นขาของอีกฝ่ายคร่อมอยู่บนกายของตน ตนถึงกับกลืนน้ำลายด้วยความตื่นตระหนก
“…เจียนั่ว?”
“…อื้ม!!”
หลังเสียงลมหายใจผะแผ่วไม่กี่ครั้ง โม่จ้านพลันสัมผัสได้ถึงน้ำหนักบนกาย— ร่างทั้งร่างของเจียนั่วแนบชิดลงบนกายของตน ผิวเรียบเนียนของคนทั้งสองสัมผัสเข้าด้วยกันอย่างเต็มที่ แม้จะเป็นการเสียดสีที่แผ่วเบาอย่างถึงที่สุด กระนั้นโม่จ้านที่ภายในหัวขาวโพลนรับรู้ได้ว่าความร้อนทั่วทั้งกายเพิ่มขึ้นไม่หยุด ราวกับถูกลวกด้วยของร้อนอย่างไรอย่างนั้น มิใช่เรื่องง่ายกว่าจะสามารถสกัดกั้นเสียงครางภายในลำคอเอาไว้
“…เจียนั่ว…เจ้า…”
“…ข้าเป็นคนพูดไม่เก่ง อีกทั้งยังเป็นคนเก็บตัวอย่างมาก”
น้ำเสียงแหบพร่าของเจียนั่วเข้าใกล้ใบหูจนกระทั่งแก้มของคนทั้งสองสัมผัสแนบชิดเข้าด้วยกัน โม่จ้านจึงได้สติกลับมาในทันใด แต่ทว่าโม่จ้านที่ยามปกติมักเป็นฝ่ายควบคุมจิตใจให้สุขุมได้ก่อน ยามนี้กลับตื่นตระหนกเสียจนทำสิ่งใดมิถูก ไม่รู้กระทั่งว่าตนนำมือไปวางไว้ที่ใด ทำได้เพียงตอบสนองตามสัญชาตญาณ
“ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ระยะหลังมานี้นอกเสียจากยามที่ฝึกต่อสู้จนชินแล้ว ขอเพียงข้ากระชับระยะห่างที่มีต่อเจ้าก็จะมีเหงื่อผุดและหัวใจเต้นรัว ทุกคราที่เจ้าปีนขึ้นเตียงของข้าอย่างหยอกเย้า เพราะตื่นเต้นมากเกินไป ข้าจึงมักบังคับให้ตนเองนอนหลับไป”
“เอ่อ…ข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังพูดเรื่องอันใด…”
ด้วยข้อพิพาทมีเยอะเกินไป โม่จ้านมิรู้ว่าควรจะเริ่มเอ่ยถึงเรื่องใด เพียงแต่โม่จ้านเข้าใจอยู่เรื่องหนึ่ง —- ในด้านความรัก อีกฝ่ายเป็นผู้ที่เก็บความรู้สึกไว้ในใจอย่างมาก นอกจากนั้นยังไม่ถนัดเรื่องการสื่อสาร เพียงการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างคนรัก เบื้องหน้าอีกฝ่ายแสดงสีหน้าเย็นชาไม่ยี่หระแม้แต่น้อย ทว่าภายในใจกลับกระวนกระวายมิต่างกับกระต่ายตื่นตระหนก
ควรจะเอ่ยว่าอย่างไรดี…เขินอายมากเกินไป? เมื่อใช้คำนี้กับหัวหน้าอัศวินองครักษ์ผู้อาจหาญและทำงานอย่างมีระเบียบแบบแผนเช่นเจียนั่ว ช่างมิเข้ากันสักนิด…
“ก่อนได้พบกับเจ้า ข้าไม่เคยคิดว่าการเป็นเช่นนี้เป็นเรื่องมิดี มิสู้กล่าวว่าภาพลักษณ์เช่นนั้นเหมาะกับจุดมุ่งหมายของข้าเสียมากกว่า”
เจียนั่วเผยหนึ่งรอยยิ้มบางมิอาจสังเกตเห็น เอ่ยเสียงเบาพลางสูดดมซอกคอแกร่งของโม่จ้าน โม่จ้านยกมือขึ้นอีกครั้งเพื่อดึงผ้าขนหนูออก แต่ทว่ากลับถูกเจียนั่วกุมข้อมือทั้งสองข้างเอาไว้เบาๆ ตามด้วยกดลงข้างหัวไหล่ทั้งสองฝั่ง
“ข้ามีจุดมุ่งหมายที่ยากทำให้กลายเป็นจริง ยิ่งใหญ่เสียจนกระทั่งตัวข้าเองไม่มีความหวังว่าจะสำเร็จแม้แต่น้อย…”
“…คืออะ—อื้ม…!”
ผ้าขนหนูที่คลุมบริเวณริมฝีปากถูกเปิดออก โม่จ้านนึกอยากจะเอ่ยบางสิ่งกลับถูกริมฝีปากชุ่มชื้นมิต่างกันปิดแนบสนิทเสียแล้ว อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเจียนั่วจะออกแรงกดจูบ ทว่ากลับเงอะงะอย่างยิ่ง ดูคล้ายเป็นการฝืนแนบสนิทริมฝีปากของคนทั้งสองเข้าหากันเสียมากกว่า ไม่นับว่าเป็นการจูบแบบงูๆ ปลาๆ เสียด้วยซ้ำ
“สิ่งที่จนปัญญามากที่สุดก็คือ ข้าถึงขั้นมิรู้ว่าจะทำให้มันกลายเป็นจริงได้อย่างไร ครั้งหนึ่งเคยสับสนว้าวุ่นอย่างยิ่ง หากไม่มีท่านเจ้าเมืองคอยชี้แนะ เกรงว่าข้าคงมิอาจอดกลั้นมาโดยตลอด”
ริมฝีปากของเจียนั่วผละออกจากริมฝีปากของโม่จ้าน มือทั้งสองข้างกดข้อมือทั้งสองของโม่จ้านแผ่วเบา โม่จ้านมิเอ่ยสิ่งใด เพียงฟังอย่างเงียบเชียบ
“หลังจากนั้นข้าก็ได้พบเจ้า เรื่องอื่นๆ เจ้าต่างก็ได้รู้หมดแล้ว กระนั้นยามที่ลาถีเท่อเอ่ยถามข้าอย่างอดมิได้ ข้าจึงตระหนักได้ว่าปัญหานั้นร้ายแรงมากเพียงใด…”
“ข้าถนัดเรื่องการต่อกรศัตรู อีกทั้งยังสามารถรับมือเพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชาและประชาชนนับหมื่น ทว่ากลับมิอาจรับมือเจ้าแต่เพียงผู้เดียว”
ปลายจมูกของเจียนั่วแตะสัมผัสปลายจมูกของโม่จ้านแผ่วเบา ถูไถไปมาผะแผ่วราวกับหยอกล้อ
“มักรู้สึกว่านิสัยใจคอของเจ้าแตกต่างจากคนอื่นๆ กระนั้นกลับยังอดสนใจเจ้ามิได้..เพียงแต่หลังจากสารภาพความในใจกับเจ้ากลับขี้ขลาดจนกลายเป็นเช่นนี้ กระทั่งตัวข้าเองยังรู้สึกขบขัน”
“ข้ามิได้เมามายจริงๆ เพียงแต่ความกล้ากลับเพิ่มขึ้นมิน้อย…อื้อ…”
ริมฝีปากทั้งสองข้างของเจียนั่วปัดผ่านริมฝีปากของโม่จ้านอีกครั้ง เรียวฟันกัดชายผ้าขนหนูเอาไว้ จัดการคาบ 'ผ้าคลุมหน้า' ของโม่จ้านไปไว้อีกด้าน โม่จ้านที่ได้ความสามารถในการมองเห็นกลับคืนมาหรี่ดวงตามองเจียนั่วตรงหน้าอย่างใช้ความคิด
สายตาพร่าเบลอของอีกฝ่ายสื่อถึงความเมามายอยู่บ้าง ใบหน้าแดงระเรื่อ ทว่าสีหน้ากลับฉายแววหนักแน่นอย่างยิ่ง คล้ายกับตัดสินใจบางสิ่งแล้วอย่างไรอย่างนั้น
“…ข้าเพียงอยากพิสูจน์ความรู้สึกที่มีต่อเจ้า— อื้อ อืม?!”
ไม่รอให้เจียนั่วกล่าวจบ ทันใดนั้นพลันถูกโม่จ้านที่เงยหน้าขึ้นประทับจูบแนบแน่น มือเปี่ยมพลังทั้งสองข้างของโม่จ้านดิ้นหลุดจากแรงกดของเจียนั่ว คว้าหัวไหล่ของอีกฝ่ายเอาไว้ก่อนพลิกกายกดเจียนั่วลงใต้ร่าง
“…เจ้าคิดว่าความอดทนของข้ายังจะยอมให้เจ้าพูดมากต่อไปเช่นนั้นหรือ…”
“…อะ…ส่งตนเองมาถึงหน้าประตูก็ถือเป็นการพิสูจน์? เช่นนั้นย่อมได้…ข้าโม่เจ๋อเอ่อร์รับไว้แล้ว เจ้าเตรียมตัวดีแล้วหรือไม่…”
——————————
——(ลากเข้าโคมไฟ)——
——————————
ครึ่งเค่อก่อนหน้า เจียนั่วยังตกอยู่ในสถานการณ์ตื่นตระหนกและขัดขืนด้วยความยากลำบาก ในยามนี้ศัตรูตรงหน้าอัศวินน่ากลัวยิ่งกว่าเก่าเสียแล้ว — ปีศาจร้ายใช้อำนาจบาตรใหญ่กำลังเลียริมฝีปาก เตรียมกอบโกยความสุขจากตนอย่างมินึกเกรงใจ ส่วนตนกลับสูญสิ้นเรี่ยวแรงในการต่อต้าน
“…หากเจ้าต้องการพิสูจน์ ข้ามิเพียงแต่รับเอาไว้ ยังจะตอบแทนเจ้าเป็นสองเท่า สามเท่า จงรับเอาไว้ให้ดีเถิดเจียนั่ว…”