“จะเข้าไปหรือไม่อี้หวิน...” เหอเซียวไห่ถามทีเล่นทีจริงรู้ว่าคำตอบที่จะได้รับนั้นคืออะไร เขาแค่อยากเย้าแหย่เพื่อนรุ่นพี่เท่านั้น ดังคาดอู๋อี้หวิน ชูหมัดหมายความให้อีกคนหุบปาก
“อยากเข้าก็เข้า วันนี้ปล่อยอิสระ” องค์ชายฝานจิ้งรับสั่งรู้นิสัยเ้าชู้ขององครักษ์หนุ่มดีพี่ชายคนไหนมีน้องหญิงต้องระวังไม่ให้เขาผู้นี้เข้าใกล้
องครักษ์หนุ่มรูปงามทำทียึกยักก่อนแล่นตามคำเชิญชวนที่แสนเย้ายวนของสาวงามบาดใจนางหนึ่งเข้าไปข้างใน อู๋อี้หวินส่ายหน้าเอือมระอา“สักวันจะตายเพราะผู้หญิง!”
องค์ชายฝานจิ้งทรงแย้มพระโอษฐ์กว้างขวาง “เห็นจะจริงดังว่าบุรุษมักพ่ายแพ้ต่อความงามของสตรี” สายพระเนตรทอดไปยังชั้นสองของหอคณิกา แว่วเสียงฉินยังเคล้าคลอตามสายลม
บรรยากาศยามค่ำคืนของวันขึ้นปีใหม่นั้นเย็นสบายลมหนาวพัดกลิ่นดอกไม้โชยหอมจางๆ หยางเสียนั่งดีดฉินอยู่ที่ระเบียงชั้นสองของหอคณิกาฮวาหงเสียงะเิดังกึกก้องทำให้ใและละความสนใจจากเครื่องดนตรีคู่กายชั่วขณะ หญิงสาวแหงนหน้ามองท้องนภาที่สว่างไสวด้วยดอกไม้ไฟดวงโตแสงสีเขียวสลับแดงสุกสว่างเรืองรองงามตาก่อนดับวูบลงหมุนเวียนเปลี่ยนให้ดอกไม้ไฟดวงอื่นได้อวดความสวยงามของมันที่ลานกว้างหน้าประตูเมืองคงกำลังเริ่มประกวดพลุและดอกไม้ไฟกันแล้ว
น่าเสียดาย...นางต้องนั่งติดอยู่ที่นี่หยางเสียถอนใจยาว ก่อนลดสายตามองลงไปยังบริเวณถนนด้านล่างและได้สบเข้ากับสายตาคู่หนึ่งที่แหงนหน้ามองขึ้นมาพอดี
แขกของหอฮวาหงสินะ...หยางเสียเบ้ปากหันกลับมาสนใจงานในความรับผิดชอบต่อ ค่ำนี้หญิงสาวรู้สึกอารมณ์ไม่ดีนัก ช่างไม่สมกับเป็วันขึ้นปีใหม่เลยจริงๆเพราะเป็ครั้งแรกที่มีคนบุกเข้าประชิดถึงตัวนางยังใไม่หายที่เศรษฐีถังซึ่งเป็แขกกระเป๋าหนักคนหนึ่งของหอตรงเข้ามาจับแก้มและตะปบ่อกนางเต็มมือก่อนพยายามกอดนางด้วย
นางน่าจะนึกเอะใจกับท่าทางและสายตากะลิ้มกะเหลี่ยของคนผู้นั้นและระวังตัวมากกว่านี้สักหน่อย แต่เพราะมัวตั้งอกตั้งใจบรรเลงเพลงขับกล่อมให้ดีที่สุดเลยไม่ทันฉุกคิดว่ามีคนวิตถารทำตัวเป็แมวคอยจ้องจะตะครุบราวกับนางเป็หนูตัวเล็ก ก็รู้ทั้งรู้ว่านางเป็ชาย!
โชคดีที่นางรัดหน้าอกไว้ด้วยผ้าอย่างแ่าแถมยังเอาแผ่นกระดาษพับทบทาบลงไปที่อกอีกที สุดท้ายก็รัดด้วยผ้าอีกหลายชั้นแม้อึดอัดและรู้สึกร้อนจนหายใจไม่สะดวกปานใด...แต่ต้องทำ เอาให้มั่นใจว่าหากถูกใครจับอย่างไรก็คงไม่รู้ว่านางเป็สตรี
แต่เพราะความใและสัญชาตญาณส่วนตัว เมื่อถูกล่วงละเมิดเนื้อตัวหยางเสียเลยซัดหมัดสวนไปหนึ่งทีตาแก่ถังเมาจัดได้ที่จนลืมเอาเื่นาง ทว่าจ้าวฮั่นหลางนั้นไม่ยอมให้เื่ผ่านไปโดยง่ายเขารีบให้คนหิ้วปีกคนตาถั่วขึ้นเกี้ยวออกไปจากหอ และลงโทษนางที่ทำร้ายร่างกายแขกโดยการไล่นางออกมานั่งบรรเลงเพลงนอกระเบียง
มานั่งเล่นฉินตรงนี้จะมีกี่คนได้ฟังกันเล่าเสียงฉินจะสู้เสียงพลุได้หรือไร หนาวก็หนาว...เตาไฟเล็กๆ ที่นำออกมาด้วยช่วยอะไรไม่ได้มากนักนิ้วนางแข็งจนจะดีดสายฉินไม่ไหวอยู่แล้ว ทำไมจ้าวฮั่นหลางไม่เมาบ้างนะนางจะได้เอาฉินฟาดหัวให้สักที
อู๋อี้หวินราชองครักษ์และรองแม่ทัพฝ่ายขวาประจำด่านเจิ้งถงหลับตาลงเพื่อตั้งใจฟังเสียงเพลงที่แว่วมาตามสายลมความสามารถด้านดนตรีที่ได้รับการฝึกฝนั้แ่เยาว์วัยทำให้ชำนาญในเครื่องดนตรีหลายชนิดหนึ่งในเครื่องดนตรีที่เชี่ยวชาญที่สุดนั้นคือฉิน
“ใจไม่นิ่ง เพลงรักแท้ๆแต่ท่วงทำนองราวกับจะไปรบทัพจับศึก...”
องค์ชายฝานจิ้งทรงแย้มพระสรวลส่ายพระพักตร์ให้กับท่าทางไม่ได้ดั่งใจขององครักษ์คู่พระทัยที่มีััด้านดนตรีดีเยี่ยมพระพักตร์คมแหงนขึ้นมองแผ่นหลังของคนที่กำลังเล่นเพลงรักบนระเบียงหอนางโลม
“ก็...เพลงรัก...ปลุกใจให้ไปรบอย่างไรเล่า”
บ่ายจัดในห้องทรงงานตำหนักไท่หนิงจิ้ง ราชอาคันตุกะที่ยังไม่เสด็จกลับแคว้นต่างแยกย้ายกันท่องเที่ยวชมความสวยงามและทัศนียภาพแปลกตาของเมืองเหลิงอานจักรพรรดิเสินตี้จึงรับสั่งให้พระโอรสเข้าเฝ้า อันประกอบด้วยองค์รัชทายาทเทียนหลงองค์ชายฝานจิ้งและองค์ชายหนานลี้ นานแล้วที่ไม่ทรงเห็นหน้าพระโอรสทั้งสามอย่างพร้อมเพรียงกัน
“เ้าคิดอยากประจำการที่ทัพหลวงหรือไม่...”จักรพรรดิตรัสถามพระโอรสองค์รอง
องค์ชายฝานจิ้งทรงสะดุดกับถ้อยรับสั่งหางพระเนตรชำเลืองมองพระอนุชาละม้ายพระหัตถ์ขององค์ชายสามที่ประคองถ้วยพระสุธารสชานั้น...กระตุก!
เมื่อพระโอรสพระองค์รองยังนิ่ง จักรพรรดิชราจึงรับสั่งต่อ“ข้าอยากให้เ้าอยู่ฝึกกำลังไพร่พลที่นี่”
องค์ชายฝานจิ้งทรงนิ่งและไตร่ตรองก่อนตรัสถามพระบิดา “แล้ว แม่ทัพหวู่อิ้งเล่าพ่ะย่ะค่ะ”
พระองค์จะทรงอยู่ในฐานะใดในเมื่อคนที่รั้งตำแหน่งสูงสุดแห่งทัพหลวงยังอยู่
“ข้าปรึกษากับเขาแล้ว หวู่อิ้งก็ยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม...แต่ข้าอยากให้เ้าอยู่ช่วยหวู่อิ้งอีกแรงคนรุ่นใหม่ กลยุทธ์ใหม่ๆ อย่างที่เ้าใช้จัดการทัพของเ้าที่เจิ้งถงถ้านำมาปรับใช้กับกองทัพหลวงของต้าฉางชื่อเสียงของแคว้นเราจะกึกก้องเกรียงไกรขึ้นสักเพียงไร เ้าอาจไม่รู้ตัว...บรรดาแม่ทัพใหญ่ๆและหัวหน้านายกองในกองทัพหลายคนทีเดียวที่ออกปากชมเ้าและเห็นดีกับความคิดของข้า” ในพระกระแสรับสั่งเจือทั้งความปลาบปลื้มและความภาคภูมิพระทัยยิ่ง
“การใหญ่ไม่อาจสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียวเกล้ากระหม่อมไม่บังอาจรับความดีความชอบพ่ะย่ะค่ะ”
“เ้ามันก็อย่างนี้ ชอบถ่อมตัว ความสามารถของเ้ามันธรรมดาเสียที่ไหนกัน...ข้าก็ว่าตามที่เห็นเป็จริง”
“เกล้ากระหม่อม...”
“น่า...ฝานจิ้ง อย่าขัดรับสั่งเสด็จพ่อเลยย้ายมาอยู่ใกล้ๆ เสียด้วยกัน” องค์รัชทายาทตรัสขึ้นบ้าง เหตุใดจะไม่ทรงทราบ ที่พระอนุชาเลือกจมอยู่ด่านเจิ้งถงส่วนหนึ่งนั้นมาจากพระองค์ เพราะทั้งสองหมายปองสตรีคนเดียวกัน
แม้รู้พระองค์ดีว่าทรงมาทีหลัง แต่ความรักเป็เื่ระหว่างคนสองคนในเมื่อสวี่ชิงหลิงเลือกมอบดวงใจไว้กับพระองค์ พระอนุชาก็ควรยอมรับและเข้าใจถึงความลำบากพระทัยนี้ด้วยเช่นกัน
“กระหม่อมยังผูกพันกับด่านเจิ้งถงจะทิ้งมายังไม่ได้” องค์ชายฝานจิ้งทรงชี้แจงเหตุผลต่อพระเชษฐา แม้ทรงเจ็บกับเื่รักสักปานใดแต่อดีตจบแล้วก็จบกันไป ชิงหลิงคิดถูกแล้วที่เลือกฝากชีวิตไว้กับพระเชษฐา ดินแดนห่างไกลจากเมืองหลวงชีวิตในค่ายทหารในถิ่นทุรกันดารคงไม่เหมาะกับนาง
“ไปๆ มาๆ ก็ได้ อยู่นี่สามเดือนกลับด่านเจิ้งถงสามเดือน ข้าอยากให้เ้าอยู่ใกล้ๆ ข้าบ้าง” ปลายพระสุรเสียงนั้นแ่เบา
ไม่อยากให้เ้าคิดว่าที่พ่อทำกับแม่เ้าใช่ว่าหัวใจพ่อไม่เจ็บใช่ว่าพ่อไม่มีความรักต่อแม่เ้าและตัวเ้าเลย กฎระเบียบของวังหลวงเข้มงวดนักจะบ่าวหรือนายถ้าผิดก็ต้องว่าตามผิด หาละเว้นได้ไม่ พ่อพยายามเข้าใกล้เ้ารึก็ชิงผลักไสตัวเองออกไปให้พ้นให้ไกลสายตาอยู่ร่ำไป
จักรรพรรดิเสินตี้ทรงทราบว่าการบังคับตัวนั้นง่ายและทรงทราบดีว่า...ไม่ควรที่จะบังคับใจกัน
“เสด็จพ่อ... อย่าบังคับฝืนใจเสด็จพี่เลยพ่ะย่ะค่ะดั่งโบราณว่า ปลูกเรือนต้องตามใจผู้อยู่” องค์ชายหนานลี้ที่ทรงพยายามนิ่งตรองสถานการณ์อยู่นานตรัสแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงปรกติทรงรู้สึกขุ่นเคืองพระทัยไม่น้อยที่พระบิดามองข้ามพระองค์ไป
“ข้ายังไม่ได้บังคับพี่ชายเ้าเสียหน่อย”จักรพรรดิชราทรงยกถ้วยพระสุธารสชาขึ้นเสวยก่อนจะทรงหันไปทอดพระเนตรองค์รัชทายาทที่กำลังไอถี่ๆลูกคนนี้สุขภาพไม่ดีมาแต่ไหนแต่ไร ราชบัลลังก์ภายภาคหน้า้าแรงหนุนที่ดีเยี่ยมองค์ชายหนานลี้ประสบการณ์ยังด้อย ยังทรงวางพระทัยให้ทำการใหญ่ไม่ได้อีกทั้งใจร้อนนัก พระเดชถูกใช้มากกว่าพระคุณเสมอ
พระโอรสองค์รองจึงเหมาะที่สุด!
ประสบการณ์กว่าสิบปีจากการใช้ชีวิตทหารชายแดนต้าฉางทำให้รู้วิธีปกครองและเลือกใช้คน ิอ๋องสอนได้ดีที่ต้าฉางเป็ปึกแผ่นได้อย่างทุกวันนี้พระอนุชาต่างมารดาพระองค์นั้นมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง หากเมื่อสิ้นพระองค์แล้วพระองค์ทรงหมายมาดให้โอรสองค์รองเป็กำลังสำคัญอีกแรงที่จะช่วยผลักดันให้แผ่นดินต้าฉางภายใต้การปกครองขององค์รัชทายาทมุ่งไปสู่ความเจริญและสงบสุขร่มเย็น
การใหญ่เริ่มต้นได้เร็วเท่าไรก็ยิ่งดี!
แม้องค์ชายฝานจิ้งเสด็จออกจากห้องทรงพระอักษรของพระบิดาแล้วแต่พระกระแสรับสั่งของพระบิดายังลอยวนอยู่ในห้วงพระดำริระหว่างนั้นองค์ชายฝานจิ้งตัดสินพระทัยจะไปยังตำหนักแสงจันทร์ แต่ขณะทรงพระดำเนินอยู่นั้นก็ทรงพบกับคนที่ไม่พึงพระทัยมากที่สุด...พระสนมไป๋ฮวา
นางเดินมากับสตรีซึ่งสวมเสื้อผ้าแปลกตา ทรงเดาว่าคงเป็หนึ่งในราชอาคันตุกะต่างเมืองจึงทรงโค้งคำนับฝ่ายนั้นด้วยไมตรี ทว่าการคารวะนั้นไม่เลยไปถึงสตรีอีกคน!
พระสนมไป๋ฮวาหน้าตึงด้วยนึกไม่ถึงว่าอีกคนจะกล้าเมินทำทีไม่เห็นนาง
“นึกว่าพระองค์เสด็จกลับแล้ว...” ทูลบอกให้รู้ว่าไม่ยินดีในการพบพระองค์ด้วยเช่นกัน
มุมพระโอษฐ์ขององค์ชายรองจากตำหนักแสงจันทร์ยกเล็กน้อยก่อนตรัสออกไป“เห็นทีหนนี้...จะไม่กลับ”
พระสนมไป๋ฮวา สตรีซึ่งขึ้นชื่อว่าอำนาจเป็รองแต่เพียงพระมเหสีพยายามเก็บความขุ่นเคืองไว้อย่างมิดชิด ทั้งที่ภายในใจนั้น อยากจะตบพระโอษฐ์ที่แสนยอกย้อนนั้นสักที...เ้าเด็กคนนี้ร้ายไม่เคยเปลี่ยน!
แล้วต่างคนก็ต่างย้อนคิดไปถึงเหตุการณ์เมื่อ่สิบกว่าปีก่อน