F-Hunter (ภาคแรก โลกวิบัติ+ภาค 2 เมืองศูนย์กลาง)

    26.อาหารบ้านนา

    เช้านี้กับข้าวกับปลาเป็นต้มยำปลาช่อนตัวใหญ่มาก ประมาณตัวเท่าขวดน้ำปลาได้ วิทย์ไม่ได้กินปลาช่อนตัวใหญ่ขนาดนี้มานานมาก แน่ละที่ชลบุรีมันไม่ค่อยมีใครเอามาทำขาย ปลาตัวขนาดนี้ราคามันแพง ตามร้านอาหารก็ไม่มีขาย เพราะต้มยำปลาช่อนตามร้านอาหาร ราคาหม้อระ 3-4 ร้อย เขาก็เลือกเอาปลาตัวที่พอเหมาะไม่เล็กไม่ใหญ่มากแบบนี้เอาเป็นว่าเลือกปลาตัวที่มันสมราคาแกงหรือต้มทั้งตัวในหม้อเดียวแล้วขายได้กำไร ตัวใหญ่ๆมักจะไม่ค่อยมี อีกอย่างปลาช่อนที่มีขายทุกวันนี้ส่วนใหญ่เป็นปลาเลี้ยงกันมากกว่า พอเลียงได้ขนาดที่ตลาดต้องการเขาก็จับขายเลย ไม่มีปล่อยไว้ให้มันตัวขนาดนี้กัน ต้มปลาถูกเสริฟมาในถ้วยใบใหญ่ ในถ้วยนี้เป็นส่วนหัวและกลางลำตัว น้ำต้มสีนวล มีไขมดแดงขนาดเท่าเล็บนิ้วก้อยตัวอวบขาวนวลน่ากัดถ้าตักมันเข้าไปในปากเคี้ยวโดนมันจะแตกดังตุ๊บ!ความหวานมันจะทะลักออกมาให้ได้ลิ้มลองเป็นแน่ตัวมดลอยอยู่นิดหน่อยคละเคล้าไปกับ ไข่ปลาสองพลูวางอยู่ข้างๆหัวปลา มียอดมะขามอ่อนกับใบของต้นหอมที่หันยาวประมาณ 2-3 เซน ลอยอยู่ในน้ำแกง ต้มปลาแบบฉบับอีสานบ้านนามันต้องใส่มดแดงแบบนี้แหละและต้องกินคู่กับน้ำพริกฟ้าผ่า เป็นน้ำพริกที่ทำง่ายมาก มีพริกแดงกับกระเทียมโขลกรวมกันไม่ต้องละเอียดมาก ใส่น้ำหลาดี ชูรส และบีบมะนาวนิดหน่อยรสชาตินี้จี๊ดจาดสะใจดีเป็นแน่แท้ นอกจากต้มปลาแล้วมีขั้วจิ่งหรีด ตัวสีดำสนิทถูกตัก ใส่จานมาพูนจานจิ้งหรีดที่นี้เป็นจิ้งหรีดที่หาได้ตามท้องนาไม่ใช่จิ้งหรีดเลี้ยงรสชาติมันจะต่างกัน ปลาช่อนบางส่วน ป้าแกก็เอามาทำ ป่นปลา มันคือน้ำพริกปลาช่อน ที่ชาวอีสานชอบกิน เป็นเมนูที่ทำง่ายมากอีกเช่นกัน แค่เอาพริกสดเป็นลูกๆใส่ลงไปในหม้อต้มปลา ใส่หัวหอมแดงไปทั้งหัว พอปลาสุกก็ตักพริกกับหัวหอมแดงออกมา โขลกรวมกัน แกะเอาเนื้อปลาส่วนที่ต้องการใสตามลงไปโขลกต่อให้ละเอียดพอประมาณไม่ต้องละเอียดมาก ใส่น้ำต้มปรุงรสด้วยน้ำปลา ชูรส มะนาว และใส่ต้อนหอมผักชีหันลงไปปิดท้าย กินกับผักเคียงอร่อยเป็นแน่แท้ข้าวสวยร้อยๆถูกตักใสจานพูน ส่งมาให้วิทย์ และแพรว วิทย์นั่งหางจากวงนิดหน่อย พอให้ระยะแขนตักถึงกับข้าวกลิ่นข้าวใหม่หอมๆลอยเข้าจมูกกลิ่นน้ำพริกฉุนนิดหน่อยลอยตามมามีกลิ่นมะนาวปนมาด้วยชวนให้น้ำลายไหล ต้นหอมในน้ำแกงก็ส่งกลิ่นเป็นเอกลักษณ์ของมันชวนให้คิดถึงอีสานบ้านนาเมื่อคราวหลังซูด!!!อ่า....เสียงซูดน้ำแกงซดของตาจรดังออกมาตอนที่แกซัดเข้าไปเต็มคำ วิทย์มองหน้าตาจร ที่ตอนนี้หลับตาพริ้มอย่างพึงพอใจลางทำให้เขาต้องกลืนน้ำลายลงคอดังเฮือก ป้าหยิบช้อนโต๊ะยื่นให้วิทย์กับแพรว ทั้งสองรับมา วิทย์ตักน้ำแกงขึ้นมาลิ้มลองก่อนเป็นอันดับแรก รสชาติน้ำแกงที่มีความเปรียวของใบมะขามกับมดแดงตัดกับความเผ็ดร้อนของพริกชี้ฟ้า มีกลิ่นของปลาและต้นหอมผักชีในน้ำแกงทุกอย่างมันเข้ากันอย่างลงตัว น้ำแกงอุ่นๆไหลลงไปตามลำคออย่างช้าๆ มันได้ “อรรถรสของอาหารจริงๆ”เขาคิด หลังจากลิ้มลองน้ำแกงแล้วเขาก็ตักเอาชิ้นปลาช่วงหลังคอขนาดเท่าก้นขวดน้ำปลาที่ใหญ่ประมาณ 3-4 นิ้วลงมาวางบนจานข้าวอย่างไม่เกรงใจ ชิ้นปลาถูกหั่นตามขวาง ไม่หนามากขนาดกำลังพอเหมาะ เนื้อปลาสีขาวนวลส่งกลิ่นหอมฉุยลอยขึ้นมาตามไอของน้ำแกงที่ยังร้อนๆอยู่ ปลาถูกช้อนแกงตักตัดออกขนาดพอดีคำ ตักชิ้นเนื้อรวมกับข้าวสวยหนึ่งช้อนถูกยกขึ้นมาใส่ปากที่มีน้ำลายไหลปริ่มอยู่ภายในของเขา เนื้อแทบละลายในปาก รสชาติมันหอมหวนยิ่งนัก ชั่วอึดใจน้ำแกงอุ่นๆถูกตักขึ้นมาซูดลงคอตามเนื้อปลาลงไปเพิ่มความคล่องในลำคอดียิ่ง ผักกาดขาวถูกถูกเด็ดเอาใบอ่อนมาวางลงบนข้าวสวยป่นปลาถูกตักขึ้นมาประมาณครึ่งข้อนแกงแล้วราดลงไปบนผักที่เด็ดมาพอดีคำ ก่อนจะถูกซดเข้าปากไปพร้อมกับข้าวสวย แตงกวาลูกเล็กถูกกัดตามลงไปให้รสชาติที่ชวนคิดถึงเสียจริง เสียงช้อนกระทบกับจานกระเบื้องดังป๊อกแปก อยู่พักใหญ่ ช้อนในมือของวิทย์ยื่นเข้าไปในชามหมายจะตักเอาไข่ปลาภูนั้นมาเป็นเจ้าของ มีช้อนอีกก้านมาสกัดเอาไว้อย่างทันท่วงที สายตาของเขาประทะเข้ากับสายตาของมือช้อนสกัดดาวรุ่งอยู่ชั่วครู่ “เด็กกินไม่ได้มันจะหนาว”มุกเก่าโบร่ำโบรานถูกกล่าวออกมาจากปากของตาจรที่กำลังส่งสายตาพิฆาตให้กับเขาอยู่ วิทย์ยิ้มแล้วถอนช้อนออกมาอย่างจำยอมแต่ก็มิวายตักเอาหัวปลาอันใหญ่กลับมาด้วย ทำเอาตาจรมองตามตาละห้อย กับข้าวกับปลาที่เพียบพร้อมพออยู่พอกินของบ้านนา สร้างความอบอุ่นเล็กๆให้หัวใจของเขาที่กำลังสับสน ตั้งแต่มาถึงบ้าน เขาก็ไม่มีบ้าน ก็มีมี่นี้แหละพอจะเป็นบ้านให้เขาได้ชั่วคราว จริงๆความสุขมันไม่ได้อยู่ไกลตัวเราเลย แค่มีกินมีอยู่พอเพียงเท่านี้ก็เพียงพอ ชีวิตของคนเราจะต้องการอะไรไปมากกว่านี้ ยากมีมากก็ทุกข์มากก็ลำบากมากกว่าคนอื่น บางทีความสุขมันก็ไม่ได้มาจากการใช้เงินไปซะทุกอย่าง มาที่นี้ได้เห็นผู้คนได้กินข้าวร่วมกับครอบครัวได้เจอเพื่อนบ้านเรียนรู้วิถีความเป็นอยู่ที่พอเพียงมันก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง ที่นี้มีข้าวที่ไม่ต้องซื้อ มีปลาในสระของตัวเอง หมูเห็ดเป็ดไก่ก็เลี้ยงเอาไว จะกินอะไรก็มีพร้อม ไม่ต้องดิ้นรนทำงานหามรุ่งหามค่ำ ทำนาแค่ 3 เดือนมีข้าวกินทั้งปี เป็ดไก่เลี้ยงไว้แบบธรรมชาติเช้ามาพวกมันก็ออกไปเขี่ยๆหาอาหารกินเอง ตอนเช้าโปรยข้าวเปลือกให้มันกินหน่อยซักเล็กน้อย เท่านี้พวกมันก็โตออกลูกออกหลานจนกินกันไม่ทัน ปลาในสระก็เป็นปลาตามธรรมชาติ ไม่ต้องดูแลไม่ต้องให้อาหารมันก็อยู่ได้มีให้จับกินยันสิ้นปี ผักสวนครัวริมรั้วก็ปลูกได้เสียเวลารดน้ำเช้าเย็นไม่ถึง 20 นาที เพียงเท่านี้ก็มีกินกันเพียงพอ เวลาที่เหลือก็ไปทำอย่างอื่นไม่ทำอะไรตาจรก็นอนกลางวันจนลงพุงแบบที่เห็น ใครว่าบ้านนอกบ้านนามันอยู่ยากอยู่ลำบาก ไม่เลยแค่อยู่ให้เป็นก็พอแล้ว และตอนนี้ น้ำปลาชูรส ผงซักฟอกก็มีลุงใจดีให้บัตรมารูดฟรีทุกๆเดือน ไม่ต้องลำบากขายเป็ดขายไก่ก็มีใช้ดีถมไป ถึงผ้าอนามัยจะแพงไปบ้างแต่วิทย์ก็ไม่ต้องใช้ และที่สำคัญสุขภาพที่ดีต้องมาจากอาหารที่ดี คนที่นี้มีนิยามของการทำสวนของเขา เขาบอกว่า ผักที่ปลูกขายเขาจะไม่กิน ส่วนผักที่ปลูกกินเขาไม่ขาย ทำไมถึงเป็นแบบนั้นผมเองก็สงสัย และตอนนี้ได้คำตอบแล้ว ผักที่ปลูกกินเขาไม่ได้ใช้สารเคมีอะไรเลย หนอนมะแลงต่างๆมันก็มากัดกินทำให้ต้นและใบมันแหว่งๆไม่สวยไม่สมบูรณ์ คนซื้อเขาไม่เอาขายไม่ได้ ส่วนผักต้นสวยๆมันต้องใช้ยาฆ่าแมลง พ่นให้ทั่วทั้งต้นผัก อย่าว่าแต่กัดกินเลยแค่มันบินเฉียดมันก็ตายแล้ว ต้นผักใบยาวอวบขาวสวยใสแต่ไม่ไร้สารพิษ พ่อค้าชอบให้ราคาดี ชาวบ้านเลยไม่กินเอามาขายเอาเงินดีกว่า เพราะต้นทุนค่ายาค่าปุ๋ยมันแพง เดี๋ยวกำไรมันจะน้อย เลยไม่กินกัน แจกก็ไม่ได้ของซื้อของขาย ส่วนผักที่ปลูกอยู่ตามรั้ว ใครยากกินก็เก็บเลยไม่มีใครหวง ผักสวยๆก็ถูกพ่อค้าส่งไปขายให้คนเมืองกินเข้าร้านอาหารเข้าภัตตาคาร เป็นของดีดูมีราคา พวกผู้ดีมีเงินรักสุขภาพ ชอบอาหารคลีนเขากินกันจะทำเป็นยำหรือสลัดก็ดูดีผักใบสวยแต่กินแล้วสุขภาพดีจริงหรือเปล่าลองมาจุดธูปถามแมลงแถวบ้านนอกนี้ดูจะรู้เรื่อง ว่าสุขภาพของมันเป็นอย่างไรเมื่อกินเข้าไป มันก็มีที่ปลอดสารพิษและสวยอยู่บ้างเช่นผักกางมุ้งผักในโรงเรือน แต่ตามตลาด อย่าไปคิดว่าผักมันจะมาจากที่ๆหรูๆไฮโซแบบนั้นอาหารเช้าผ่านไปพร้อมกับรายการข่าวที่น่าอดสู วิทย์นั่งพักพุงกาวกินจนข้าวจะไหลย้อยกลับออกมาทางเดิม มันเป็นมืออาหารที่ดีที่สุดมื้อหนึ่งของเขา ไม่ต้องหรูหรา ไม่ต้องมีราคา แต่มันมีเสน่ห์ของตัวมันเอง ลุงจรนั่งดูดบุหรี่ยาเส้นที่พันด้วยใบตองแห้งส่งกลิ่นฉุนลอยมาตามลม ยาฉุนแกปลูกเองอยู่หลังเล้าไก่ ทุกวันแกจะมานั่งหันใบยาตากแดดเก็บเอวไว้สูบบ้างก็เอาแช่น้ำหมักกับใบของต้นสะเดาหรือพริกป่น เอาไว้รดราดผักเพื่อไล่แมลง ควันสีขาวถูกพ่นออกมาจกปากของแกเป็นระยะๆพัดลมตัวน้อยที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกับตัวแกหันมาเป่าเอาควันบุรี่ลอยออกไปนอกหน้าต่างเป็นครั้งคราว“เห็นไหมช้าบอกแล้วพวกคนที่ตายมันเป็นเพราะผี ผีร้ายที่ทำร้ายคนแบบนี้ข้าเคยเห็นมาก่อน” แกเปรยขึ้นหลังจากพ่นควันบุหรี่ลอยยาวออกจากปากของแกไป“ลุงคิดแบบนั้นเหรอ”วิทย์ถาม “จริงสิวะ”ลุงจรตอบสวนออกมาทันที “สมัยตอนที่ข้าเป็นหนุ่มเดินป่าเดินเขากับพ่อเอ็งมามากมีครั้งหนึ่งที่เราไปห้างดักสัตว์ที่ เขาพนมดงรัก นอกเขตอำเภอน้ำยืน ครั้งนั้นเราไปกัน 15 คน เราตั้งห้างกัน 3 ห้าง ห้างแรกที่เราไปตั้งอยู่บนต้นตะแบกใหญ่ ด้านล่างเป็นแอ่งน้ำผุดเล็กๆมีรอยหมูป่ามากินน้ำมันเหมาะมากสำหรับดักหมูที่นั้น ห้างที่สองอยู่บนต้นประดู่ ตรงนี้เป็นห้างเก่าเคยมีคนมาห้างไว้ก่อน จุดสุดท้ายอยู่บนต้นมะขามริมห้วยเล็กๆตรงนี้มันเป็นดงทึบตอนตั้งห้าง ไอสร เพื่อนข้า มันปวดฉี่เลยไปยืนฉี่ใส่ตอไม้เกาๆตอหนึ่ง ทีแรกพวกขาก็ไม่คิดอะไรเพราะตรงนี้เคยมาห้างกันแล้วครั้งหนึ่งทำเสร็จพวกเราก็แยกกันไป 5 คนต่อ 1 ห้าง ข้ากับพ่อเอ็งอยู่ห้างเดียวกันตรงจุดสุดท้าย และ ไอสร ไอ้พร ไอ้พงษ์ ก็อยู่กับเราด้วย ตกดึก มีหมูเข้า พ่อเอ็งก็ซัดไปหมอบคาคูน้ำ ทุกอย่างมัยผ่านไปด้วยดีจนตอน 4 ทุ่มกว่าๆมีเสียงคนร้องให้ช่วยวิ่งตรงมาที่ห้าง ข้าสาดไปใส่เห็นเป็นผู้หญิงน่าจะเป็นสาวกัมพูชา