ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 185 รุ่นน้องที่น่าหวาดกลัว

ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 185  รุ่นน้องที่น่าหวาดกลัว



        ร่างสูงกว่าสองเมตรทะยานกลับขึ้นมา ในมือคว้าพลังงานวิญญาณสีฟ้าทั้งห้าดวงติดมือมาด้วยตามคำสั่งของผู้เป็นนาย


        [ผู้ใช้ประสบความสำเร็จในการกำจัดภัยร้ายต่อสมาชิกตระกูลอย่างสมบูรณ์ สำเร็จภารกิจต่อเนื่อง กำลังประมวลผลมอบของรางวัล...]


        จินจ้องมองซากศพร่างสูงเดินเข้ามาภายในมิติประดิษฐ์พร้อมกับดวงวิญญาณทั้งห้าในมือ เขาพยักหน้าพึงพอใจกับเสียงแจ้งเตือนของระบบและผลงานของซากศพร่างสูง


        ประตูมิติปิดลงตามความต้องการของร่างวิญญาณโปร่งแสง


        “ส่งมันมาให้ข้า” จินกระซิบคำเบาๆ ก่อนที่ร่างสูงด้านล่างหอคอยจะโยนก้อนพลังงานทั้งห้าขึ้นไป


        ร่างวิญญาณยกมือขึ้นดึงดูดดวงวิญญาณเหล่านั้นเข้ามาด้านในห้องควบคุม แม้ตอนนี้พลังของเขาจะค่อนข้างอ่อนแอแต่เมื่อเทียบกับดวงวิญญาณพวกนี้แล้วก็ยังแข็งแกร่งกว่ามาก และตราประทับบนดวงวิญญาณเหล่านี้ก็แทบจะไร้สิ้นปฏิกิริยาหลังจากจินปิดประตูมิติที่เชื่อมกับโลกภายนอก ไม่ว่าจะแง่มุมไหน วิญญาณทั้งห้าดวงก็ไม่มีสิทธิ์ต่อต้านจินได้แม้แต่น้อย


        ดวงวิญญาณทั้งห้าล้วนมีตราประทับฝังลงไปในดวงวิญญาณ มันเป็นศาสตร์อันลึกล้ำที่ทำให้สมาชิกจากสมาคมนักฆ่าหัวใจทมิฬไม่กล้าทรยศต่อองค์กร เพราะหากมันคิดคดทรยศหรือไม่ยอมปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับแล้วล่ะก็ พวกมันจะได้รู้ว่ายอมสู้จนตัวตายนั้นน่าอภิรมย์กว่าเป็นไหนๆ


        จริงๆ แล้วด้วยพลังของจินในปัจจุบัน เขาสามารถทำลายตราประทับพวกนี้ได้แล้ว


        แต่เนื่องจากที่นี่เป็นพื้นที่ปิด เป็นมิติส่วนตัวของจิน มันปิดกั้นทุกสิ่งจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง จินก็ไม่จำเป็นต้องกลัวว่าดวงวิญญาณเหล่านี้จะถูกดึงตัวกลับไปยังสถานที่ที่พวกมันจากมา จึงไม่เห็นเหตุผลที่จำเป็นจะต้องเปลืองแรงในการทำลายตราประทับพวกนี้ทิ้ง เพราะอย่างไรพวกมันก็จะถูกกักขังที่นี่จนกว่าพลังงานของพวกมันจะแห้งเหือดอยู่ดี


        แม้เมื่อเทียบกับผู้ฝึกฝนในศาสตร์วิญญาณอย่างจินแล้ว พลังงานวิญญาณพวกนี้จะอ่อนแอไปบ้าง แต่อย่างไรพวกมันก็เป็นถึงดวงวิญญาณของอเวกระดับที่แปดและระดับที่เก้า หากจินสามารถดูดกลืนพวกมันทั้งหมดเข้าไป เวลาที่เขาใช้เพื่อฟื้นฟูพลังวิญญาณกลับมาน่าจะสั้นลงกว่าเดิมมาก จากที่ต้องใช้เวลาเป็นเดือน อาจจะเหลือเพียงไม่ถึงครึ่งเดือนก็เป็นได้


        จินจับดวงวิญญาณทั้งห้าตรึงไว้ภายในห้องควบคุมชั้นบนสุดของหอคอยสีทอง เขาจะเก็บพวกมันไว้เป็นแหล่งพลังงานสำหรับฟื้นฟูร่างวิญญาณในภายหลัง


        จากนั้นมิติประดิษฐ์ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวกลับไปหาขบวนทหารเกณฑ์จากเมือง B-24 ที่กำลังเดินทางไปรวมกับกองทัพส่วนกลางของเขต B


        …


        ซากศพชุดทองซุกซ่อนตัวกลมกลืนไปกับธรรมชาติรอบด้าน แอบเฝ้าติดตามกลุ่มคนนับสิบที่อยู่ห่างออกไปโดยไม่ให้ใครรู้ตัว ด้วยสภาพร่างศพของมันและระดับพลังที่สูง จึงสามารถซ่อนตัวได้โดยที่กลุ่มคนด้านหน้าไม่สามารถตรวจจับถึงการมีอยู่ของมันได้เลย


        ในตอนนั้นเอง ขณะที่ร่างซีดขาวกำลังเฝ้าติดตามสมาชิกตระกูลพีไรซ์ จู่ๆ มันก็หยุดชะงักและหันไปมองด้านข้าง


        รอยแยกมิติเล็กๆ ขยายขนาดจนใหญ่ขึ้นอย่างช้าๆ ไม่นานประตูมิติที่สูงมากกว่าสองเมตรก็ปรากฏขึ้นที่ด้านข้างของซากศพในชุดสีทอง


        กลิ่นอายที่คุ้นเคยไหลออกมาจากภายใน การเชื่อมต่อที่หายไปนานกลับมาอีกครั้ง ซากศพของผู้อาวุโสสูงสุดตระกูลหวงหลงรู้ได้ทันทีว่าผู้ที่อยู่ด้านหลังประตูนั้นคือผู้ใด มันรีบโค้งตัวทำความเคารพโดยพลัน


        “อืม ครั้งนี้เจ้าทำงานได้ดีมาก จงดูดกลืนพลังหยินจากดวงวิญญาณนั้นต่อไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะหมดฤทธิ์ ข้าไม่อนุญาตให้ปล่อยมันกลับไป ไม่เช่นนั้นจะต้องเกิดเรื่องยุ่งกับตระกูลพีไรซ์อย่างแน่นอน” เสียงชายหนุ่มดังลอดออกมาจากประตูมิติสีดำ และเจ้าของเสียงก็ยังคงพูดต่อไป


        “และหลังจากนี้ เจ้าจงละทิ้งชื่อเก่าของเจ้าไปซะ ถึงแม้เจ้าจะจดจำมันไม่ได้แล้วก็ตาม... ชื่อใหม่ที่จะใช้แทนตัวเจ้านับจากนี้ไปคือ 'หวงเลี่ยง' จงจำไว้ให้แม่น มันจะเป็นชื่อของเจ้าตลอดช่วงชีวิตใหม่นี้!”


        เมื่อได้ฟังคำกล่าวของผู้ที่อยู่ด้านหลังประตู ร่างซีดขาวในชุดสีทองก็ค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งคุกเข่า น้อมรับชื่อใหม่ของมันด้วยความเคารพ


        “เป็นความกรุณา...อย่างยิ่ง นายท่าน” เสียงแหบพร่าดังออกมาจากลำคอของซากศพร่างซีด


        จินจ้องมองภาพนั้นโดยไม่ได้ตอบสนองอะไรไปพักใหญ่ ดูเหมือนว่านับวันสติปัญญาของซากศพเดินได้จะดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่ดี หมายความว่าเขาสามารถออกคำสั่งที่ซับซ้อนแก่มันได้ในอนาคต


        ร่างวิญญาณโปร่งแสงหันไปมองร่างสูงด้านข้างด้วยสายตาคาดหวัง ตอนนี้ศพเดินได้อีกตัวที่เขาได้มาจากต่างมิตินั้นยังคงเถรตรงอย่างยิ่ง ไม่มีความซับซ้อนในการกระทำ ปฏิบัติตามคำสั่งที่บอกราวกับเครื่องจักรไร้ชีวิตจิตใจ


        จะบอกว่าเป็นเรื่องดีไหม...มันก็ดี เพราะพลังที่อีกฝ่ายสามารถปลดปล่อยออกมานั้นรุนแรงมากจนกดขี่สิ่งมีชีวิตทุกอย่างบนโลกมนุษย์ได้เกือบหมด ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการที่ซับซ้อนแต่อย่างใด แต่หากในอนาคตมันจำเป็นต้องปะทะกับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่านี้ มีเล่ห์เหลี่ยมกว่านี้...การใช้พลังอำนาจที่เหนือกว่าอย่างสิ้นเชิงเข้าข่มอาจจะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป


        จินคาดหวังว่าศพร่างสูงจะพัฒนาสติปัญญาให้ดีขึ้นได้เหมือนหวงเลี่ยง ไม่เช่นนั้นในอนาคตต่อจากนี้ การต่อสู้แต่ละครั้งคงจะลำบากขึ้นเรื่อยๆ ต่อให้แข็งแกร่งแค่ไหนก็ต้องพ่ายแพ้เข้าสักวัน


        ชายหนุ่มยืนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกให้หวงเลี่ยงลุกขึ้นยืน


        “ที่ข้ามาในวันนี้เพราะมีเรื่องมาแจ้งและไหว้วานเจ้าสักหน่อย” จินหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “วันนี้พวกเรามีสมาชิกใหม่ เขาจะกลายมาเป็นเพื่อนร่วมงานของเจ้าในครั้งนี้ ทำหน้าที่เดียวกันกับเจ้า เพียงแต่ว่า หากสมาชิกตระกูลพีไรซ์ถูกจับแยกออกจากกันภายในกองทัพ มันจะรับหน้าที่ติดตามกลุ่มสมาชิกที่แข็งแกร่งที่สุดไป ส่วนเจ้ามีหน้าที่ดูแลคนที่เหลือ”


        “หรือหากสมาชิกตระกูลพีไรซ์ถูกกระจายกันออกไปหลายกลุ่ม ข้าจะยกหน้าที่การตัดสินใจไว้กับเจ้า เจ้าสามารถออกคำสั่งอย่างไรกับเพื่อนใหม่ของเราก็ได้ตามที่เจ้าเห็นสมควร แล้วก็ฝากเจ้าดูแลและคอยสอนสิ่งต่างๆ ให้กับเพื่อนใหม่ผู้นี้ด้วย มันยังไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวเท่าไหร่นัก” น้ำเสียงของจินดูสดใส ก่อนจะหันไปมองชายผิวคล้ำด้านข้างของตนเอง


        “ไปเถอะสไปร์ เจ้าจงติดตามหวงเลี่ยงและเชื่อฟังคำสั่งรุ่นพี่ของเจ้าให้ดีๆ แม้หวงเลี่ยงจะไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนกับเจ้า แต่ความแข็งแกร่งหาใช่ทุกสิ่งไม่ เขามีประสบการณ์มากกว่าเจ้า หวังว่าเจ้าจะเรียนรู้อะไรได้บ้างจากภารกิจในครั้งนี้” จินพูดกับอีกฝ่าย พร้อมทั้งส่งกระแสจิตสื่อสารไปด้วย ทำเช่นนี้จะช่วยให้อีกฝ่ายสามารถเรียนรู้ภาษาของมนุษย์ได้เร็วมากยิ่งขึ้น


        ร่างสูงสองเมตรพยักหน้ารับคำสั่งของชายหนุ่ม ก่อนที่มันจะค่อยๆ ก้าวเดินออกประตูมิติไป


        ตึก ตึก ตึก


        ช่วงขาคู่ยาวก้าวพ้นออกจากประตูมิติสีดำสนิท แล้วจึงก้าวต่อไป ทีละก้าวๆ 


        กึกๆ กึกๆ กึกๆ


        เสียงย่ำเท้าของร่างสูงส่งเสียงเป็นจังหวะสะท้อนคลอเคล้าไปกับเสียงฟันกระทบกันของร่างในชุดทองที่อยู่ด้านนอก


        หวงเลี่ยงหรือซากศพชุดทองค่อยๆ แหงนหน้ามองร่างสูงที่เดินออกมาพ้นประตูมิติเต็มตัว กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างตรงหน้าช่างน่าสะพรึงกลัวและชวนขนลุกเสียยิ่งกว่าตัวมันเองเสียอีกแม้ว่าทั้งคู่จะเป็นซากศพที่ฟื้นชีพขึ้นมาไม่ต่างกัน


        ใบหน้าคมสัน กับผิวคล้ำออกม่วงไร้เลือดฝาดส่งเสริมให้เจ้าของใบหน้าดูน่าเกรงขามและน่าหวาดกลัวไปในเวลาเดียวกัน


        ดีที่นั่นคือทั้งหมด มันปรากฏลักษณะความเป็นซากศพออกมาแค่โทนผิวเท่านั้น หากมีบาดแผลช้ำเลือดช้ำหนองด้วยคงจะสยดสยองน่าดู


        ร่างในชุดสีทองยืนตัวเกร็งแหงนหน้ามองร่างสูงด้วยความประหม่า ไอพลังของฝ่ายตรงข้ามสะกดข่มอดีตผู้อาวุโสสูงสุดแห่งตระกูลหวงหลงได้อย่างสิ้นเชิง ภายในใจของมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดจะเปรียบ


        สายตาของซากศพชุดทองมองสลับระหว่างร่างสูงตรงหน้ากับประตูมิติเบื้องหลัง ดูเหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นจะเหนือความคาดหมายเกินไปหน่อย


        'นายท่านต้องการให้ข้าดูแลไอ้ยักษ์นี่เนี่ยนะ!? ถ้าข้าเผลอทำอะไรให้มันไม่พอใจ มันจะมิฟาดข้าจนตายหรอกรึ?' ซากศพชุดทองอดคิดสภาพการตายของตนเองขึ้นมาไม่ได้ แม้มันจะตายมาแล้วก็ตาม


        หวงเลี่ยงจ้องมองจนแน่ใจว่าตัวตนทรงพลังตรงหน้านี้ก็เป็นข้ารับใช้ของเจ้านายเช่นเดียวกัน แต่ภายในใจก็ยังประหวั่นพรั่งพรึงไม่น้อย ร่างสูงกว่าสองเมตรที่ยืนอยู่หน้าประตูมิตินั้นแข็งแกร่งมาก เพียงแค่กลิ่นอายอย่างเดียวก็ทำให้ซากศพชุดทองตัวสั่นงันงกแล้ว


        ซากศพในชุดสีทองพยายามควบคุมขากรรไกรให้นิ่ง และฝืนร่างอันสั่นเทาให้ยืดตัวตั้งตรง ร่างของมันเล็กกว่าอีกฝ่ายมาก มันจึงต้องสร้างความมั่นใจให้ตัวเองให้ได้มากที่สุด อย่างไรมันก็เป็นผู้ที่มาก่อน ถือว่าเป็นรุ่นพี่ จะมาตื่นกลัวเพียงเพราะพลังของอีกฝ่ายไม่ได้!


        “อะ..อืม...หลังจากนี้ จะ...เจ้า...จะอยู่ในการดูแลของข้า!” หวงเลี่ยงแทบอยากจะตบปากของตนเองที่มันสั่นไม่หยุด แต่อีกใจก็รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น อย่างน้อยมันก็พูดจนจบประโยคได้ ไม่งั้นคงจะเสียหน้าหนักกว่านี้


        “ฮืมม” ร่างสูงส่งเสียงครางต่ำในลำคอพร้อมกับพ่นลมหายใจออกมา ก่อนจะผงกหัวให้กับชายชราชุดทองที่ยืนอยู่ตรงหน้า สีหน้าของมันไร้อารมณ์อย่างสิ้นเชิง ราวกับไม่ได้สนใจท่าทางน่าอับอายของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย


        เมื่อเห็นเช่นนี้ ซากศพชุดทองก็เบาใจ อย่างน้อยเจ้าศพร่างสูงนี่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ดูถูกตัวมัน ที่อีกฝ่ายปล่อยพลังงานอันน่าสะพรึงกลัวออกมาในตอนแรกก็ไม่ใช่ต้องการจะข่มขู่หวงเลี่ยงแต่ประการใด เพียงแต่มันแทบจะไร้สามัญสำนึกตามปกติ เก็บซ่อนกลิ่นอายไว้กับตัวยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ เป็นจำพวกที่ใช้เป็นแต่กำลังเท่านั้น


        ซากศพชุดทองเริ่มคิดว่าที่ต้องรีบทำเหนือสิ่งอื่นใดคือเขาจะต้องสอนอีกให้ฝ่ายรู้จักควบคุมไอพลังของตนเอง ไม่ให้ปลดปล่อยออกจากร่างตลอดเวลาเช่นนี้ ไม่เช่นนั้นผู้คนคงจะหนีกระเจิงกันไปหมด ไม่สามารถทำภารกิจแอบปกป้องสมาชิกตระกูลพีไรซ์อยู่ห่างๆ ได้อย่างแน่นอน


        เมื่อคิดได้ดังนั้นศพร่างซีดก็ฉีกยิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มที่ดูแข็งกระด้างเล็กน้อย ตอนนี้มันรู้สึกว่าอย่างน้อยตนเองก็มีเรื่องที่เหนือกว่าอีกฝ่ายบ้างแล้ว และพร้อมที่จะเป็นลูกพี่ได้อย่างเต็มภาคภูมิ


        จินที่เห็นทั้งสองฝ่ายมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันบ้างแล้วก็พูดขึ้นมา


        “เอาล่ะ ข้าได้ส่งมอบภารกิจให้กับพวกเจ้าเรียบร้อยแล้ว หวังว่าพวกเจ้าจะพาลูกหลานข้ากลับมาได้โดยปลอดภัยนะ จงไปเถอะ” เสียงของจินดังลอดมาจากด้านหลังประตูมิติ


        ซากศพทั้งสองร่างที่กำลังจ้องหน้ากัน พลันหันขวับกลับไปที่บานประตู ก่อนจะค่อยๆ โค้งคำนับ


        “รับคำสั่ง นายท่าน” เสียงแหบพร่าของหวงเลี่ยงดังแว่วขึ้นมาก่อน


        “ร้าบ...สั่ง นาท่าน...” ก่อนน้ำเสียงที่ฟังดูดุดันดังขึ้นตามมาทีหลัง เพียงแต่ว่าวิธีการพูดที่ราวกับเด็กน้อยนั้นสร้างความน่าขบขันไม่เบา


        จินที่อยู่ด้านหลังประตูมิติเกือบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ ดีที่ยั้งตัวเองได้ทัน


        อย่างน้อยมันก็มีพัฒนาการ ดีแล้วที่ฝากฝังมันไว้กับหวงเลี่ยง จินคิด


        “อืม” การตอบรับสั้นๆ ดังมาจากร่างวิญญาณ ก่อนที่ประตูมิติจะปิดตัวลง

คล้ายกับเรื่องระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ ที่คุณอ่าน