ทัศนียภาพเบื้องหน้าค่อยๆบิดเบือนและเลือนหายไป...
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งเซียวเยี่ยก็ได้กลับมายืนอยู่ ณโถงเปลี่ยนอาชีพที่ตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตาแห่งนั้นอีกครั้งหนึ่ง
แสงเรืองรองจากค่ายกลเคลื่อนย้ายใต้ฝ่าเท้าค่อยๆดับวูบลงมีเพียงปุโรหิตศักดิ์สิทธิ์ที่มีสีหน้าเคร่งขรึมเป็นิจผู้นั้นที่พยักหน้าให้เซียวเยี่ยเบาๆ“ยินดีด้วย! นายได้เสร็จสิ้นพิธีเลื่อนระดับอาชีพแล้ว”
เซียวเยี่ยหันกลับไปมองพลันเห็นแถบคุณสมบัติเสริมปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของปุโรหิตศักดิ์สิทธิ์
[อาชีพ: ปุโรหิตศักดิ์สิทธิ์]
[ระดับ: 150]
[คุณสมบัติเสริมพร์: ผู้รับใช้ทวยเทพ (ระดับ S)]
[ผู้รับใช้ทวยเทพ: ผู้ศรัทธาที่ซื่อสัตย์ซึ่งได้รับเลือกจากเทพเ้าเป็ตัวกลางสำคัญในการสื่อสารกับทวยเทพ และเป็ผู้ที่ได้รับความเมตตาจากทวยเทพ]
..........
นี่คือผลจากทักษะเนตรทะลวงมายาของเขานั่นเอง!
หัวใจของเซียวเยี่ยเต้นระทึกแต่สีหน้ายังคงเรียบเฉยขณะทำความเคารพปุโรหิตศักดิ์สิทธิ์ตามมารยาท
ไม่นึกเลยว่าเนตรทะลวงมายาของเขาจะสามารถมองทะลุค่าสถานะและคุณสมบัติเสริมของปุโรหิตศักดิ์สิทธิ์ที่มีระดับสูงถึง150ได้!
สมกับที่เป็คุณสมบัติเสริมระดับSSSมันสามารถลบความต่างจากแรงกดดันของระดับที่มองไม่เห็นได้โดยสิ้นเชิง
ในระหว่างที่เขากำลังครุ่นคิดเ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลคนหนึ่งในโถงเปลี่ยนอาชีพก็เดินยิ้มแย้มตรงเข้ามาจับมือกับเซียวเยี่ย“ยินดีด้วยนะ! นักเรียนเซียวเยี่ยนายเป็ผู้ตื่นรู้คนแรกในรุ่นนี้ของเมืองซ่างจิงที่ทำภารกิจจุติครั้งที่ 1 ได้สำเร็จ!”
แม้แสงไฟในตอนนี้จะไม่สว่างนักแต่เซียวเยี่ยก็มองเห็นชื่อบนบัตรพนักงานของเ้าหน้าที่คนนี้ได้อย่างชัดเจน
[ชื่อ: หวังซง]
[ตำแหน่ง: เ้าหน้าที่บันทึกการเปลี่ยนอาชีพ]
เ้าหน้าที่ที่ชื่อหวังซงคนนี้ดูจะตื่นเต้นยิ่งกว่าตัวเซียวเยี่ยเสียอีกเขาเขย่ามือเซียวเยี่ยพลางกล่าวว่า “ไม่นึกเลยว่าจะพบบุคคลที่จุติครั้งที่1 ได้รวดเร็วขนาดนี้!อนาคตของนักเรียนเซียวเยี่ยช่างไร้ขีดจำกัดจริงๆ!”
เมื่อต้องเผชิญกับท่าทีที่กระตือรือร้นราวกับเปลวเพลิงของหวังซงเซียวเยี่ยก็ได้แต่พยักหน้าพลางตอบรับไปตามมารยาท
เมื่อหวังซงรู้สึกตัวว่าตนเองแสดงท่าทีตื่นตูมเกินไปก็เกาหัวแก้เก้อ“ขอโทษทีนะ ปีนี้เป็ปีแรกที่ผมมาประจำการที่โถงเปลี่ยนอาชีพเลยตื่นเต้นไปหน่อย...”
“จริงด้วยนายรู้ไหมว่าปีนี้ทางการเมืองซ่างจิงมีรางวัลพิเศษมอบให้กับผู้เปลี่ยนอาชีพ 30อันดับแรกที่จุติครั้งที่ 1 ได้ก่อนใคร...”
หวังซงยังพูดไม่ทันจบเสียงจากอุปกรณ์สื่อสารข้างหูก็ดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อนเป็เสียงของหัวหน้าหลิวซึ่งเป็ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของเขาเอง
มีเสียงกระซิบตอบโต้ในอุปกรณ์สื่อสารสองสามประโยคจากนั้นสีหน้าของหวังซงก็เปลี่ยนเป็ตกตะลึงและแปลกประหลาดเขาพิจารณาเซียวเยี่ยตรงหน้าอีกครั้งอย่างละเอียดลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยอย่างช่วยไม่ได้ว่า “ขอโทษทีนะเซียวเยี่ย!”
“นายไปก่อนได้เลย ส่วนเื่รางวัลนั้น... พวกเราจะแจ้งให้ทราบในภายหลังนะ”
เซียวเยี่ยััได้ถึงความผิดปกติในน้ำเสียงของเขา
แต่เขาก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจเปลี่ยนเป็หมุนตัวเดินออกจากโถงเปลี่ยนอาชีพเพื่อไปตามนัดที่หอหวนเมฆา
..........
หลังจากออกจากโถงเปลี่ยนอาชีพตลอดเส้นทางมีผู้คนสัญจรไปมาขวักไขว่ในที่สุดเซียวเยี่ยก็ทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว เปิดใช้งานเนตรทะลวงมายาคุณสมบัติเสริมพร์ที่ติดตัวผู้คนที่เดินผ่านไปมาปรากฏสู่สายตาของเขาอย่างชัดเจนไม่มีตกหล่น
[ปราการเหล็ก (ระดับ C)]
[มองทะลุ (ระดับ C)]
[แม่นยำ (ระดับ D)]
[ก้าวย่างวายุ (ระดับ B)]
[ธาตุอัคคี (ระดับ D)]
..........
คุณสมบัติเสริมแปลกประหลาดนานาชนิดปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของแต่ละคนในเวลานี้เซียวเยี่ยพบว่าคุณสมบัติเสริมส่วนใหญ่ของผู้คนเหล่านี้มักจะต่ำกว่าระดับBแม้แต่ระดับ A ก็หาได้ยากยิ่งไม่ต้องพูดถึงระดับ S เลย
เพราะในโลกใบนี้ส่วนใหญ่แล้วจะเป็ผู้ตื่นรู้อาชีพระดับ B และ Cส่วนผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของพีระมิดย่อมมีเพียงหยิบมือเดียว
เมื่อท้องถนนเริ่มคึกคักมากขึ้นเซียวเยี่ยก็เดินมาถึงใจกลางเขตเมือง นี่คือย่านที่รุ่งเรืองที่สุดของเมืองซ่างจิงทั้งโรงประมูล สมาคมจ้างวานส่วนบุคคล คลับหรูหรา... ล้วนกระจุกตัวอยู่ที่นี่
ที่นี่คือสรวง์ของเหล่าเศรษฐี!
และสถานที่ที่มีชื่อเสียงรวมถึงหรูหราที่สุดก็คือหอหวนเมฆาที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางย่านนี้
เมฆาเร้นลึกไม่อาจหยั่งถึงหอหวนเมฆาแห่งเมืองซ่างจิง!
หอหวนเมฆาแห่งนี้คือภัตตาคารที่ยอดเยี่ยมที่สุดในเมืองซ่างจิงมื้อหนึ่งจ่ายเพียงไม่กี่พันเหรียญัถือเป็แค่ราคาเริ่มต้นขั้นต่ำเท่านั้น
ที่นี่ไม่มีอะไรที่คุณกินไม่ได้มีเพียงสิ่งที่คุณคิดไม่ถึงเท่านั้น
แม้จะเป็อาหารเลิศรสที่หายากหรือแปลกประหลาดเพียงใดก็ไม่อาจเล็ดลอดไปจากแหล่งวัตถุดิบอันลึกลับของหอหวนเมฆาแห่งนี้ได้
“อย่างมากก็เลี้ยงแม่สาวน้อยคนนั้นสักพันหนึ่งก็แล้วกัน...”
เซียวเยี่ยพึมพำกับตัวเองในใจนี่เป็ครั้งแรกที่เขามาที่หอหวนเมฆาเหมือนกัน แต่ในเมื่อรับปากกู้ซืออวี่ไว้แล้วคำสัญญาก็ต้องเป็คำสัญญา
แม้หอหวนเมฆาจะราคาแพงหูฉี่และหรูหราแต่มันก็คุ้มค่ากับราคาทุกเหรียญที่จ่ายไป
ทันทีที่เซียวเยี่ยก้าวเข้าประตูพนักงานต้อนรับที่กระตือรือร้นและสุภาพก็เดินเข้ามาต้อนรับ“คุณผู้ชายคะ ไม่ทราบว่ามากี่ท่านคะ?”
พนักงานของหอหวนเมฆาทุกคนสวมชุดกี่เพ้ารูปร่างอรชรและกิริยามารยาทเพียบพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้าทำให้แขกรู้สึกเหมือนได้รับการต้อนรับกลับบ้าน
“สองที่ครับ รบกวนหาที่นั่งที่ค่อนข้างเงียบให้หน่อย”
เซียวเยี่ยพยักหน้าตอบไม่นานเขาก็ถูกนำไปยังโต๊ะริมหน้าต่าง หอหวนเมฆาตั้งอยู่ใจกลางเมืองซ่างจิงดังนั้นตำแหน่งริมหน้าต่างของทุกชั้นจึงเป็จุดชมทัศนียภาพที่ยอดเยี่ยมที่สุด!
ยามนี้ฟ้าเริ่มมืดแล้วบ้านเรือนในเมืองซ่างจิงเริ่มเปิดไฟสว่างไสว เมื่อมองจากที่สูงลงไปจึงราวกับกำลังทอดสายตามองทางช้างเผือกที่เปล่งประกายเจิดจรัส
[หอหวนเมฆา ชั้น 11]
เซียวเยี่ยส่งข้อความผ่านอุปกรณ์สื่อสารไปหากู้ซืออวี่เพียงไม่กี่วินาทีก็ได้รับข้อความตอบกลับ
[รับทราบ! ฉันก็เปลี่ยนอาชีพเสร็จแล้วเหมือนกัน! กำลังไปเดี๋ยวนี้แหละคิกๆ...]
เด็กคนนี้อารมณ์ดีตลอดทางตามที่กู้ซืออวี่บอกมา เดิมทีเธอคิดว่าด้วยกำลังของเธอเพียงลำพังการจะหาใบรับรองเปลี่ยนอาชีพคงเป็เื่ยากลำบากแสนสาหัส ยิ่งการติด 30อันดับแรกของผู้เปลี่ยนอาชีพในรุ่นนี้ของเมืองซ่างจิงยิ่งไม่ต้องพูดถึงและไม่กล้าแม้แต่จะฝัน!
แต่ใครจะคิดว่าวันนี้จะมีโชคดีในคราวเคราะห์จนได้ใบรับรองเปลี่ยนอาชีพมาครองรวดเร็วขนาดนี้
ในตอนที่กู้ซืออวี่ยังมาไม่ถึงที่นั่งฝั่งตรงข้ามของเซียวเยี่ยจึงยังว่างเปล่า
เขากวาดสายตาไปข้างหน้าตามสัญชาตญาณพลันเห็นโต๊ะที่อยู่ติดกันซึ่งเดิมทีมีคนนั่งอยู่สองคนแต่ชายหนุ่มคนหนึ่งในนั้นเพิ่งเช็กบิลและเดินจากไปอย่างเร่งรีบ
เหลือเพียงชายวัยกลางคนในชุดสูทเก่าๆเพียงลำพัง เขานั่งดื่มเหล้าพลางเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง
เงาร่างสูงใหญ่นั้นดูอ้างว้างโดดเดี่ยวแต่แววตากลับดุดันราวกับหมาป่าเฒ่าในยามปัจฉิมวัย!
ชายผู้นี้คือคุณอาฉินหากจะกล่าวไปก็น่าขำนักเขาหลงระเริงว่าตนเองเคยผงาดง้ำค้ำฟ้าในเมืองซ่างจิงมาครึ่งค่อนชีวิตทว่าหอหวนเมฆาที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองซ่างจิงแห่งนี้เขากลับเพิ่งเคยมาเป็ครั้งที่สองในชีวิต
ครั้งแรกนั้นคือเมื่อ 30 ปีก่อนในตอนที่เขาเริ่มสร้างชื่อและถูกตาต้องใจสมาคมเป่าลี่กรุ๊ป
ในตอนนั้นฉินซานรู้สึกว่าตนเองเป็เยาวชนที่ประสบความสำเร็จลำพองใจและฮึกเหิมยิ่งนักไฉนเลยจะคาดคิดว่าในวันนี้ตนเองจะต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้?
เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นแสงไฟระยิบระยับราวกับดาราจักร ทัศนียภาพนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาเคยเห็นเมื่อ 30ปีก่อนอีกต่อไปแล้ว...
คุณอาฉินยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดในตอนนี้ใจของเขาไม่ได้จดจ่ออยู่กับเื่ที่ว่าตนเองตกต่ำลงมาถึงจุดนี้ได้อย่างไรอีกต่อไปสำหรับคนที่คลุกคลีอยู่ในวงการนักเลงมาครึ่งค่อนชีวิตอย่างเขาปัญหาทุกอย่างสรุปได้เพียงคำเดียว คือฝีมือสู้คนอื่นไม่ได้เท่านั้นเอง
คุณอาฉินหันหน้ากลับมาพลันสบตากับเซียวเยี่ยที่อยู่อีกโต๊ะหนึ่งพอดีเซียวเยี่ยยกถ้วยน้ำชาขึ้นแทนเหล้าแล้วชูขึ้นแต่ไกล แม้จะเป็คนแปลกหน้าแต่เซียวเยี่ยกลับมีความรู้สึกเลื่อมใสในตัวชายวัยกลางคนผู้นี้อย่างประหลาด
คุณอาฉินยกแก้วขึ้นตอบรับเช่นกันจากแววตาของเด็กหนุ่มแปลกหน้าคนนี้ เขามองเห็นแววตาที่ดุจดั่งราชสีห์ซึ่งเป็แววตาที่แม้แต่เขายังรู้สึกยำเกรง!
ชั่วพริบตานั้นคุณอาฉินพลันรู้สึกว่าบางทีคำพูดของนายหญิงอาจจะถูก เขาแก่แล้วจริงๆคลื่นลูกใหม่ย่อมซัดสาดแทนที่คลื่นลูกเก่าเป็ธรรมดา