เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ในขณะที่ผมยังคงจดจ่อกับการควบคุมพวงมาลัย เสียงพูดคุยสัพเพเหระเบาๆ ที่เบาะหลังเริ่มเงียบลง และเพียงไม่นาน เสียงของจองมินที่ดูเหมือนผ่านการปรึกษากับจีอามาแล้วก็ดังขึ้น
“คุณวายุคะ... คือว่าเป็นไปได้ไหมคะ ถ้าเราอยากจะให้คุณช่วยรับหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดดูแลพวกเราตอนออกไปทำงานข้างนอกด้วย และรวมถึงช่วยเป็นล่ามแปลภาษาในบางสถานการณ์ที่จำเป็นน่ะค่ะ”
คำพูดของเธอทำให้ผมต้องเหลือบมองกระจกหลังด้วยความประหลาดใจ งานที่ได้รับมอบหมายตอนแรกคือคนขับรถรักษาความปลอดภัย แต่นี่เธอกำลังเสนอให้ผมขยับขึ้นมาเป็นทั้งบอดี้การ์ดและล่ามส่วนตัวไปพร้อมกัน
“ขอโทษด้วยนะครับ แต่ทางบริษัทของเราได้เตรียมทุกอย่างไว้ให้คุณทั้งสองเรียบร้อยแล้วนะครับ ไม่ว่าจะเป็นบอดี้การ์ดที่จะคอยเดินประกบ หรือแม้แต่ล่ามแปลภาษาเฉพาะทาง”
ผมเอ่ยออกไปอย่างนอบน้อมแต่ก็แฝงความสงสัยไว้ในน้ำเสียง เพราะเท่าที่ผมรู้มา บริษัทระดับนี้ย่อมไม่มีทางพลาดเรื่องการจัดเตรียมบุคลากรพื้นฐานพวกนี้อยู่แล้ว และพวกเธอก็น่าจะได้รับแจ้งรายละเอียดทั้งหมดไปตั้งแต่ก่อนจะแลนดิ้งด้วยซ้ำ
“มีอะไรที่ทางเราเตรียมไว้ให้แล้วไม่สะดวกหรือเปล่าครับ?” ผมลองถามต่อ พลางหมุนพวงมาลัยเลี้ยวเข้าสู่เส้นทางหลักที่มุ่งตรงสู่โรงแรมหรูใจกลางเมือง
อันที่จริง ข้อเสนอของจองมินมันเป็นอะไรที่น่าดึงดูดใจจนยากจะปฏิเสธ เพราะนั่นหมายความว่าผมจะได้ขยับเข้าไปใกล้ชิดกับจีอามากขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่เพียงแค่คนขับรถที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย แต่ต้องคอยอารักขาและสื่อสารแทนเธอในทุกย่างก้าว
แต่ในขณะเดียวกัน สัญชาตญาณของผมก็เตือนว่าภาระงานที่ตามมาคงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ถึงแม้มันจะดูไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรสำหรับผม แต่นั่นหมายถึงเวลาส่วนตัวที่ต้องหายวับไป
ผมก็แอบคิดในใจว่าถ้าการแบกภาระงานเพิ่มขึ้นครั้งนี้มีรางวัลตอบแทนเป็นไอเทม ติดมือมาด้วยก็คงจะดีไม่น้อย และดูเหมือนระบบจะรู้ใจผมดีเกินคาด เพราะทันทีที่ความคิดนั้นแวบเข้ามา เสียงเรียบเฉยที่คุ้นเคยก็ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาทของผมทันที
[ การร้องขอจากคุณจองมิน เปรียบเสมือนเงื่อนไขของภารกิจการช่วยเหลือ หากคุณตอบรับและดำเนินการช่วยเหลือ คุณจะได้รับไอเทมเป็นรางวัลตอบแทนครับ ]
คำยืนยันของระบบทำเอาผมเกือบจะหลุดยิ้มออกมาอย่างผู้ชนะ งานนี้เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวชัดๆ ได้ทั้งใกล้ชิดจีอา แถมยังได้ไอเทมมาอัปเกรดตัวเองอีก
ไม่นานหลังจากที่ผมปล่อยให้ความคิดฟุ้งซ่านไปไกล จองมินก็เอ่ยตอบคำถามของผมด้วยน้ำเสียงที่สุขุมขึ้น
“สิ่งที่บริษัทของคุณเตรียมไว้ให้ดีทุกอย่างแล้วค่ะ ทุกคนดูเป็นมืออาชีพมาก เพียงแต่ว่า...”
จองมินเงียบไปอึดใจหนึ่งเหมือนกำลังเลือกคำพูดที่เหมาะสม ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างตรงไปตรงมา
“ในเมื่อคุณเองก็มีความสามารถทั้งด้านการอารักขาและยังสื่อสารภาษาของเราได้คล่องแคล่ว... เราจึงคิดว่าการให้คุณรับหน้าที่ดูแลเราเพียงคนเดียวน่าจะสะดวกและคล่องตัวกว่าการใช้คนกลุ่มใหญ่ที่สื่อสารกันลำบากค่ะ”
น้ำเสียงจริงจังของจองมินตอกย้ำว่านี่ไม่ใช่เพียงแค่การขอความช่วยเหลือทั่วไป แต่มันคือการตัดสินใจที่ผ่านการคัดกรองมาอย่างดีแล้วว่า ผมคือตัวเลือกที่ตอบโจทย์พวกเธอที่สุดในตอนนี้
ผมเงียบไปเพียงไม่กี่วินาทีเพื่อรักษาระดับลมหายใจให้คงที่ ก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งที่เป็นการเป็นงานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อปกปิดความตื่นเต้นที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่ภายใน
“โดยส่วนตัวแล้ว ผมยินดีและเต็มใจที่จะรับหน้าที่ดูแลพวกคุณทั้งสองคนครับ...” ผมเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะอธิบายต่ออย่างตรงไปตรงมา “แต่ในทางปฏิบัติ ผมไม่สามารถตัดสินใจรับงานนอกเหนือคำสั่งเดิมด้วยตัวเองได้ครับ รบกวนคุณจองมินช่วยติดต่อกลับไปที่บริษัทของผมเพื่อแจ้งความประสงค์นี้โดยตรง หากทางบริษัทอนุมัติ ผมก็พร้อมจะเริ่มงานในฐานะบอดี้การ์ดและล่ามส่วนตัวให้พวกคุณทันทีครับ”
แม้ในใจจะอยากตอบตกลงใจจะขาด แต่การแสดงความเป็นมืออาชีพและยึดถือระเบียบของบริษัทในตอนนี้ จะยิ่งทำให้ผมดูน่าเชื่อถือและมีราคามากขึ้นในสายตาของจองมิน
หลังจากสิ้นสุดบทสนทนา จองมินก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมาอีก เธอเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อยแล้วก้มลงจัดการกับไอแพดในมือ ส่วนผมก็ทำหน้าที่ขับรถต่อไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบ
จนกระทั่งในที่สุด ผมก็ขับนำอัลพาร์ดคันงามเลี้ยวเข้ามายังโรงแรมหรูระดับห้าดาวใจกลางเมือง แสงไฟประดับประดาทางเข้านั้นดูตระการตา ผมมุ่งตรงไปยังลานจอดรถใต้ดินทันที
ขณะที่รถเคลื่อนที่ไปอย่างช้าๆ ในพื้นที่ที่แสงไฟค่อนข้างสลัว สายตาของผมคอยชำเลืองมองหาที่จอดรถส่วนตัวที่ถูกสำรองไว้ แต่ยังไม่ทันต้องเสียเวลานาน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนหนึ่งก็เดินออกมาจากมุมเสา พร้อมกับโบกสัญญาณไฟให้ผมเลี้ยวรถเข้าไปจอดในโซนวีไอพีที่กั้นพื้นที่ไว้เป็นพิเศษ
จังหวะนั้นเอง ในขณะที่รถจอดสนิท จองมินก็เงยหน้าขึ้นมาจากจอไอแพดแล้วมองสบตากับผมผ่านกระจกมองหลังด้วยแววตาที่ดูราบเรียบ
“คุณวายุคะ... ฉันได้ติดต่อกลับไปที่บริษัทของคุณเรียบร้อยแล้วค่ะ ทางนั้นตอบตกลงตามเงื่อนไขที่ฉันเสนอไปทุกประการ”
จองมินเงียบไปอึดใจหนึ่ง ราวกับต้องการจะรอดูการตอบสนองของผม แต่ไม่กี่วินาทีต่อมาเธอก็เสริมขึ้นมาเสียก่อนเหมือนอยากจะย้ำให้ผมแน่ใจ
“ทางบริษัทคุณไม่มีปัญหาอะไรเลยค่ะ... แล้วคุณล่ะคะ ว่าไง?”
“ผมก็เอาตามนั้นเลยครับ ในเมื่อทางบริษัทตกลงแล้ว ผมก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องระเบียบงานแล้ว” ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงสบายๆ
“ดีเลยค่ะ... แต่ต้องบอกก่อนนะว่าคุณอาจจะต้องอยู่กับพวกเราเกือบตลอดเวลาเลย คุณยังโอเคอยู่ไหมคะ?” จองมินเอ่ยถามพลางสังเกตปฏิกิริยาของผม เธอเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะยกยิ้มบางๆ แล้วรีบแก้ประโยคเมื่อครู่อย่างรวดเร็ว
“เอ่อ... ฉันพูดผิดค่ะ ความหมายคือคุณต้อง พร้อมตลอดเวลาต่างหาก โดยเฉพาะตอนที่เราเรียกหา”
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงครับ ผมพร้อมสแตนด์บายเสมอ” ผมตอบกลับด้วยความมั่นใจ
“โอเคค่ะ” จองมินตอบรับสั้นๆ พร้อมรอยยิ้มพึงพอใจ แต่ทว่าเพียงไม่กี่วินาทีต่อมา สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันราวกับเพิ่งนึกเรื่องสำคัญบางอย่างขึ้นมาได้
“ขอโทษนะคะ ฉันลืมเรื่องที่พักของคุณไปสนิทเลย ไม่ทราบว่าทางบริษัทได้เตรียมที่พักไว้ให้คุณด้วยไหมคะ? หรือว่าทางฉันต้องเป็นคนจัดการเรื่องห้องพักให้คุณเอง?”
ทันทีที่ได้ยินคำถาม ผมก็ตอบกลับไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด “ไม่ต้องไม่ต้องห่วงครับ ทางบริษัทได้เตรียมที่พักที่อยู่ใกล้กับโรงแรมนี้ไว้ให้ผมเรียบร้อยแล้วครับ”
หลังสิ้นสุดการสนทนา จองมินก็หันไปหาจีอาที่เผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้ เธอเอื้อมมือไปเขย่าไหล่เบาๆ เพื่อปลุกให้ตื่น
“จีอา... จีอาคะ ถึงโรงแรมแล้วค่ะ”
ไม่นานนัก จีอาก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงียเล็กน้อย มือเรียวขยี้ตาเบาๆ เหมือนเด็กที่เพิ่งตื่นนอน ท่าทางเก้งก้างและใบหน้าที่ยังดูง่วงงุนนั่นทำให้ผมที่แอบมองผ่านกระจกมองหลังอดไม่ได้ที่จะแอบยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู