"นังจิ่วหลิน! แกผีเข้าหรือไง! สัญญาเขียนไว้ชัดเจนว่าขายเด็กนี่ให้พวกฉันแล้ว และแกประทับรอยนิ้วมือรับเงินไปแล้วด้วย อย่ามาทำตัวเป็บ้าเหมือนสุนัขหวงก้างแถวนี้!" ชายหน้าบากผู้มีชื่อว่าเซิงตั๋วะโสวนกลับ เขาปล่อยมือออกจากร่างเล็กจ้อยของมู่เสี่ยวเจิน ต่อด้วยเดินดุ่ม ๆ มุ่งตรงเข้ามาหาฟางจิ่วหลินด้วยสีหน้าถมึงทึงพร้อมมีเื่
หล่อนอยากะโออกไปจริง ๆ ว่าหล่อนไม่ได้บ้า และไม่ได้หวงก้างด้วย แต่หล่อนคือผู้หญิงที่มาจากต่างโลกต่างหาก และหล่อนก็ไม่ได้้าขายเด็กพวกนั้นด้วย ฉะนั้นตราประทับรอยนิ้วมืออะไรนั่นก็ถือเป็โมฆะก็แล้วกัน
ฟางจิ่วหลินแสยะยิ้มหยัน แววตาสะท้อนความเหยียดหยามสุดขีด หญิงสาวไม่ได้โง่พุ่งตัวเข้าไปต่อสู้กับผู้ชายร่างใหญ่ เพราะวัดจากสัดส่วนร่างกาย และเพศสภาพที่เธอเป็ แน่นอนว่าเธอจะต้องเป็ฝ่ายเสียเปรียบ
ฉะนั้นการจะเอาชนะผู้ชายสองคนนี้ได้ เธอจะต้องรู้จักฉวยโอกาส!
ปั่ก!
ร่างเล็กของมู่เสี่ยวเจินผู้เป็แฝดพี่วิ่งเข้าชนท่อนขาของเซิงตั๋วจากทางด้านหลังอย่างเต็มแรง ร้อนให้เซิงตั๋วจำต้องหยุดฝีเท้าและเร่งหันขวับกลับไปหาเด็กน้อย
ด้านของฟางจิ่วหลินก็อาศัยจังหวะนี้ รีบเดินก้าวฉับ ๆ เข้าไปประชิดตัวชายหน้าบากด้วยความเร็วที่เหนือความคาดหมายของทุกคน ปลายมีดอีโต้จี้เข้าที่ลำคอหนาของเซิงตั๋วอย่างแม่นยำ
"ขยับสิ...ลองขยับดูสักก้าว แล้วมาดูกันว่าหลอดลมของแกกับมีดเล่มนี้ อะไรมันจะทนทานกว่ากัน"
น้ำเสียงของผู้หญิงคนนี้ฟังดูดุดันและเยียบเย็นไร้เค้าลางของมารดาลูกสามคนเดิมโดยสิ้นเชิง
‘สงสัยนังนี่คงจะเป็บ้าไปแล้วแน่ ๆ’
เซิงตั๋วที่ในขณะนี้มีคมมีดจ่อคอ ไม่กล้าขยับเขยื้อน และแทบไม่กล้าเปล่งเสียง ส่วนชายอีกคนที่มาด้วยกันก็ไม่กล้าลงมือทำอะไรบุ่มบ่ามเพราะกลัวว่าสหายจะถูกเชือดคอเหมือนหมู
“ปล่อยมือออกจากตัวลูกสาวของฉันซะ ไม่งั้นฉันจะเฉือนหลอดลมของมันเดี๋ยวนี้!” ฟางจิ่วหลินะโสั่งชายอีกคน ทั้งที่ดวงตาของเธอยังคงเอาแต่จดจ้องใบหน้าและลำคอของเซิงตั๋วไม่ห่าง
เซิงตั๋วกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ เหงื่อเม็ดเป้งผุดพรายเต็มแผ่นหลังและตามกรอบหน้า ไม่คิดเลยว่าผู้หญิงที่เคยเอาแต่ก้มหน้าก้มตาร้องไห้ดูไม่สู้คน บทจะกลายร่างเป็นางมารร้ายและบทจะสู้คน มันจะดูน่ากลัวได้มากขนาดนี้
เสี้ยนสิง ที่เป็สหายรักของเซิงตั๋วรีบคลายมือหยาบกร้านออกจากตัวของมู่เสี่ยวจู ฟางจิ่วหลินเหลือบไปเห็นกระดาษม้วนงอยับยู่ยี่เหน็บอยู่ที่เอวของเซิงตั๋ว เธอก็สันนิษฐานได้เองในทันที ว่านั่นคงจะเป็สัญญาซื้อขายเด็ก ๆ ทั้งสาม
เธอใช้มือหนึ่งข้างฉกกระดาษม้วนนั้นเอามาถือไว้ เมื่อคลี่ออกดู ก็พบว่าเป็สัญญาซื้อขายตัวเด็ก ๆ จริง ๆ ด้วย
“นี่ไง! ฉีกทิ้งก็สิ้นเื่!”
แคว่ก! แคว่ก! แคว่ก!
สัญญาซื้อขายเด็กน้อยทั้งสามถูกฉีกกระจุยเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย ก่อนจะถูกโปรยปรายลงบนพื้นดินเฉอะแฉะ ราวกับเศษผักเน่าเสีย มู่เสี่ยวจิ่นที่แอบรอจังหวะอยู่แล้ว รีบวิ่งเข้ามาใช้เท้าเล็ก ๆ เหยียบขยี้เศษกระดาษเ่าั้ให้มิดจมดินโคลน ไอ้พวกคนใจร้ายจะได้เก็บเอาหนังสือสัญญาพวกนี้ขึ้นมาใช้งานต่อไม่ได้อีก
"เหอจิ่วหลิน! นังขยะ! รับเงินไปแล้ว แกกล้าฉีกสัญญาได้ยังไง! ในเมื่อแกกล้าทำถึงขนาดนี้ งั้นวันนี้ฉันจะทุบแกให้ตายคามือ แล้วลากตัวนังเด็กพวกนี้ไปซะ จะได้สิ้นเื่!" เมื่อฟางจิ่วหลินลดมีดอีโต้ลง เพื่อไปฉีกทึ้งกระดาษสัญญาซื้อขายให้สิ้นซาก ไอ้เซิงตั๋วที่ทำตัวเหมือนคนเป็ใบ้ก็กลับมาพูดคล่องปร๋อได้ในทันที
หนำซ้ำมันยังขู่ว่าจะทุบหล่อนให้ตายคอมือ!
"สัญญา? สัญญาบ้าบออะไร ฉันไม่เห็นจะรู้เื่!" ฟางจิ่วหลินพูดตีมึน หล่อนเชิดหน้าขึ้น ริมฝีปากบางเฉียบขยับรัวเร็วปานปืนกล "พวกแกถือวิสาสะบุกรุกเข้ามาในบ้านคนอื่นตอนเย็นใกล้ค่ำมืด ตั้งใจจะปล้นชิงเด็กงั้นสิ! หน้าด้านไร้ยางอาย! คิดว่าแผ่นดินนี้ไม่มีกฎหมายแล้วหรือไง!"
หญิงสาวเปลี่ยนทิศทางมีดอีโต้ในมือ ชี้สวนไปทางเสี้ยนสิงและสลับชี้มาทางเซิงตั๋วอย่างสะเปะสะปะเหมือนคนคลุ้มคลั่ง แววตาเบิกกว้างเสมือนคนเสียสติไปแล้ว "เข้ามาสิ! เข้ามาเลย! แล้วลองคิดดูสิว่าสารวัตรทหาร จะทำยังไงเมื่อพบศพชายแปลกหน้าสองคน นอนตายอนาถอยู่ในบ้านของหญิงหม้าย!"
พวกนายหน้าค้ามนุษย์ชะงักมือชะงักเท้ากึก!
ในยุคนี้บรรยากาศทางการเมืองยังคงคุกรุ่นและไร้เสรีภาพที่แท้จริง สารวัตรทหารที่กวดขันอย่างเข้มงวดเปรียบเสมือนพญายมราชในสายตาของชาวบ้าน
หากมีเื่คอขาดบาดตายเกิดขึ้น ต่อให้พวกมันมีเส้นสายในตลาดมืด ก็ยากจะเอาตัวรอด จากการถูกจับไปสอบสวน หรือเลวร้ายที่สุดคือถูกตราหน้าว่า เป็พวกปฏิกิริยาละเลยกฎหมาย จะถูกยิงเป้าเอาได้!
เห็นพวกมันสองคนออกอาการลังเลเลิ่กลั่ก ฟางจิ่วหลินก็รู้ได้ในทันที ว่าเธอมาถูกทางแล้ว เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะแผดเสียงะโลั่นเอาให้ได้ยินกันทั่ว ชนิดที่ว่าต่อให้คนหูหนวกกำลังนอนหลับอยู่ก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาฟังคำพูดของเธอ
"ช่วยด้วย! ช่วยด้วยจ้า! มีพวกฏลักลอบเข้ามาขโมยสายเืของท่านนายพล! ผู้ชายพวกนี้เป็สายลับต่างชาติ! พวกมันจะจับหลานสาวของนายพลไปขายให้พวกนายทุน!"
คำว่านายพล พ่วงด้วยคำว่าสายลับต่างชาติ และคำว่านายทุน เป็ดั่งคำสาปที่รุนแรงที่สุดในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม ใครโดนข้อหานี้เข้าไป ต่อให้มีสิบหัวก็ไม่พอให้ตัด ชายฉกรรจ์ทั้งสองหน้าถอดสี ต่างออกอาการลุกลี้ลุกลนหันขวับมองซ้ายมองขวาจนคอแทบเคล็ด แผ่นหลังของพวกเขาสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดขีด
"แกหุบปากเดี๋ยวนี้นะนังบ้า! นายพลบ้าบออะไรของแก!" เซิงตั๋วะโลั่น ริมฝีปากของเขาสั่นริก ๆ ไม่รู้ว่าเพราะความกลัวหรือเพราะความโกรธกันแน่
"หุบปากงั้นเหรอ? หึ! ฝันไปเถอะ!!!"
ฟางจิ่วหลินคลี่ยิ้มมุมปาก เค้นเสียงหึขึ้นโพรงจมูก รับบทเป็หญิงบ้าสติวิปลาส เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายชวนปวดหัว เธอชี้นิ้วไปที่ใบหน้าของแฝดสาม ที่เต็มไปด้วยรอยจ้ำแดงจากการถูกยุงกัด และตามตัวของเด็กน้อยก็มีรอยผื่นแดงเป็ปื้น ๆ หลายจุด ซึ่งเกิดจากผู้เป็มารดาไม่ค่อยได้ดูแลความสะอาดให้เด็กน้อย ความสกปรกโสมมที่อาบน้ำแค่สัปดาห์ละครั้ง ทำให้ตามตัวของเด็ก ๆ มักมีผดผื่นคันผุดขึ้นมาให้เห็นอยู่เสมอ
"ถ้าพวกแกอยากได้นักล่ะก็ งั้นก็เอาไปเลยสิ แต่… ฉันขอบอกอะไรให้ก็แล้วกัน” ฟางจิ่วหลินพูดกลับกรอกไปมาเพื่อทำให้พวกมันสับสน
“อะไรของแกอีกล่ะ” เสี้ยนสิงะโถามอย่างหัวเสีย
“พวกแกตาบอดหรือไง! มองไม่เห็นรอยแดงบนหน้ากับตามลำตัวของเด็ก ๆ เหรอ ฉันจะบอกความลับให้เอาบุญก็แล้วกันนะ ที่ฉันรีบขายเด็กพวกนี้ ก็เพราะว่าลูก ๆ ของฉันเพิ่งติดเชื้อฝีดาษมรณะมาจากหมู่บ้านข้าง ๆ ฉันน่ะ… ยังสาว ยังสวยขนาดนี้ จะมานอนซมตายเพราะพิษไข้ได้ยังไงกัน"
ฟางจิ่วหลินพูดปั่นหัวผู้ชายหน้าโง่สองคนสำเร็จ!
พวกมันใสะดุ้งโหยงจนหัวไหล่ยก รีบถูฝ่ามือสองข้างของตัวเองกับกางเกงเนื้อสากอย่างบ้าคลั่ง ท่าทางของพวกมันในตอนนี้เหมือนตัวตลกชะมัด
ปี 1975 เป็ปีที่ข้าวยากหมากแพง หยูกยาเป็ของหายาก แม้แต่สมุนไพรพื้นบ้านก็ขาดแคลน ในโรงพยาบาลก็มีแต่หมอเถื่อน สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ดังนั้นการเป็โรคระบาดจึงน่ากลัวยิ่งกว่าคมะุเสียอีก
"กะแกอย่ามากุเื่โกหก เมื่อกี้แกยังไม่อยากให้พวกฉันเอาพวกมันไปอยู่เลย ทำไมตอนนี้ถึงกลับคำอีกแล้ว" เซิงตั๋วปวดหัวตุบ ๆ จนเส้นเืข้างขมับปูดนูน ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็แค่ไอ้งั่งยังไงก็ไม่รู้
“ฉันก็แค่อยากทำหน้าที่แม่ผู้แสนดีเป็ครั้งสุดท้ายก็เท่านั้น แกก็รู้ ฉันรับเงินพวกแกมาแล้ว ฉันจะไม่ยอมให้พวกแกเอาเด็กไปได้ยังไงกันล่ะ” ฟางจิ่วหลินพ่นคำโกหกได้อย่างลื่นไหล ฝีมือการแสดงของเธอสมควรได้รับรางวัลตุ๊กตาทองคำจริง ๆ
“ว่ายังไง! ทำไมเป็ใบ้ไปแล้วล่ะ ไม่อยากได้เด็ก ๆ พวกนี้แล้วเหรอ? ถ้าพวกมันดื้อ ฉันช่วยไล่ต้อนให้อีกแรง เอาไหม? แต่ว่าพวกแกต้องรับปากฉันนะ ว่าหากอีกวันสองวัน พวกแกมีไข้ขึ้น ิัมีผื่นแดง ตามมาด้วยร่างกายทรุดตัวกะทันหัน พวกแกจะไม่โทษว่าเป็เพราะฉันที่ขายพาหะนำโรคให้”
ฟางจิ่วหลินทำตาเหลือกโลน แล้วแสยะยิ้มร้ายเหมือนคนโรคจิต เธอถือมีดอีโต้อันเดิมติดมือไว้ตลอด แล้วก้าวเดินเนือย ๆ เข้าไปหาเสี้ยนสิงที่กำลังยืนหน้าซีดเจื่อนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล
“ต่อให้พวกแกไม่ตายด้วยอีโต้ในมือฉันวันนี้ อีกไม่กี่วันข้างหน้าพวกแกก็ต้องตายด้วยโรคฝีดาษมรณะอยู่ดี หึหึ”
คำพูดปั่นหัว และท่าทางโรคจิตวิปลาสของเธอทำเอาชายฉกรรจ์สองคนหายใจไม่ทั่วท้อง พวกมันจินตนาการนึกถึงภาพที่ตัวเองนอนตายคาเตียงด้วยสภาพเน่าเฟะไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ก็รู้สึกพะอืดพะอมจนแทบอาเจียนออกมา