“ คนที่บำเพ็ญภาวนา ฝึกวิชาเพ่งกสิณไฟ สำเร็จไม่ใช่มีแต่ข้าเพียงผู้เดียวฉะนั้นจะเรียกผู้ที่ฝึกตนเหล่านี้เป็ฤาษีตาไฟทั้งหมด ไม่ค่อยถูกต้องนักถึงเวลาที่เ้าต้องไปจัดการได้แล้วก่อนที่มันจะไปทำร้ายใครอีก” ฤาษีวาริศพูดจบก็โบกมืออาอู่ก็กลับมาอยู่ในโลกแห่งความเป็จริงทันที อาอู่ใช้มือััที่หน้าผากตัวเองแล้วลุกขึ้นยืน ในขณะที่กลุ่มเพื่อนยังรออยู่กันทั้งหมดอาอู่พยักหน้าแล้วพากันออกไปนอกถ้ำ และเดินไปห้องพักที่ผู้ดูแลได้บอกไว้
ภายในห้องพักอาอู่ได้เล่าเื่ที่ได้พบท่านฤาษีวาริศ ให้เพื่อนๆ ได้ฟัง แต่ไม่ได้บอกว่าท่านให้ดวงตาอัคคี
“ ถ้าเช่นนั้นคืนนี้พวกเราไปตามล่าสัตว์ร้ายตัวนี้เพื่อขจัดเภทภัยให้กับ คนแถวนี้กันเลยดีไหม” พี่ฟ้าลั่นเริ่มรู้สึกคึกคัก ขึ้นมาทันที
“ พวกเรายังไม่รู้เลยว่ามันสัตว์ร้ายประเภทไหน และมันจะออกมาเมื่อไร” อาอู่เอ่ยเตือน เพราะไม่ได้ถามท่านฤาษีวาริศ
“ พี่เทพธิดาััสัตว์ร้ายตัวนี้ได้ไหม” อาอู่สอบถามพี่เทพธิดา
“ เ้าเองก็ตรวจสอบได้ เ้าลองเข้าสมาธิตรวจดูก่อนเถอะ”พีเทพธิดาไม่ยอมบอกให้ตรวจสอบเอาเอง อาอู่จึงต้องนั่งสมาธิ ตรวจสอบบริเวณใกล้เคียง ในที่สุดก็รู้มันเคลื่อนไหวอยู่หลังเขานี่เอง
“ เจอแล้ว มันเคลื่อนไหวอยู่หลังเขา พวกเราไปกันเถอะ” อาอู่พุ่งนำทุกคนไปที่หลังเขาในทันที ทุกคนมาถึงก็เห็นแต่ดวงตาสีฟ้า กับเงาตะคุ่มๆ กำลังจ้องตะครุบคนผู้หนึ่งซึ่งกำลังยืนฉี่อยู่ข้างต้นไม้หลังถ้ำ อาอู่รีบพุ่งเข้าไปพร้อมกันไม้พญาคิ้วดำก่อนที่เ้าสัตว์ร้ายตัวนี้จะจัดการเหยื่อของมัน ในขณะที่ เพื่อนๆ ต่างะโเตือนผู้ชายที่กำลังปลดกางเกงอยู่ พอได้ยินเสียงดัง เขาหันควับมาทางเสียง พร้อมกันกับสัตว์ร้ายพุ่งเข้ามาจะตะปบเหยื่อของมัน ตูม ! เสียงไม้พญางิ้วดำฟาดไปที่หลังของสัตว์ร้ายตัวนี้ถึงกลับหยุดและหมอบลงไปกับพื้นในทันที
“ พญาเสือไฟ” เสียงทุกคนพูดออกมาพร้อมกัน แต่อาอู่เข้าไปใกล้แล้วเตะเข้าสีข้างมันอีกที จนกระเด็นไปชนต้นไม้หัก มันร้องคำรามลั่นด้วยความโกรธมันหันกลับมาด้วยดวงตาที่แดงกล่ำ แล้วร่างมันก็ขยายใหญ่ขึ้นอีกเป็สองเท่าเพื่อนทั้งหมดะโเข้ามาข้างๆ อาอู่ พร้อมชักดาบเดียวออกมาทุกคน
แต่ละคนเริ่มท่องคาถาหัวใจราชสีห์ แล้วกระทืบเท้าลงที่พื้นกันทุกคน แล้วก็กระโจนเข้าฟัน เ้าพญาเสือไฟตัวนี้ ปัก ๆ ๆ ๆ ดาบไม่สามารถทำใดใดมันได้เลย
มันใช้กรงเล็บฟาดไปที่ทั้งสี่จนถอยกระเด็นไปคนละทิศละทาง อาอู่ปล่อยให้ไม้พญางิ้วดำขยายใหญ่ขึ้นเท่าเสาบ้าน แล้วฟาดเข้าที่หัวพญาเสือไฟตัวนี้ เปรี้ยง ! มันโดนเข้าดอกนี้ถึงกับเซถลาเอียงไปตามแรงที่ฟาด อาอู่ไม่ยอมหยุดฟาดไปที่ลำตัวที่ใหญ่โตของมันอีกครั้ง ตูม ! ครั้งนี้ถึงกับกระเด็นไปชนก้อนหิน ทำให้มันเริ่มกระอักเืขึ้นมา อาอู่เริ่มเก็บไม้พญาคิ้วดำเข้าที่ แล้วเริ่มเดินเข้าไปใก้ลๆ
เ้าพญาเสือไฟยังไม่หมดฤทธิ์ พยายามจะลุกขึ้น อาอู่พุ่งเข้าอัดมันด้วยหมัดพลังปราณล้วนอีกครั้ง ตูม ๆ โดนทั้งซ้ายและขวา จนมันเริ่มยืนไม่ได้ล้มลุกคลุกคลาน
ไปกับพื้น อาอู่สังเกติญญาร้ายที่เข้าสิงพญาเสือไฟเป็ มนุษย์ที่มีเวทย์อาคมนี่เอง แต่เอะ รูปร่างมันคุ้นๆอยู่นะ อาอู่จึงบุกเข้าไปเตะเข้าที่ก้านคอเ้าเสือไฟตัวนี้จนมันมีน้ำลายฟูมปากออกมา จากนั้นก็ใช้ยันต์แปดทิศ ขังิญญาร้ายตัวนี้ไว้แล้วเตะเ้าเสือไฟตัวนี้ออกไปไกลๆ อาอู่เริ่มเห็นรูปร่างเ้าิญญาร้ายเด่นชัดขึ้น
ที่แท้มันคือผู้ดูแลสถานที่แห่งนี้นั่นเอง เพื่อนกลุ่มอาอู่ช่วยกันมัดเ้าพญาเสือไฟตัวนี้ไว้กับต้นไม้ แล้วมายืนอยู่ข้างๆ อาอู่
“ ท่านเป็ผู้ดูแลูเาศักดิ์สิทธิ์นี่ ทำไมถึงทำเช่นนี้” พี่สิงห์อุทานทันทีที่เห็นร่างิญญาตนนี้
“ ปล่อยข้าไปเถอะ ข้าไม่ได้อยากทำร้ายใคร ข้าตั้งใจบำเพ็ญภาวนา ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย แต่ว่าถูกจิตมารเข้าสิง ทำให้ข้าไม่สามารถควบคุมจิตใจของข้าได้ มันสั่งให้ข้าเลยสิงร่างเ้าเสือไฟตัวนี้ แล้วเที่ยวฆ่าคน ข้าก็พยายามเตือนทุกคนแล้วว่าห้ามมาที่หลังเขา แต่ก็มีคนมาจนได้ “ ิญญาร้ายตนนี้ไม่ใช่เป็คนชั่ว
ไปทั้งหมด ทั้งสี่คนหันไปมองที่อาอู่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร
“ เ้าตายไปแล้ว ถึงจะบำเพ็ญเพียรในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ จนมีตบะแก่กล้า แต่ยังไงเ้าก็ได้ฆ่าคนไปแล้ว ข้าต้องส่งเ้าไปยมโลก ให้ท่านยมบาลตัดสินโทษ”
จากนั้นเสียงบทสวดคาถาพญายม ก็ดังขึ้น 5 รอบ จากนั้นิญญาร้ายตนนี้ก็หายไปจากโลกนี้ อาอู่เดินมาถึงที่หน้าเ้าพญาเสือไฟ ท่านฤาษีวาริศก็ปรากฏร่างขึ้น อาอู่ก้มกราบท่านฤาษีวาริศทันที เพื่อนทั้ง 4 ก็รีบเข้ามากราบด้วยเช่นกัน
ท่านฤาษีวาริศปัดมือเบาๆ เชือกที่รัดเ้าเสือไฟตัวนี้ก็หลุดออกมา มันรีบเข้ามาใช้เท้าคู่หน้าของมันทำท่าไหว้ท่านฤาษีทันที ทุกคนล้วนเห็นเป็อัศจรรย์ยิ่ง
“ ต้องขอบใจเ้ามากนะอาอู่ที่เ้าไม่ฆ่ามัน ต่อไปนี้มันไม่ทำอันตรายกับใครแล้ว
ข้าจะเอามันไปอยู่ในมิติของข้า ไปพวกเราไปกันได้แล้ว “ เ้าพญาเสือไฟเดินสี่เท้ามาหาอาอู่ แล้วคายบางสิ่งในปากของมันให้ อาอู่ แล้วมันก็จากไปพร้อมกับท่านฤาษีวาริศ อาอู่แบมือออกมาให้เพื่อนๆ ดู
“ นี่มันเขี้ยวเสือไฟนี่” พี่ฟ้าลั่นะโด้วยเสียงอันดัง
“ คืออะไรพี่” องค์ชายสาธิตถามขึ้นมาทันที
“ สุดยอดเครื่องรางของขลัง ตำนานเล่าว่า ในบรรดาเสือทั้งหลาย เสือไฟคือพญาเสือ เหล่าเสือทั้งหลายต่างหวาดกลัวพลังของพญาเสือไฟ ว่ากันว่า ที่ใดมีพญาเสือไฟป่าแห่งนั้นจะมีสัตว์อยู่มากมาย เพราะมันจะรู้สึกปลอดภัย ดังนั้นใครมีเขี้ยวเสือไฟ เวลาเดินป่าไม่ต้องเกรงกลัวสัตว์ร้ายใดใด ทั้งสิ้น แล้วพวกเวทย์มนต์คุณไสยเวทย์ทั้งหลายไม่อาจทำอันตรายได้เลย” พี่ฟ้าลั่นบรรยายแบบย่อ
ทุกคนต่างก็มองไปที่เขี้ยวเสือไฟในมือของอาอู่ แต่อาอู่ไม่อยากขัด ถ้ามันป้องกันคุณไสยจริง เ้าตัวมันจะถูกสิงร่างได้อย่างไร อาอู่เก็บเข้ากระเป๋าแล้วกลับเข้าที่พัก เพื่อเตรียมเดินทางเข้าเมืองศรีเทพ
เช้าวันรุ่งขึ้นกลุ่มของอาอู่ก็ปรึกษากันว่าจะเดินทางเข้าเมืองเพื่อสอบถามเื่โจรปล้นชิงสินค้า กับ ทหารฝ่ายป้องกันก่อน หลังจากเข้าเมือง กลุ่มของอาอู่ก็เข้ามารอที่หน้าที่ทำการของฝ่ายป้องกัน จากนั้นก็มีทหารเข้ามาเชิญทั้งหมดเข้าไป
“ พวกท่านไปเอาข่าวมาจากไหน เส้นทางสายนี้ล้วนปลอดภัยที่สุดแล้วพวกเราไม่ได้ส่งข่าวไปขอความช่วยเหลือแต่อย่างใด” แม่ทัพนาคร หัวหน้าทหารฝ่ายป้องกัน พูดด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว อาอู่คิดแล้วว่าเื่นี้จะต้องออกมาในรูปแบบนี้
“ ท่านแม่ทัพนาคร พวกเราแค่มาทำตามคำสั่ง ของท่านเ้าสำนัก ถ้าหากว่าท่านไม่ได้แจ้งข่าวไป ข้าคงต้องไปถามเขตการค้าของล้านช้าง เพราะหนังสือที่แจ้งไปนั้น ผู้เสียหายคือฝ่ายของล้านช้าง” พี่สิงห์พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวเช่นกัน
“ ได้เื่นี้ท่านไปถามเอาเอง ข้าไม่รับรู้เพราะไม่มีใครมาแจ้งเื่นี้กับข้าแต่ข้าขอบอกไว้ก่อน อย่ามาสร้างปัญหาในเมืองของข้า มิเช่นนั้นข้าคงต้องส่งตัวพวกเ้ากลับไป” แม่ทัพนาครพูดเสร็จก็ให้ลูกน้องส่งกลุ่มของอาอู่กลับออกมา
“ ไม่เห็นต้องใส่อารมณ์กันขนาดนี้เลย ไม่มีก็ไม่มีซิ ใครจะไปว่าอะไร” องค์ชายสาธิต บ่นไปตามเื่
“ เื่นี้มีพิรุธ คนระดับแม่ทัพทำไมถึงได้ไม่รู้ว่ามีโจรปล้นชิงสินค้า พวกเราไปถามเขตการค้าล้านช้างกันดีกว่า อาจจะได้คำตอบ” พี่เดชออกความเห็น
ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วย มาถึงท่าเรือขนส่งของ อาอู่กับเพื่อนก็มองเห็นความเงียบเหงา
ของท่าเรือต้นแม่น้ำป่าสักแห่งนี้
“ ทำไม่มันเงียบเหงานอย่างนี้ “ พี่ฟ้าลั่นเอ่ยด้วยความสงสัย
“ นั่นซิ แล้วพวกล้านช้างไปไหนกันหมด” พี่เดชสงสัย
มีคนเดินผ่านไปมาไม่เยอะ พี่สิงห์เลยเรียกมาถามว่าแถวนี้เกิดอะไรขึ้น
“ พวกล้านช้างเวลานี้ได้ย้ายไปประจำอยู่ที่เมืองนครไทย(ปัจจุบันเป็อำเภอหนึ่งใจจังหวัดพิษณุโลก) แล้วส่งของผ่านเมืองสุโขทัย ลงไปขายที่เกาะเมืองสยาม
เพราะทางนี้ไม่ปลอดภัย มีโจรปล้นชิงมาก พวกข้าก็คงอยู่ต่อไม่ไหวแล้ว
ว่าจะย้ายไปอยู่ท่าเรือที่แม่น้ำชี ยังมีพวกพ่อค้าจากชัยภูมิ พิมาย อุบล จากพวกอ่าวตังเกี๊ย พวกญวน ยังพอได้อีก แต่ว่าถ้าหากพวกโจรปล้นชิงยังไปปล้นอีก
พวกเราคงต้องย้ายไปอยู่เมืองนครไทยแน่” พ่อค้าคนหนึ่งกล่าวด้วยความเหนื่อยใจ ทั้ง ห้าคนต่างก็ทำใจแล้วกับเื่แบบนี้
“ นี่พวกทหารร่วมมือกันปล้นชิงสมบัติของพวกพ่อค้า แล้วการค้า บ้านเมืองจะไปรอดได้อย่างไร าาเมืองศรีเทพท่านปล่อยให้ลูกน้องทำเช่นนี้ได้อย่างไรกันนะ”
อาอู่บ่นเบาๆ
“ แล้วเราจะทำอย่างไรกับเื่นี้ ไม่มีเ้าทุกข์ เ้าหน้าที่ก็ไม่สนใจหรือว่าต้องกลับไปแบบนี้” องค์ชายสาธิตเริ่มสับสน
“ ไม่ต้องทำอย่างไร พวกเราถึงอย่างไรก็มากันแล้ว พวกเราไปกราบไหว้สถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของเมืองศรีเทพแห่งนี้กันดีกว่า” พี่สิงห์เอ่ยอย่างสบายใจ
“ ที่ไหนหรือ” องค์ชายสาธิตถามทันที
“ มหาสถูปเจดีย์เมืองศรีเทพ” พี่สิงห์เอ่ย
“ คือสถานที่แบบไหน” องค์ชายสาธิตถามอีก
“ มหาสถูปเจดีย์แห่งนี้มีตำนานเื่เล่าว่า สร้างขึ้นสมัยเมืองเกือบพันปีก่อนไม่ปรากฏว่าใครสร้าง แต่รู้มาว่าสร้างขึ้นเพื่อเก็บอัฐิ ของพระพุทธเ้า ซึ่งจำลองมาจากมหาสถูปแห่งหนึ่งที่เมืองไวสาลี แห่งอาณาจักรอินเดีย สมัยนั้นพระพุทธเ้าจะเดินทางไปเมืองกุสินารา เพื่อดับขันธปรินิพพาน ชาวเมืองไวสาลีต่างโศกเศร้าเสียใจที่จะต้องสูญเสีย จึงไม่ยอมกลับจะเดินทางตามพระองค์ไปด้วย
แต่องค์พระพุทธเ้าก็ไม่อยากให้ทุกคนต้องไปลำบากกันทั้งเมือง พระองค์เลยประทานบาตรประจำตัวของพระองค์มอบให้ชาวเมืองไวสาลีเป็ที่ระลึก ชาวเมืองถึงได้ยอมไม่ตามไป จากนั้นาาเมืองไวสาลีก็เลยสร้างมหาสถูปที่มีขนาดใหญ่ไว้เก็บบาตรของพระพุทธเ้าไว้ ณ ที่เมืองไวสาลี เป็รูปฐานสี่เหลี่ยม6ชั้น ้าเป็รูบทรงบาตรคว่ำ ณ สถานที่นี้ก็เช่นได้ดำเนินการสร้างคล้ายกัน
ถึงแม้จะดูโทรมไปมา เพราะไม่มีใครสนใจดูแล แต่ก็เป็สิ่งศักดิ์สิทธ์ที่สำคัญของเมืองศรีเทพแห่งนี้” พี่สิงห์เล่าให้ฟังแบบสรุปย่อๆ
“ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าที่แห่งนี้จำลองแบบมาจากเมืองไวสาลี ที่อาณาจักรอินเดีย” องค์ชายสาธิตถามด้วยความสงสัย
“ เ้ายังไม่รู้ใช่ไหมว่าเมืองศรีเทพนั้นมีชื่อเรียกอีกชื่อ ว่าเมืองอภัยสาลี !”