หลัวเซียนยังคงยืนอยู่ที่เดิมปล่อยตัวตามสบาย คล้ายกำลังยืนชมจันทร์ในสวนหลังบ้านตนเอง สายตาดำขลับของหลัวเซียนมองไปยังเฉิงหลิงเซียวกำลังมองมา กล่าวว่า
“ข้าเป็ผู้าุโจะต่อให้เ้าสามกระบวนท่า เ้างัดกระบวนท่าออกมาได้อย่างเต็มที่ ข้าจะไม่โต้ตอบแม้แต่น้อย”
น้ำเสียงของหลัวเซียนที่ไม่ว่าฟังอย่างไรก็ยังคงเป็เด็กแต่กลับพูดจาวางท่าเป็ผู้าุโยิ่งทำให้เฉิงหลิงเซียวเืลมเดือดดาลอยู่ภายใน เฉิงหลิงเซียวกัดฟันตอบรับ
“เช่นนั้นผู้เยาว์ ไม่เกรงใจแล้ว”
ขาดคำเฉิงหลิงเซียวก็ทะยานออกจากที่ที่ยืนอยู่ก่อน ใช้ออกด้วยเพลงฝ่ามือในกระบวนท่าคว้าจับัซึ่งเป็วิชาฝีมือที่สร้างชื่อให้กับประมุขพรรคกระยาจกมารุ่นต่อรุ่น เฉิงหลิงเซียวเป็ศิษย์คาดเชือกสี่ปม เพราะมีความดีความชอบจึงได้รับการถ่ายทอดท่าคว้าจับนี้มาสามกระบวนท่า ท่าคว้าจับัมีอยู่ยี่สิบแปดกระบวนท่า นับเป็ท่าฝ่ามืออันดับหนึ่งไม่มีสองในยุทธภพ แต่หลัวเซียนเคยประมือกับประมุขพรรคกระยาจกรุ่นก่อน ท่าฝ่ามือนี้แม้ร้ายกาจแต่หากใช้ออกโดยศิษย์คาดเชือกสี่ปมทั้งยังเรียนรู้ได้เพียงสามกระบวนท่า หลัวเซียนยังไม่เห็นอยู่ในสายตา
ท่าฝ่ามือมาพร้อมกับกระแสลมที่รุนแรง ท่าที่เฉิงหลิงเซียวใช้ออกเป็กระบวนท่าแรกในยี่สิบแปดท่าคว้าจับ เรียกว่าัมุ่งกลางใจ สมกับชื่อกระบวนท่า ฝ่ามือนี้มุ่งไปที่หน้าอกของหลัวเซียน แต่หลัวเซียนสูงยังไม่ถึงหน้าอกของผู้ใหญ่ที่โตเต็มวัย ท่าฝ่ามือนี้จึงต้องกดต่ำลงกว่าปกติเพื่อให้สอดคล้องกับความสูงระดับหน้าอกของหลัวเซียน
หลัวเซียนลอบยิ้ม เพราะผ้าที่ปกปิดหน้าตาไปเกือบทั้งหมด ทำให้ไม่มีใครมองเห็นรอยยิ้มนี้ หลัวเซียนสืบเท้าไปด้านข้างเพียงครึ่งก้าวก็รอดพ้นจากกระบวนท่าจู่โจมอย่างง่ายดาย เฉิงหลิงเซียวไม่เข้าใจว่าเหตุใดตนเองจึงพลาดเป้าที่เห็นตรงหน้า ไม่รีรอให้เสียเวลาเฉิงหลิงเซียวใช้กระบวนท่าที่สองออกในทันที ท่าฝ่ามือนี้เรียกว่าัไม่หวนกลับ เป็ท่าฝ่ามือกลับหลังโจมตีต่อเนื่อง
หลัวเซียนสืบเท้าออกไปด้านข้าง กระโจนข้ามไปอีกด้านหนึ่งยืนสองมือไพล่หลังมองดูเฉิงหลิงเซียวที่โจมตีไม่โดนกระทั่งชายเสื้อของหลัวเซียน
“สองกระบวนท่าแล้ว” น้ำเสียงหลัวเซียนฟังดูเหมือนหยอกเย้า
เฉิงหลิงเซียวที่ตอนแรกมั่นใจนักว่าจะจัดการเ้าเด็กน้อยที่แอบอ้างเป็ผู้าุโได้ในไม่กี่กระบวนท่า เริ่มคิดวิตกภายในใจ เฉิงหลิงเซียว้าเพียงสั่งสอนเด็กน้อยเ้าเล่ห์ที่หลอกลวงคนของพรรคกระยาจก แต่ผ่านมาสองกระบวนท่า หลัวเซียนเพียงขยับเท้าไม่กี่คราตนเองก็ทำอย่างไรไม่ได้แล้ว หรือว่าเ้าเด็กนี่จะเป็ผู้าุโที่ฝึกวิชาลึกลับกลับคืนจากชราสู่ทารกจริง ๆ
เื่แบบนี้ตนเองเพียงเคยได้ยินมาหรือว่าจะเป็เื่จริง เฉิงหลิงเซียวครุ่นคิดนั้นครุ่นคิดหากแต่ยังคงใช้ออกในกระบวนท่าที่สาม เฉิงหลิงเซียวฝาดฝ่ามือไปด้านหน้าตรงที่หลัวเซียนยืนอยู่ สองฝ่ามือครอบคลุมทั่วทั้งร่างของหลัวเซียนจนไม่อาจป้องกันได้ ท่าฝ่ามือนี้เรียกว่า ัท่องเต็มนภา หลัวเซียนส่ายหน้าไปมา จากนั้นเพียงสะกิดเท้าถอยหลังไปไม่กี่ก้าวก็หลุดพ้นจากท่าฝ่ามือไปได้อย่างง่ายดาย
“ยอมให้เ้าสามกระบวนท่าแล้ว ต่อไปข้าไม่เกรงใจแล้ว”
หลัวเซียนไม่อาจใช้วิชาฝ่ามือของพรรคห้าเซียนโดยเปิดเผย ไม่เช่นนั้นอาจถูกโยงไปยังพรรคห้าเซียนสร้างความขัดแย้งโดยไม่จำเป็ ตนเองในตอนนี้ก็มิใช่คนของพรรคห้าเซียนแล้ว กระบวนท่ามากมายในยุทธภพหลัวเซียนเคยเห็นผ่านตา ประลองผ่านสองมือมาไม่น้อย คิดหยิบยืมมาคงไม่เป็ไร ขอเพียงใช้ออกมาสำนักละกระบวนท่าเดียว หลัวเซียนมั่นใจว่าตนเองสามารถร่ายรำออกมาได้โดยไม่ซ้ำกันได้หลายร้อยกระบวนท่า
เฉิงหลิงเซียวใช้วิชาฝ่ามือที่ตนเองภาคภูมิใจั้แ่แรก พอสามฝ่ามือใช้ออกไปแล้วยังทำอย่างไรฝ่ายตรงข้ามมิได้ จิตใจเริ่มหวั่นไหว เชื่อไปแล้วสามส่วนว่าหลัวเซียนเป็ผู้าุโจริง พอได้ยินเสียงตวาดของหลัวเซียน แม้ยังคงเป็เสียงเด็กเยาว์วัยแต่กลับทำให้เฉิงหลิงเซียวต้องเหงื่อซึมไปทั้งแผ่นหลัง สองเท้าถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว
หลัวเซียนสะกิดเท้าพุ่งไปด้านหน้าด้วยความเร็ว พออีกไม่กี่ก้าวจะถึงตัวเฉิงหลิงเซียวกลับเปลี่ยนทิศทางกลางอากาศ คล้ายกับหลัวเซียนเหยียบย่ำลงบนบันไดที่มองไม่เห็น การเปลี่ยนท่าเคลื่อนไหวกลางอากาศเช่นนี้นับเป็วิชาตัวเบาอันสูงส่ง เพียงกระบวนท่านี้ก็ทำให้ศิษย์พรรคกระยาจกหลายสิบคนที่เฝ้ามองอยู่ต้องส่งเสียงดังออกมาด้วยความนับถือ
หลัวเซียนลอยสูงไป้า ใช้ท่าเท้านกเป็ดน้ำสัมพันธ์ของอารามเมฆขาว ท่าเท้าครอบคลุมศีรษะของเฉิงหลิงเซียวดั่งพิรุณเต็มฟ้า เฉิงหลิงเซียวสองมือปัดป่ายเท้าที่ถูกเตะลงมา สองแขนถูกเท้าทั้งเตะทั้งเหยียบจนชาด้าน
“ผู้าุโเป็นักพรตของอารามเมฆขาว?” เฉิงหลิงเซียวอุทาน
“เหอะ” หลัวเซียนปรับเปลี่ยนกระบวนท่า เหยียบยืนลงบนไหล่ของเฉิงหลิงเซียว ไม่ว่าเฉิงหลิงเซียวจะสะบัดตัวเช่นไรก็ไม่อาจสะบัดเอาร่างของหลัวเซียนหล่นลงไปได้ ทันใดนั้นเฉิงหลิงเซียวพลันรู้สึกเหมือนตนเองกำลังแบกของที่หนักนับร้อยชั่ง สองขาไม่อาจก้าวเดินต้องหยุดยืนกับที่ โคจรกำลังภายในตั้งรับน้ำหนักที่ถูกกดทับลงมา นี่เป็ยอดวิชากายาถล่มภูผาของสำนักคุนลุ้น หากเฉิงหลิงเซียวไม่ยอมแพ้ในตอนนี้คงต้องถูกหลัวเซียนกดทับจนร่างกายหักกลางเป็แน่
“กายาถล่มภูผาของสำนักคุนลุ้น ผู้าุโ ข้ามีตาแต่ไม่มีแวว ล่วงเกินท่าน ของผู้าุโมีเมตตา ข้ายอมแพ้”
เฉิงหลิงเซียวสองข้าสั่นไหว เอ่ยปากขอยอมแพ้ทั้งปากและใจ ตอนนี้ไม่สงสัยแล้วว่าหลัวเซียนใช่ผู้าุโจริงหรือไม่ แต่วิชาฝีมือเช่นนี้ไม่มีทางที่เด็กไม่ถึงสิบขวบปีจะใช้ออกได้อย่างแน่นอน
“โอ้ว ที่สุดเ้าก็เชื่อแล้ว” หลัวเซียนยังคงกดแรงที่ฝ่าเท้าลงไป
“เชื่อ เชื่อแล้ว ผู้าุโ ข้าเชื่อแล้ว”
หลัวเซียนหยุดยั้งพลังลอยตัวจากไหล่ของเฉิงหลิงเซียวไปยังแท่นกลางห้องโถง นั่งขัดสมาธิหันหน้าออกไปยังเหล่าศิษย์ของพรรคกระยาจกที่ยังอ้าปากค้าง เฉิงหลิงเซียวทรุดตัวลงกับพื้นหลั่งเหงื่อโทรมกาย ตะกายร่างหันไปยังด้านที่หลัวเซียนนั่งอยู่ แม้ร่างกายแทบจะขยับไม่ไหวยังฝืนร่างก้มกราบหลัวเซียน เปล่งเสียงอันดัง
“ผู้เยาว์เฉิงหลิงเซียว เสียมารยาทกับผู้าุโ ขอผู้าุโอย่าถือสาหาความ โปรดรับการกราบคารวะจากผู้เยาว์”
คราวนี้นอกจากเฉิงหลิงเซียวแล้ว ศิษย์พรรคกระยาจกหลายสิบคนต่างก็คุกเข่าเปร่งเสียงตามเฉิงหลิงเซียวโดยพร้อมเพรียง
สือเจ๋อที่คุกเข่าตามต้องลอบมองค้อนเฉิงหลิงเซียว ที่หาเื่ใส่ตัว ตนเองก็บอกแล้วหรือมิใช่ว่า ผู้าุโมีฝีมือน่าตื่นตระหนก เหตุใดไม่เชื่อกันบ้างเล่า ต้องโดนเล่นการก่อนจึงจะยอมรับนับถือหรืออย่างไรกัน
เฉิงหลิงเซียวยังกล่าวต่อ “ผู้าุโมีฉายานามเรียกหาว่าอย่างไร กระบวนท่าที่ผู้าุโใช้ออกเป็ของทั้งอารามเมฆขาวที่เมืองเปี้ยนจิง ทั้งจากสำนักคุนลุ้น นี่นี่”
หลัวเซียนบังคับเสียงตนเองให้ปกติ ตอบว่า “ข้าเรียกว่าอันใดนั้นเ้าไม่ต้องใส่ใจ กระบวนท่าที่ใช้ออกเป็ของอารามเมฆขาวก็ดี สำนักคุนลุ้นก็ดีหาได้สำคัญไม่ กระบวนท่าเหล่านี้มีอันใดดี เ้าไม่ต้องผูกโยงให้วุ่นวาย”
หลัวเซียนกล่าวพลางลอบโคจรกำลังภายใน โชคดีที่เฉิงหลิงเซียวผู้นี้เรียนรู้ฝ่ามือคว้าจับัมาไม่กี่กระบวนท่า ทั้งยังจิตใจขลาดเขลา ทำให้หลัวเซียนใช้ออกไม่กี่กระบวนท่าก็สยบเอาไว้ได้ หากยืดเยื้อออกไปนานกว่านี้หลัวเซียนคงย่ำแย่แล้ว ต่อให้หลัวเซียนรู้จักวิชาฝีมือมากมาย แม้กระบวนท่าจะได้เปรียบจะอย่างไรหลัวเซียนเป็เพียงเด็กอายุเพียงเจ็ดปี แม้สามารถทะลวงจุดชีพจรทั้งสิบสองได้แล้ว แต่เวลาที่ฝึกฝนกำลังภายในนั้นมีเพียงปีสองปี ไม่อาจเทียบเท่ากับเฉิงหลิงเซียวที่ฝึกฝนมาหลายสิบปีได้
“เอาละ พวกเ้าลุกขึ้นก่อน ข้ามีเื่ต้องให้พรรคกระยาจกเ้าไปจัดการ”
คนของพรรคดาบใหญ่้าลงมือกับเมืองถงซือ คนของพรรคกระยาจกต่อให้รวมกับคนที่เฉิงหลิงเซียวพามาด้วยยังมีไม่ถึงร้อยคน ไม่อาจรับมือกับคนของพรรคดาบใหญ่ที่อาจมีถึงสองสามร้อยได้ ทหารของทางการก็ไม่อาจใช้สอยได้ตามใจ หากต้องรอคนของพรรคกระยาจกที่เมืองอื่นมาสมทบคงไม่ทันการณ์
“ผู้าุโโปรดสั่งการ”
“พวกเ้าพาคนเข้าเมืองถงซือ ในวันพรุ่งนี้ ยิ่งเอิกเกริกเท่าใดยิ่งดี”
เฉิงหลิงเซียวสงสัย “เออ นี่ไม่ทำให้คนของพรรคดาบใหญ่ รู้ตัวหรือขอรับ”
“ก็เพราะ้าให้คนพวกนั้นรู้ตัว”
คนของพรรคกระยาจกยิ่งฟังที่หลัวเซียนกล่าวยิ่งไม่เข้าใจ ต่างพากันมองหน้ากันไปมา แต่ไม่กล้ากล่าวโต้แย้ง
“หากเป็เมื่อหลายวันก่อน คนของพรรคกระยาจกเ้ามีไม่ถึงยี่สิบคน พรรคดาบใหญ่อะไรนั่นคงไม่สนใจ แต่หากพรุ่งนี้พวกเ้าเข้าเมืองไปพร้อมกันเกือบร้อยคน แม้จำนวนจะยังน้อยกว่า แต่พวกโจรนั่นคงไม่อาจหยุดคิดได้ จะอย่างไรพรรคกระยาจกยังมีชื่อเสียงอยู่บ้าง พวกเ้าอยู่ ๆ เข้าเมืองมาเช่นนี้ คนของพรรคดาบใหญ่ย่อมได้คิดว่า แผนการบุกปล้นเมืองอาจถูกพรรคกระยาจกล่วงรู้แล้ว เ้าคิดว่าค่ายโจรเช่นพรรคดาบใหญ่ จะกล้าเป็ศัตรูกับพรรคกระยาจกซึ่งหน้าหรือไม่”
ที่หลัวเซียนกล่าวนั้นไม่ผิด ต่อให้พรรคดาบใหญ่โลภมากกว่านี้ก็ไม่บังอาจตั้งตัวเป็อริกับพรรคกระยาจก หากลงมือเข่นฆ่าเข้ามาแล้ว ไม่อาจสังหารคนของพรรคกระยาจกได้จนหมดสิ้น ขอเพียงมีศิษย์พรรคกระยาจกหลุดรอดออกไปส่งข่าว พรรคดาบใหญ่ย่อมไม่อาจต้านทานการล้างแค้นที่จะตามมาของ ศิษย์พรรคกระยาจกทั่วทั้งแผ่นดินได้ ต่อให้หนีไปจนสุดแผ่นดินก็ไม่อาจหลุดรอดไปได้
ศิษย์พรรคกระยาจกนั้นมีทั่วแผ่นดินจงหยวนจากเหนือจรดใต้ จำนวนนับหมื่นนับแสนคน นี่ยังไม่นับว่าพรรคกระยาจกเป็หนึ่งในสิบสำนักหนึ่งพรรคของแผ่นดิน หากพรรคกระยาจกออกปากขอความช่วยเหลือจากสำนักอื่น พรรคดาบใหญ่เล็ก ๆ เท่านี้ต่อให้มีอีกสิบอีกร้อยชีวิตยังไม่เพียงพอ นี้เรียกว่าอาศัยบารมีพรรคกระยาจกสร้างความหวาดกลัวให้กับพรรคดาบใหญ่
“เข้าใจแล้วหรือไม่” หลัวเซียนกล่าว
ศิษย์พรรคกระยาจกพอคิดตาม ต่างก็พยักหน้า สายตาชื่นชมหลัวเซียนปรากฏขึ้นโดยพร้อมเพรียง
“ผู้าุโนอกจากฝีมือสูงเยี่ยมแล้วยังมีสติปัญญาสูงล้ำ เช่นนี้ก็ไม่จำเป็ต้องเสียเืเนื้อแล้ว”
“พวกเ้าอย่าเพิ่งด่วนสรุปไป ต่อให้พรรคดาบใหญ่ยอมถอยไม่ลงมือในครานี้ หรือพวกเ้าสามารถอยู่เฝ้าเมืองถงซือได้ตลอดชีวิตกัน ระหว่างนี้ให้รวบรวมคนจากเมืองอื่น หาทางเข้าโจมตีค่ายโจรนี้ให้แตกพ่าย นี่จึงถือว่าขจัดภัยอย่างถอนรากถอนโคน ด้วยชื่อเสียงของพรรคกระยาจก หากจะขอให้สำนักที่อยู่ที่เสฉวนมาช่วยก็คงใช้เวลาไม่นานนัก”
“ผู้เยาว์ทราบแล้ว”
เสฉวนมีสกุลถังเป็สกุลอันดับหนึ่ง สำนักฝ่ายธรรมะยังมีสำนักชิงเฉิงซึ่งเป็สำนักพรตหนึ่งในสิบสำนักหนึ่งพรรค พรรคห้าเซียนก็อยู่ในเสฉวนแต่ด้วยสายตาของฝ่ายธรรมะ พรรคห้าเซียนเป็สำนักนอกรีต คนของพรรคกระยาจกคงไม่ไปขอความช่วยเหลือจากพรรคห้าเซียนเป็แน่ หลัวเซียนรู้สึกอ่อนล้า้ากลับไปพักผ่อนแล้ว
“เอาละ เื่ที่ข้าต้องกล่าวก็กล่าวแล้ว จากนี้ก็อยู่ที่พวกเ้าจะจัดการ”
หลัวเซียนใช้กำลังภายในไปไม่น้อย ตอนนี้ไม่อาจวางท่าใช้วิชาตัวเบาลอยขึ้นหลังคาจากไปอย่างหลายคืนก่อนได้ จำต้องแสร้งลอยตัวลงจากแท่นกลางห้องโถง เดินสองมือไพล่หลังออกจากวัดร้างทางประตูหน้า โบกมือให้กับเหล่าศิษย์พรรคกระยาจกเพื่อเป็การอำลา
ศิษย์พรรคกระยาจก ต่างยืนน้อมส่งหลัวเซียนด้วยสายตาชื่นชม ผู้าุโท่านนี้มีวิชาฝีมือสูงส่งสุดยอด คงเป็ยอดคนฝ่ายธรรมะของสำนักพรตที่ไหนสักแห่ง ทั้งแต่ต้นจนจบผู้าุโเพียง้าปกป้องชาวเมืองผู้บริสุทธิ์ ไม่ยอมเปิดเผยตัวตน สมกับยอดคนที่ทำดีไม่เอ่ยนามยิ่งนัก