รถยุโรปคันหรูแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าทางเข้าตึกเดชาเกียรติกรุ๊ป เมนิตราก้าวลงจากรถด้วยชุดสูทกางเกงสีเบจที่ดูทะมัดทะแมงแต่ยังคงความหรูหรามีระดับ หลังจากโดนสามีเผด็จการต้อนจนมุมที่บันไดบ้านเมื่อเช้า เธอจำใจต้องยอมเปลี่ยนชุดเดรสสีแดงผ่าข้างออกเพื่อตัดรำคาญ แต่ถึงอย่างนั้น ออร่าความมั่นใจของเธอก็ไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย
ธวิณเดินล้วงกระเป๋ากางเกงนำหน้าเข้าไปในตัวอาคารโดยมีเลขาภูมิเดินขนาบข้าง เมนิตราเดินตามหลังพลางกวาดสายตามองบรรยากาศภายในบริษัท แผนกที่พวกเขาเดินผ่านคือฝ่ายการตลาดและการประชาสัมพันธ์ พนักงานทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างขะมักเขม้น ไม่มีใครกล้าเงยหน้าขึ้นมาสบตาประธานบริษัทจอมเนี้ยบ
ตรงมุมทางเดินหน้าห้องประชุมเล็ก พนักงานหญิงใส่แว่นตาหนาเตอะคนหนึ่งกำลังยืนกุมขมับอยู่หน้าบอร์ดงานพิมพ์เขียวแคมเปญใหม่ เธอกัดเล็บด้วยความเครียดจัด เอกสารในมือยับยู่ยี่
เมนิตราหยุดชะงัก เธอจำเด็กคนนี้ได้ น้องพาย พนักงานพาร์ตไทม์ที่เพิ่งเข้ามาช่วยงานโปรเจกต์พิเศษ
"จัดโครงสร้างแบบนี้ ข้อมูลมันจะไปตีกันตรง่เฟสสองนะ" เมนิตราเอ่ยขึ้นลอยๆ ทำเอาน้องพายสะดุ้งสุดตัว
"ขอโทษค่ะคุณมินน์ พายกำลังพยายามแก้เลย์เอาต์งานพรีเซนต์ของทีมอยู่ แต่ยิ่งจัดมันยิ่งรก" น้องพายเสียงสั่น ละล่ำละลักอธิบาย
เมนิตราไม่รอช้า เธอขยับเข้าไปใกล้บอร์ด ดึงกระดาษโพสต์อิตสีเหลืองที่แปะสะเปะสะปะออก แล้วเริ่มสลับตำแหน่งใหม่ด้วยความรวดเร็ว
"ทาร์เก็ตกลุ่มแรกคือวัยรุ่น เอาโปรโมชันดึงความสนใจขึ้นมาก่อน ส่วนพวกข้อมูลเชิงลึกขององค์กรเอาไปซ่อนไว้ในคิวอาร์โค้ดท้ายคลิปก็พอ คนยุคนี้ความอดทนต่ำ ไม่มีใครมายืนอ่านวิสัยทัศน์บริษัทหรอก ปรับมู้ดแอนด์โทนตรงนี้ให้สว่างขึ้นอีกนิด เลิกใช้ฟอนต์ทางการแบบนี้ได้แล้ว มันดูเชย"
น้องพายเบิกตากว้าง มองโครงสร้างงานที่ดูเข้าใจง่ายและดึงดูดสายตาขึ้นทันตาเห็นในเวลาแค่ไม่ถึงสองนาที
"โห สุดยอดเลยค่ะคุณมินน์ พายคิดตั้งนานกว่าจะคิดออก ทำไมคุณมินน์เก่งจังเลยคะ" แววตาของเด็กสาวเป็ประกายวิบวับราวกับเพิ่งเจอไอดอลในดวงใจ
เมนิตรายิ้มมุมปาก ลูบเรือนผมของน้องพายด้วยความเอ็นดู "ตั้งสติแล้วค่อยลำดับความสำคัญใหม่ มีอะไรไม่เข้าใจก็มาถามพี่ได้"
ธวิณที่เดินนำไปก่อนหน้าหยุดยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดจากระยะไกล ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาเคยเห็นแต่โปรไฟล์การศึกษาของเมนิตราที่จบเกียรตินิยมด้านการตลาด แต่ไม่เคยเห็นเธอลงมือทำงานจริงๆ จังๆ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยความรวดเร็วและเฉียบขาดเมื่อครู่ทำให้เขาเริ่มทึ่งในความสามารถของภรรยา
'เด็กนี่มีของ แค่ตื่นสนามนิดหน่อย สอนนิดเดียวก็เก็ต ไม่เหมือนไอ้ประธานหน้าตาย สั่งอย่างเดียวทำเป็ไหมก็ไม่รู้ วันๆ เอาแต่ยืนเก๊กทำหน้าเหมือนรูปปั้นกรีก หล่อแต่ไร้ประโยชน์'
มุมปากของประธานหนุ่มกระตุกกึก
ธวิณพรูลมหายใจออกมายาวเหยียด ความประทับใจเมื่อครู่ปลิวหายไปกับสายลม เขายกมือขึ้นเสยผม ข่มความหงุดหงิดที่โดนด่าในใจแล้วเดินกลับไปคว้าข้อมือเมนิตราให้ออกเดินตามเขาเข้าห้องประชุมบอร์ดบริหารไปทันที
บรรยากาศในห้องประชุมบอร์ดบริหารเต็มไปด้วยความตึงเครียด รองประธานสมภพ ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมกำลังยืนอยู่หน้าจอโปรเจกเตอร์ นำเสนองบประมาณโครงการประชาสัมพันธ์ไตรมาสใหม่ ถัดไปไม่ไกลมีเอมิกานต์ในชุดเดรสลูกไม้สีขาวบริสุทธิ์นั่งปั้นหน้าอมทุกข์อยู่ด้วย
เมนิตราถูกจัดให้นั่งอยู่บนเก้าอี้เสริมด้านหลังธวิณในฐานะผู้ช่วยส่วนตัว หญิงสาวนั่งไขว่ห้าง รอยยิ้มหวานถูกประดับไว้บนใบหน้าอย่างมืออาชีพ แต่ในหัวกำลังประมวลผลตัวเลขบนหน้าจออย่างดุเดือด
"สำหรับแคมเปญตัวใหม่นี้ เราจำเป็ต้องเพิ่มงบประมาณพีอาร์อีกสามสิบเปอร์เซ็นต์ครับ และเพื่อให้บอร์ดเห็นภาพชัดเจน ผมจึงขออนุญาตเชิญคุณเอมิกานต์ แบรนด์แอมบาสเดอร์ของเรา มาร่วมยืนยันความพร้อมด้วยตัวเองในวันนี้ครับ" สมภพอธิบายด้วยน้ำเสียงฉะฉาน หวังใช้ความสัมพันธ์ของเอมิกานต์กับประธานบริษัทมาเป็เกราะคุ้มกันในการของบเพิ่ม
เอมิกานต์แกล้งไอกระแอมเบาๆ ยกมือขึ้นแตะหน้าอก "เอมจะพยายามทำให้ดีที่สุดค่ะ ถึง่นี้สุขภาพจะไม่ค่อยเอื้ออำนวย แต่เพื่อบริษัทของคุณธีร์ เอมสู้ตายค่ะ"
ผู้บริหารหลายคนพยักหน้าเห็นใจ แต่มีเพียงเมนิตราที่ยังคงรักษารอยยิ้มละมุนเอาไว้ ทั้งที่เสียงในหัวกำลังด่ากราดแบบจัดเต็ม
'บ้าไปแล้ว งบพีอาร์บวกเพิ่มสามสิบเปอร์เซ็นต์ เอาไปซื้อยอดฟอลไอจีผีหรือไง ทาร์เก็ตกรุ๊ปของโปรดักต์ตัวนี้คือนักศึกษาและวัยเริ่มทำงาน แต่เอาแม่ดอกบัวขาววัยเฉียดสามสิบที่วันๆ มีแต่ข่าวป่วยออดแอดมาเป็พรีเซนเตอร์เนี่ยนะ ภาพลักษณ์โคตรย้อนแย้ง ใครมันจะไปอิน'
ธวิณที่นั่งนิ่งอยู่หัวโต๊ะไม่ได้สนใจสไลด์พรีเซนต์ของรองประธานสมภพเลยแม้แต่น้อย เขากำลังจดจ่ออยู่กับความคิดของภรรยาที่ไหลลื่นเป็ฉากๆ ชนิดที่ว่าฟังเพลินกว่ารายงานห่วยแตกตรงหน้าหลายเท่าตัว
'ดู ROI ของปีที่แล้วสิ ติดลบเห็นๆ ยอดขายไม่กระเตื้องขึ้นเลยสักนิด เงินสิบล้านเอาไปจ้างอินฟลูเอนเซอร์สายไลฟ์สไตล์ยิงแอดในติ๊กต็อกยังได้ยอดเอนเกจเมนต์คุ้มกว่าตั้งสี่เท่า ไอ้รองประธานนี่รับหัวคิวปะเนี่ย เสนองบมาโง่ๆ แบบนี้ ผ่านบอร์ดมาได้ยังไงวะ'
ธวิณหรี่ตาลง เขากวาดสายตามองตัวเลขบนหน้าจอโปรเจกเตอร์ สลับกับฟังบทวิเคราะห์สุดหยาบคายแต่แฝงไปด้วยความจริงอันแสนคมคายของเมนิตรา สัญชาตญาณนักธุรกิจในตัวเขาทำงานทันที
"ผมไม่อนุมัติ"
เสียงทุ้มต่ำของประธานกรรมการบริหารดังแทรกขึ้นมากลางห้องประชุม บรรยากาศเงียบกริบลงทันตาเห็น สมภพหน้าเสีย ส่วนเอมิกานต์ชะงักค้าง
"ทำไมล่ะครับบอส แคมเปญนี้เราวางแผนกันมาเป็เดือน" สมภพแย้งเสียงอ่อย
ธวิณเอนหลังพิงเก้าอี้ ประสานมือวางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น
"ทาร์เก็ตกรุ๊ปของโปรดักต์ตัวนี้คือนักศึกษาและวัยเริ่มทำงาน การใช้พรีเซนเตอร์ที่มีภาพลักษณ์ไม่สอดคล้องกับความกระฉับกระเฉงของแบรนด์ เป็การสิ้นเปลืองงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์"
ประโยคนั้นทำเอาเอมิกานต์หน้าม้าน หญิงสาวกำมือแน่นใต้โต๊ะ
ธวิณพูดต่อโดยไม่สนใจสีหน้าของใคร
"กลับไปดู ROI ของปีที่แล้ว ยอดขายไม่ขยับเลยสักนิด การเพิ่มงบพีอาร์สามสิบเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา ถ้าคุณเอาเงินสิบล้านนี้ไปกระจายจ้างอินฟลูเอนเซอร์สายไลฟ์สไตล์เจาะกลุ่มโซเชียลมีเดีย เราจะได้ยอดเอนเกจเมนต์กลับมาคุ้มค่ากว่านี้อย่างน้อยสี่เท่า"
เมนิตราที่นั่งอยู่ด้านหลังเบิกตากว้าง รอยยิ้มหวานบนใบหน้าแข็งค้างไปชั่วขณะ
'เชี่ย ทำไมไอ้ประธานหน้าตายมันพูดตรงกับความคิดฉันเป๊ะเลยวะ ทุกคำ ทุกตัวเลข หรือฉันเป็อัจฉริยะด้านการตลาดจนส่งโทรจิตได้ บ้าไปแล้ว'
ธวิณลอบยิ้มมุมปากเพียงเสี้ยววินาทีเมื่อได้ยินเสียงสบถในหัวของภรรยา เขาหันหน้ากลับไปมองรองประธานสมภพด้วยแววตาดุดัน
"กลับไปรื้อโครงสร้างงบประมาณมาใหม่ทั้งหมด ถ้าทำแผนที่มันคุ้มค่าการลงทุนไม่ได้ ก็เตรียมตัวรับซองขาวได้เลย เลิกประชุม"
ประธานหนุ่มตัดจบบทสนทนาอย่างเด็ดขาด เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สมภพยืนปาดเหงื่อที่ซึมตามกรอบหน้า ส่วนเอมิกานต์ลุกพรวดเดินออกจากห้องประชุมไปด้วยความอับอายและเจ็บใจ
เมนิตรายังคงนั่งอึ้งอยู่บนเก้าอี้ หญิงสาวมองแผ่นหลังกว้างของสามีที่เดินนำออกไปจากห้องประชุมด้วยสายตาสับสนปนทึ่ง
ภายในห้องทำงานส่วนตัวของประธานกรรมการบริหาร
ธวิณนั่งตรวจเอกสารอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เมนิตราเดินถือแฟ้มเอกสารที่เลขาภูมิฝากมาให้เข้ามาในห้อง หญิงสาวกระแทกส้นเท้าเดินตรงเข้าไปหาเขาด้วยความหงุดหงิดที่ต้องมารับบทเด็กเดินเอกสาร
"เซ็นตรงนี้ด้วยค่ะ" เธอกระแทกแฟ้มลงบนโต๊ะ
ธวิณเงยหน้าขึ้นมองคนหน้ามุ่ย เขารับแฟ้มมาเปิดดูโดยไม่พูดอะไร เมนิตรายืนกอดอกรอ ความเงียบในห้องทำให้เธอเริ่มคิดฟุ้งซ่านเื่ในห้องประชุมเมื่อครู่
'บังเอิญแหละมั้ง คนทำธุรกิจระดับนี้ก็คงมองตัวเลขออกเหมือนกันนั่นแหละ คิดว่าเท่นักหรือไง นั่งหน้าตึงสั่งงานคนอื่นปาวๆ หมั่นไส้'
เมนิตราพ่นลมหายใจออกจมูก หมุนตัวเตรียมจะเดินกลับไปนั่งที่โซฟา ทว่าส้นรองเท้าส้นสูงเ้ากรรมดันไปเกี่ยวกับขอบพรมเปอร์เซียผืนหนาที่ปูรองอยู่ใต้โต๊ะทำงานเข้าอย่างจัง
"ว้าย"
เมนิตราอุทานลั่น ร่างบอบบางเสียหลักถลาล้มไปข้างหน้าอย่างควบคุมไม่ได้ ธวิณตอบสนองด้วยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ เอื้อมมือออกไปคว้าร่างของเธอเอาไว้ได้ทันท่วงที
ใบหน้าหวานของเมนิตรากระแทกเข้ากับแผงอกกว้างของประธานหนุ่มอย่างจัง สองแขนแกร่งตวัดรัดรอบเอวคอดเอาไว้แน่นเพื่อพยุงไม่ให้เธอล้มลงไปกองกับพื้น กลิ่นน้ำหอมบุรุษผสานกับกลิ่นมินต์จางๆ ลอยแตะจมูก
เมนิตราหลับตาปี๋ สองมือของเธอยันอยู่บนอกของเขาเพื่อทรงตัว หญิงสาวััได้ถึงกล้ามเนื้อหน้าอกที่แน่นตึงผ่านเนื้อผ้าเชิ้ตสีขาวราคาแพง ความแข็งแกร่งของสรีระบุรุษเพศทำให้เธอเผลอขยับปลายนิ้วลูบเบาๆ โดยไม่รู้ตัว
'โอ้โห ซิกแพ็กแน่นขนาดนี้ น่ากัดชะมัด'
เสียงในใจดังขึ้นมาตามสัญชาตญาณดิบล้วนๆ โดยที่เ้าตัวไม่ทันระวังตัว
ธวิณก้มหน้าลงมองคนที่ซุกอยู่ในอ้อมกอด ชายหนุ่มได้ยินประโยคนั้นชัดเจนเต็มสองหู มุมปากที่มักจะเหยียดตรงเสมอค่อยๆ ยกขึ้นเป็รอยยิ้มเ้าเล่ห์ ั์ตาคมกริบพราวระยับ
"งั้นก็กัดสิ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดใบหู
เมนิตราชะงัก ดวงตากลมโตเบิกค้าง เธอเงยหน้าขึ้นสบตาคนพูด รอยยิ้มเ้าเล่ห์บนใบหน้าหล่อเหลาทำเอาความหมั่นไส้พุ่งปรี๊ด
'คิดว่าฉันไม่กล้าหรือไงไอ้ผัวตู้เย็น'
ด้วยความหมั่นไส้ปนสติหลุด เมนิตราอ้าปากออกแล้วงับลงบนแผงอกกว้างตรงตำแหน่งที่เธอััได้ถึงกล้ามเนื้อแน่นๆ งับผ่านเสื้อเชิ้ตสีขาวของเขาอย่างไม่ออมแรง
ธวิณสะดุ้งเล็กน้อย กล้ามเนื้อหน้าอกเกร็งเขม็งรับััจากซี่ฟันเล็กๆ ที่ขบกัดลงมา เขาไม่ได้ผลักเธอออก กลับกระชับอ้อมแขนรัดเอวบางให้แนบชิดกับลำตัวเขามากยิ่งขึ้น ความรู้สึกสนุกที่ได้ยั่วเย้าภรรยาเริ่มก่อตัวขึ้นมาแทนที่ความรำคาญ
ความเงียบโรยตัวลงมาปกคลุมทั่วทั้งห้องทำงาน บรรยากาศแปรเปลี่ยนเป็ความใกล้ชิดที่อันตรายและชวนให้หายใจติดขัด เมนิตราเพิ่งได้สติ หญิงสาวค้างอยู่ในท่าขบกัดหน้าอกสามีตัวเอง ใบหน้าร้อนผ่าวลามไปถึงใบหู เตรียมจะอ้าปากปล่อยแล้วผละตัวออก
เสียงลูกบิดประตูห้องทำงานถูกดึงให้เปิดออกโดยปราศจากการเคาะ
เลขาภูมิยืนถือแฟ้มเอกสารค้างอยู่หน้าประตู ดวงตาที่มักจะไร้อารมณ์เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ภาพตรงหน้าคือบอสใหญ่กำลังยืนโอบเอวคุณนายของบ้าน ในขณะที่คุณนายกำลังฝังเขี้ยวลงบนหน้าอกของบอสอย่างดูดดื่ม
ความเงียบที่น่าอึดอัดยิ่งกว่าเดิมเข้าแทรกซึม
เลขาภูมิยืนนิ่งอยู่สามวินาที ก่อนจะค่อยๆ ดึงประตูให้ปิดลงช้าๆ
"ขออภัยที่ขัดจังหวะครับบอส เชิญกัดต่อตามสบายครับ"