ลงให้อ่านทุกวัน เวลา 18:00 น. [ส่วน E-BOOK มาวันที่ 09/05/68 ราคาเบา ๆ เพียง 59฿ เก็บเงินรอได้เลยนะคะ]
—————— ༻・ॐ・༺ ——————
บทที่ 11
ห้องประชุมเล็กในคณะยังคงเป็สถานที่เดิมที่เรานัดหมายกันเป็ประจำ เสียงพูดคุยจอแจของเพื่อน ๆ ในกลุ่มลอยอยู่รอบตัวเหมือนเคย แต่สำหรับฉัน…ทุกอย่างกลับดูเงียบงันเกินบรรยาย
ฉันนั่งอยู่มุมเดิมของโต๊ะวงรี ตรงข้ามกับโนวาผู้ชายที่ไม่พูดกับฉันเลยแม้แต่คำเดียวมาั้แ่เมื่อวาน
ไม่รู้ว่าเพราะฉันไปนั่งเงียบ ๆ ข้างเขาที่ศาลาริมคลอง หรือเพราะขนมปังแผ่นนั้นที่วางไว้ข้างกล้องของเขา แต่ั้แ่เรากลับมากรุงเทพฯ จนมาถึงวันนี้...เขาก็ยังไม่พูดกับฉันเลย
แม้จะนั่งอยู่ห่างกันไม่ถึงสองเมตร
แม้จะใช้โต๊ะตัวเดียวกันในห้องประชุม
แม้จะต้องคุยเื่โปรเจกต์เดียวกัน
เขาก็เลือกจะเงียบ
เสียงเคาะแป้นพิมพ์ดังสม่ำเสมอ ฉันก้มหน้าลงไปดูบทสัมภาษณ์ที่กำลังเรียบเรียงใหม่ แต่ทุกประโยคที่เขียนลงในเอกสารนั้น...ไม่มีสักคำที่ตรงกับสิ่งที่ใจฉันอยากพูด
อยากถามว่าเขาเป็อะไร
อยากบอกว่าเรากลับมาแล้วนะ
อยากจะยิ้มให้เขาอย่างที่เคยทำ
แต่เขาไม่มองมาเลย…แม้แต่ครั้งเดียว
นิ้วฉันหยุดอยู่เหนือคีย์บอร์ดในจังหวะหนึ่ง แล้วแอบเงยหน้าขึ้นชำเลืองเขาอย่างไม่ตั้งใจ แต่เขายังคงก้มหน้าทำงานอยู่เหมือนเดิม ท่าทางนิ่งเรียบแบบที่ฉันไม่เคยคุ้น
เหมือนมีบางอย่างในตัวเขา...ถูกเก็บซ่อนไว้หลังม่านหนาทึบ
ฉันไม่ได้้าให้เขาอารมณ์ดีเสมอ ไม่ได้อยากให้เขาแกล้ง หรืออ้อน หรือกวนเหมือนทุกวัน
แค่...อยากให้เขามองมาบ้างก็ยังดี
เสียงออมกับปีโป้หัวเราะกันเบา ๆ จากฝั่งตรงข้าม ทำให้บรรยากาศรอบโต๊ะยังพอมีสีสันอยู่บ้าง แต่สำหรับฉัน…เสียงเ่าั้กลายเป็เหมือนแบ็คกราวนด์ของหนังเงียบที่ฉันเป็ตัวเอกเพียงลำพัง
ฉันขยับตัวเล็กน้อย พยายามสูดหายใจเข้าลึก ๆ และตั้งใจกลับไปที่หน้าจอ
เหลือเวลาอีกไม่ถึง 48 ชั่วโมงก่อนกำหนดส่งโปรเจกต์วิดีโอ งานทั้งหมดที่ถ่ายทำมาทั้งทริป ต้องถูกตัดต่อ จัดเรียง บรรยาย และเช็กไฟล์ให้สมบูรณ์
ทุกคนกำลังเร่งมือให้ทันเวลา...รวมถึงฉันด้วย
แต่งานที่อยู่ตรงหน้ากลับไม่มีน้ำหนักพอจะกดทับความรู้สึกในอกให้เบาลงได้
ภาพเขาตอนนอนพิงเสาศาลาริมคลอง ยังกัดกินอยู่ในหัว
ภาพที่เขาหลับตาแน่น เหมือนหนีบางสิ่งอยู่ในใจ
ภาพที่ไม่มีคำพูด ไม่มีคำตอบ และไม่มีแม้แต่รอยยิ้ม
‘บางที...เขาอาจจะเบื่อฉันแล้วก็ได้’
ความคิดนั้นแล่นวาบเข้ามาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ฉันสะบัดหัวเล็กน้อย พยายามไล่มันออกจากหัวให้เร็วที่สุด
แต่ยิ่งพยายามหนี ก็เหมือนมันยิ่งตามมาซ้ำซ้อน
‘หรือว่าเขาแค่...เห็นฉันเป็ตัวถ่วง?’
ฉันเม้มปากแน่น พยายามปรับสีหน้าให้เป็ปกติแม้ข้างในจะร้อนรุ่ม
ถึงแม้เขาจะไม่พูดอะไร แต่การไม่พูด...บางทีมันก็เสียงดังเกินไป
เหมือนะโบางอย่างที่ฉันไม่เข้าใจออกมาด้วยความเงียบ
“ไบร์ท พรุ่งนี้ว่างไหมอะแก” ปีโป้เอนตัวมากระซิบถาม ฉันพยักหน้าอัตโนมัติ แม้จะไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าพรุ่งนี้ฉันว่างจริงไหม
“มีอะไรเหรอ” ฉันถามกลับเบา ๆ
“จะนัดดู rough cut [1] กันน่ะ เห็นว่าป่านจะตัดเบื้องต้นเสร็จแล้ว เดี๋ยวพวกเราค่อยช่วย fine tune [2] ”
“อ๋อ ได้” ฉันฝืนยิ้มตอบ แต่รู้ดีว่ารอยยิ้มที่มอบให้นั้นอ่อนแรงแค่ไหน
“ไบร์ทเป็ไรปะ่นี้ ดูเงียบ ๆ นะ” ออมถามบ้างจากฝั่งตรงข้าม ฉันรีบส่ายหน้าก่อนจะตอบ
“เปล๊าาา...นอนน้อยนิดหน่อย”
“อ่อ...งั้นแสดงว่านอนน้อยหลายวันแล้วล่ะ” ปีโป้แซวขำ ฉันหัวเราะตามไปนิด ๆ ก่อนจะก้มลงสนใจหน้าจออีกครั้ง
ฉันไม่อยากให้ใครรู้
ไม่อยากให้ใครเดาออกว่าเหตุผลที่ฉันเงียบไม่ใช่เพราะเหนื่อย...แต่เป็เพราะความเงียบของคนข้าง ๆ มันดังเกินไปต่างหาก
เสียงเก้าอี้เลื่อนเบา ๆ ทำให้ฉันเงยหน้าขึ้นโดยอัตโนมัติ
โนวาลุกขึ้นพอดี เขาหยิบโทรศัพท์กับโน้ตบุ๊กของตัวเองก่อนจะเดินออกจากห้องประชุมไปโดยไม่แม้แต่จะหันมามอง
ใจฉันสะดุดจังหวะไปวินาทีหนึ่ง
ไม่มีคำพูด
ไม่มีแม้แต่ประโยคสั้น ๆ ว่าไปก่อนนะ
ไม่มีแม้แต่...แววตาที่ส่งผ่านมา
ฉันกลืนก้อนบางอย่างลงคอ พยายามไม่คิดมาก
แต่ทำไมกันนะ...
แค่เขาไม่พูดกับฉัน มันถึงได้เหมือนโลกทั้งใบของฉันเงียบเกินจะทนแบบนี้
ฉันเดินเร็วออกมาจากห้องประชุมทันทีที่การสรุปงานสิ้นสุดลง ไม่รู้ว่าเพราะอึดอัด หรือแค่อยากหนีความเงียบที่กำลังกลืนกินหัวใจ
เสียงประตูปิดแ่เบาดังอยู่ข้างหลัง แต่ฉันไม่หันกลับไป ไม่แม้แต่จะเหลือบมองว่าใครยังอยู่ข้างในบ้าง
ขาเหมือนเดินไปเองโดยไม่ต้องสั่งการ พาฉันมาหยุดอยู่ตรงมุมตึกด้านหลังอาคารเรียน ใต้ร่มไม้ใหญ่ที่บังแสงแดดอ่อนของบ่ายวันนั้นไว้เกือบหมด
เงียบ...เงียบเกินไปเหมือนกับใจฉันตอนนี้
ฉันยืนพิงผนังตึก ความเย็นของผนังคอนกรีตไม่ได้ช่วยลดอุณหภูมิในอกให้ดีขึ้นเลยสักนิด
ขอบตาร้อนผ่าวโดยไม่รู้ตัวกระทั่งน้ำตาหยดแรกเริ่มไหลลงมาก่อนที่ฉันจะห้ามมันทัน
มันไม่ใช่ความเสียใจ
แต่มันเป็ความว่างเปล่าที่อัดแน่นจนแทบหายใจไม่ออกต่างหาก
โนวาไม่แม้แต่จะมองมาทางฉันเลยตลอดทั้งวัน
เขาเงียบเหมือนไม่ได้อยู่ตรงนั้น
ทั้งที่เรานั่งห่างกันไม่ถึงหนึ่งเมตร
ทั้งที่...ก่อนหน้านี้เขาเคยเป็คนที่อยู่ใกล้จนรู้สึกได้ทุกครั้งที่หายใจ
“หรือว่านายเบื่อฉันแล้วจริง ๆ”
ฉันพึมพำกับตัวเองเสียงเบา แค่เสียงกระซิบในลำคอที่มีเพียงฉันได้ยิน
แค่คิดว่านายอาจไม่้าให้ฉันอยู่ในโลกของนายอีกต่อไปแล้วมันก็เจ็บกว่าที่คิด
ฉันพยายามย้อนคิด
ว่าฉันพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า
หรือเผลอทำอะไรบางอย่างที่ไม่ควร
แต่ยิ่งคิด หัวใจก็ยิ่งหนัก
เพราะมันไม่มีคำตอบ
มีแต่ความเงียบของเขา กับความอ่อนไหวของฉันที่เอาแน่เอานอนไม่ได้
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากทางเดินด้านหลัง ฉันรีบปาดน้ำตา กลับมายืนนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่เมื่อหันกลับไป...ก็พบเพียงทางเดินว่างเปล่า
ไม่มีใคร
ไม่มีแม้แต่เงาของเขา
หัวใจฉันเหมือนจะพังลงอีกครั้ง
ทำไมแม้แต่ความหวังเล็ก ๆ ว่าเขาจะตามมาก็ยังไม่มีเลยล่ะ?
สายลมยามบ่ายพัดผ่านกลีบดอกเหลืองที่ร่วงหล่นจากต้นไม้ใหญ่ ฉันก้มมองมันตกลงข้างเท้า แล้วกลับมามองเงาของตัวเองที่ทอดยาวบนพื้น
“ฉันไม่อยากให้มันเป็แบบนี้เลย...”
เสียงสั่นเครือหลุดจากปาก ก่อนจะตามมาด้วยเสียงหายใจสะอื้นที่ไม่อาจกลั้นไว้ได้อีก
ฉันไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครมาก่อน
ไม่เคยรู้สึก ‘กลัวการเสียใครไป’ ขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต
และนั่นแหละ...
เป็ครั้งแรกที่ฉันยอมรับกับตัวเองตรง ๆ โดยไม่หลบสายตาเงาของตัวเองบนพื้นคอนกรีตว่า...
ฉันไม่อยากเสียโนวาไป
ไม่ใช่แค่เพื่อน
ไม่ใช่แค่คนร่วมโปรเจกต์
ไม่ใช่แค่คนที่ชอบกวนประสาทให้ฉันหัวร้อนเล่น
แต่เป็...เขา
เขาที่กลายเป็ความเงียบที่ฉันไม่อยากให้กลายเป็ถาวร
น้ำตาหยดใหม่ไหลลงมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ฉันไม่ปาดมัน
ฉันปล่อยมันไหล
เพราะมันคือความจริงที่ฉันไม่อยากซ่อนอีกต่อไป
บางทีฉันอาจจะช้าไป
บางที...นายอาจไม่คิดเหมือนกัน
แต่นับจากวันนี้ไป
ฉันจะไม่ปล่อยให้อะไรค้างคาในใจอีกแล้ว
ไม่ว่าจะเจ็บหรือไม่
แต่ฉันเลือกแล้วว่าจะไม่อยู่ในมุมเงียบ ๆ นี้
จะไม่ยอมให้คำว่าไม่กล้าพูด
พรากใครไปจากฉันอีกต่อไป
[1] Rough cut (รัฟคัต) : คือเวอร์ชันแรกของการตัดต่อวิดีโอแบบคร่าว ๆ ยังไม่ได้ใส่เอฟเฟกต์ เพลง หรือแก้สีภาพ แค่เอาฟุตเทจมาวางเรียงตามลำดับเนื้อเื่ก่อน เพื่อดูภาพรวมว่าเล่าเื่โอเคไหม
[2] Fine tune (ไฟน์จูน) : คือขั้นตอนการ “เก็บรายละเอียด” หลังจากได้รัฟคัตแล้ว เช่น ปรับเสียง ใส่เพลงหรือซาวด์เอฟเฟกต์ แก้แสงสี ลบจุดพลาด และทำให้วิดีโอดูเนียนสมบูรณ์ที่สุดก่อนส่งจริง