หลังจากนั่งรถมาร่วมชั่วโมง ทั้งสี่คนก็มาถึงหมู่บ้านไป๋ซีในที่สุด
ทันทีที่ก้าวลงจากรถตรงป้ายที่ทำการหมู่บ้าน เ้าหน้าที่ในพื้นที่ก็รีบออกมาต้อนรับด้วยความดีใจ
ถึงแม้เด็กหนุ่มสาวทั้งสี่คนนี้จะยังไม่ใช่ผู้ฝึกอสูรมืออาชีพ แต่การที่พวกเขายอมสละเวลาอันมีค่ามาช่วยกำจัดหนูดิน ก็ทำให้ทางหมู่บ้านซาบซึ้งใจและยินดีต้อนรับเสมอ
เนื่องจากเวลาค่อนข้างกระชั้นชิด พวกเขาเลยไม่อยากพูดมากให้เสียเวลา พอวางสัมภาระเสร็จ ก็มุ่งหน้าไปยังพื้นที่เกิดเหตุทันที
แต่ทว่า...
พอต้องมาเผชิญหน้ากับทุ่งนาและผืนป่าที่กว้างสุดลูกหูลูกตา สืออวี่กับพรรคพวกถึงกับยืนอึ้ง
กว้างขนาดนี้... จะเริ่มงมเข็มจากตรงไหนก่อนดีเนี่ย?
ความจริงแล้ว พวกหนูดินที่อ่อนแอและหัวช้า ส่วนใหญ่ถ้าไม่โดนยาเบื่อตาย ก็คงเสร็จหมาแมวแถวนี้ไปหมดแล้ว
ดังนั้น ตัวที่ยังรอดมาป่วนชาวบ้านได้จนถึงป่านนี้ ล้วนเป็พวกระดับหัวกะทิที่ทั้งแกร่งและเ้าเล่ห์เพทุบาย
พวกมันเชี่ยวชาญการซ่อนตัว ไปมาไร้ร่องรอย แถมยังมีพลังต่อสู้พอตัว การจะไล่ล่าพวกมันให้สิ้นซากจึงไม่ใช่เื่ง่ายๆ
“เรียกสัตว์อสูรออกมาก่อนเถอะ”
สืออวี่เสนอ ในสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนแบบนี้ หาก้าค้นหาพวกหนูดินให้เจอ ก็คงต้องพึ่งสกิลตาเหยี่ยวของเ้าสิบเอ็ดแล้ว
“จัดไป”
สิ้นเสียงสืออวี่ ทั้งสี่คนก็เชื่อมต่อกับห้วงมิติอสูรพร้อมกัน
วงเวทแสงสว่างวาบขึ้น ตรงหน้าสืออวี่และจวงเยว่ปรากฏร่างอ้วนกลมของอสูรกินเหล็ก ตรงหน้าเฉินข่ายคืออสูรเกราะน้ำแข็งที่ดูแข็งแกร่ง ส่วนตรงหน้าอวี๋จิงจิงคือปีศาจหนาม รูปร่างคล้ายงูเถาวัลย์สีเขียวเข้มที่เลื้อยรัดพันอยู่กับพื้นดิน
ทันทีที่อัญเชิญออกมา สายตาของจวงเยว่ก็ถูกเ้าสิบเอ็ดดึงดูดไปจนวางตาไม่ได้
เมื่อวานเธอมองจากระยะไกลเลยไม่ทันสังเกต แต่วันนี้พอได้เห็นใกล้ๆ ชัดๆ ถึงได้รู้ว่าอสูรกินเหล็กของสืออวี่มีการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์แบบจนน่าทึ่ง!
ทั้งความเงางามของเส้นขน ทรวดทรงที่ได้สัดส่วน และมัดกล้ามเนื้อที่ซ่อนอยู่ ล้วนบ่งบอกถึงการเลี้ยงดูอย่างดี
“ท่านเทพ... อสูรกินเหล็กของคุณก็รับมาจากศูนย์เพาะเลี้ยงไผ่เหล็กเหมือนกันเหรอ?”
“อืม” สืออวี่พยักหน้า
อสูรกินเหล็กในเมืองปิงหยวนแทบทั้งหมด ล้วนมาจากศูนย์เพาะเลี้ยงไผ่เหล็กทั้งนั้น รวมถึงของจวงเยว่ด้วย
แต่ของจวงเยว่ตัวใหญ่กว่าสืออวี่อย่างเห็นได้ชัด น่าจะอายุมากกว่า ทั้งสองตัวคงไม่ใช่รุ่นเดียวกันแน่
และเพราะเกิดคนละรุ่น พวกมันเลยดูไม่รู้จักมักจี่กัน เ้าสิบเอ็ดเหลือบมองเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์แวบเดียว แล้วก็สะบัดหน้าหนีอย่างรวดเร็ว
ต่างกับอสูรเกราะน้ำแข็งของเฉินข่ายที่จ้องเ้าสิบเอ็ดด้วยความหวาดระแวงตลอดเวลา ราวกับกลัวว่าตัวเองจะโดนทุบจนละลายคามืออีกรอบ
“ด...เดี๋ยวนะ” จวงเยว่ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“ท่านเทพ... คุณคงไม่ใช่ศิษย์ของสำนักยุทธ์ไผ่ศิลาหรอกนะ?”
สืออวี่เก่งผิดปกติขนาดนี้ ดูเหมือนจะมีแค่เหตุผลนี้แหละที่ฟังขึ้นที่สุด
“ไม่ใช่ครับ” สืออวี่ส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
สำนักยุทธ์ไผ่ศิลาและศูนย์เพาะเลี้ยงไผ่เหล็กต่างก็เป็กิจการในเครือเดียวกัน และมีเ้าของเป็คนคนเดียวกัน
ศูนย์เพาะเลี้ยง... มีหน้าที่เพาะพันธุ์และขาย
ส่วนสำนักยุทธ์... คือสถานที่ฝึกฝนสำหรับผู้ฝึกอสูรที่ทำสัญญากับอสูรกินเหล็กโดยเฉพาะ
เ้าสำนักคนปัจจุบันเป็ระดับปรมาจารย์ที่อุทิศชีวิตให้กับการเลี้ยงอสูรกินเหล็ก สัตว์อสูรของเขาไม่เพียงเชี่ยวชาญสกิลกายาเหล็ก แต่ยังควบคุมสายฟ้าและเปลวเพลิงได้อีกด้วย ซึ่งเป็แนวทางการเลี้ยงดูแบบพิเศษเฉพาะตัว
ถ้าถามว่าในเมืองนี้ ใครรู้เื่แพนด้า... เอ้ย อสูรกินเหล็กดีที่สุด ทุกคนต้องชี้ไปที่สำนักยุทธ์ไผ่ศิลาอย่างแน่นอน
จึงไม่แปลกที่จวงเยว่จะสงสัย ต่อให้เขาโม้ว่าเป็ศิษย์เอกสายตรง เธอก็คงเชื่อสนิทใจ
ถึงตอนนี้สืออวี่จะยังไม่เกี่ยวข้องกับที่นั่น แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องหาเื่ไปขอคำชี้แนะ... เรียกว่าไปแลกเปลี่ยนวิชา (หรือแอบไปคัดลอกสกิล) น่าจะถูกกว่า
“อ้าว ไม่ใช่เหรอ... ฉันนึกว่าคุณเป็ศิษย์เอกของที่นั่นซะอีก” จวงเยว่หัวเราะแหะๆ แก้เก้อ
เฉินข่ายเอ่ยแทรกขึ้นมาบ้าง “ตอนนี้ในบรรดาผู้ฝึกอสูรของเมืองผิงเฉิง คนที่เก่งที่สุดก็น่าจะเป็เ้าสำนักหลินนี่แหละ”
ระดับของผู้ฝึกอสูรแบ่งเป็ ฝึกหัด, อาชีพ (ต้น/กลาง/สูง) และปรมาจารย์
ซึ่งเ้าสำนักหลินแห่งสำนักยุทธ์ไผ่ศิลาก็คือระดับปรมาจารย์ตัวจริงเสียงจริง ฝีมือระดับนี้ ต่อให้อยู่ในเมืองใหญ่อย่างปิงหยวน ก็ยังถือว่าติดท็อปเทียร์
“เ้าสำนักหลินเก่งที่สุดหรือเปล่าฉันไม่รู้ แต่ลูกสาวของเขาเหมือนจะเป็ผู้ฝึกอสูรมืออาชีพที่อายุน้อยที่สุดในเมืองผิงเฉิงใช่ไหม?”
อวี๋จิงจิงพูดเสริม “ได้ยินว่าผ่านบททดสอบระดับอาชีพั้แ่อายุ 18 แล้วได้โควตาเข้าเรียนหนึ่งในเก้าสถาบันชั้นนำ ตอนนี้น่าจะเรียนจบแล้ว ไม่รู้ว่าไปถึงระดับไหน”
“เธอตกข่าวแล้วย่ะ” จวงเยว่ส่ายหน้า
“หลินซิวจู๋เลือกเรียนสาขาการเพาะเลี้ยง ตอนนี้กลับมาประจำอยู่ที่เมืองผิงเฉิงแล้ว อสูรกินเหล็กของฉันตัวนี้ พี่ซิวจู๋ก็เป็คนช่วยเลือกให้”
“พี่ซิวจู๋บอกว่า ที่เรียนสาขานี้เพราะอยากวิจัยว่าอสูรกินเหล็กมีโอกาสวิวัฒนาการร่างต่อได้ไหม... ไม่รู้ว่าป่านนี้ทำสำเร็จหรือยัง”
“ฉันว่ายาก ปรมาจารย์หลินเลี้ยงอสูรกินเหล็กมาทั้งชีวิตยังไม่เจอทางวิวัฒนาการเลย สงสัยเผ่าพันธุ์นี้คงตันอยู่แค่นี้แหละ”
“อีกอย่าง ต่อให้ค้นพบจริง ก็ไม่เกี่ยวกับพวกเราอยู่ดี...”
อสูรกินเหล็กของจวงเยว่อ้าปากหาวหวอด สีหน้าดูปลงตกกับชีวิตสุดๆ ประมาณว่า ‘จะแข่งกันไปทำไม นอนกินไผ่เฉยๆ ดีกว่า’
“เลิกคุยก่อน... ฉันเจอเป้าหมายแล้ว”
สืออวี่ขัดจังหวะ ระหว่างที่คนอื่นกำลังเม้าท์มอย เ้าสิบเอ็ดที่เปิดใช้สกิลตาเหยี่ยวเงียบๆ ก็ค้นหาหนูดินเจอแล้ว
เื่วิวัฒนาการบ้าบออะไรนั่น เ้าสิบเอ็ดไม่สนสักนิด เป็แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว!
สืออวี่มองตามสายตาของมันไป ที่มุมหนึ่งของทุ่งนา หนูั์ตัวยาวประมาณสามสิบเิเ ไร้ขน ิัหยาบกร้านสีน้ำตาลคล้ายก้อนดิน กำลังลับๆ ล่อๆ แอบเด็ดผลไม้สีแดงกินอย่างมีความสุข
“ตรงนั้น” สืออวี่ชี้เป้า
“ดูจากขนาด น่าจะประมาณเลเวล 4 อยู่ตัวเดียวโดดๆ ภัยคุกคามไม่สูง ปัญหาคือจะจัดการยังไง ก่อนที่มันจะรู้ตัวแล้วมุดดิน…หนีไป”เฉินข่ายวิเคราะห์สถานการณ์หน้างาน
“จากข้อมูลระบุว่า หนูดินไวต่ออุณหภูมิมากกว่าแสงหรือเสียง” อวี๋จิงจิงเสนอแผน
“ถ้าให้อสูรกินเหล็กหรืออสูรเกราะน้ำแข็งเข้าใกล้ ความร้อนจากร่างกายอาจทำให้มันรู้ตัว ฉันจะให้ปีศาจหนามปลอมตัวเป็พืชเลื้อยเข้าไปดักหน้าก่อน ดูว่าจะรัดมันอยู่ไหม ถ้าพลาดพวกนายค่อยซ้ำ”
อีกสามคนพยักหน้าเห็นด้วย
ปีศาจหนามเริ่มพรางตัวกลมกลืนไปกับพืช เลื้อยไปตามพื้นดินอย่างเงียบเชียบและแเี ในสายตาของหนูดิน พืชเขียวขจีพวกนี้ก็เป็แค่อาหารจานโปรดเท่านั้น
นักล่าที่แท้จริง... มักซ่อนตัวในคราบเหยื่อ
ไม่นาน ปีศาจหนามก็เข้าสู่ระยะประชิด เถาวัลย์หนามแหลมพุ่งฉกออกไปทันที!
ขวับ!!!
มันพุ่งเข้าไปรัดเป้าหมายหมายจะเผด็จศึก แต่หนูดินเลเวล 4 ไม่ใช่หมูในอวย
ในเสี้ยววินาทีวิกฤต หนูดินััได้ถึงอันตราย มันทิ้งผลไม้แดงในมือแล้วดีดตัวพุ่งหนีสุดกำลัง
ฟุ่บ!
มันหลบการโจมตีได้อย่างเฉียดฉิว!
โดยปกติ หนูดินมักขุดโพรงเตรียมไว้ล่วงหน้า และแทบไม่ใช้สกิลมุดดินฉุกเฉิน เพราะมันช้ากว่าและเสี่ยงโดนลากคอกลับขึ้นมา
เมื่อแผนลอบจับล้มเหลว ปีศาจหนามก็เลิกซ่อนตัว หนามแหลมคมทั่วร่างงอกยาวขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนเริ่มไล่ต้อนเพื่อบีบเส้นทางหลบหนี
ในจังหวะเดียวกัน สิบเอ็ดกับอสูรเกราะน้ำแข็งก็ะเิพลังพุ่งออกไป!
“จะหนีไปไหน!” เฉินข่ายะโลั่น
อสูรเกราะน้ำแข็งเองก็เชี่ยวชาญการขุดดิน ขอแค่มีเวลาพอ มันตามไปลากตัวออกมาได้แน่นอน
สถานการณ์ที่ดีที่สุดคือจัดการก่อนมันจะมุดลงรู แต่ทว่า… อสูรเกราะน้ำแข็งช้าไปก้าวหนึ่ง เ้าหนูดินวิ่งถึงไปปากรูของมันแล้ว!
แต่ในจังหวะที่มันกำลังจะพุ่งตัวลงรู ร่างของเ้าสิบเอ็ดที่ะเิความเร็วได้เหนือชั้นกว่าใคร ก็มาถึงเป้าหมายก่อน
แม้ในการประลองก่อนหน้า สิบเอ็ดจะยืนนิ่งเป็หิน แต่ไม่ได้หมายความว่าความเร็วของมันจะด้อยกว่าใคร!
ตูม!!!
สิบเอ็ดะโลอยตัว ใช้ฝ่ามือที่เคลือบสกิลกายาเหล็กขั้นสุดยอด ตบลงไปที่ปากรูเต็มแรง!
แรงกระแทกหนักหน่วงราวกับแท่งเหล็กั์ตกจากฟากฟ้า ฝุ่นควันฟุ้งกระจาย พื้นดินรอบปากรูยุบตัวถล่มลงไปจนกลายเป็หลุมปิดตาย!
ด้วยสกิลตาเหยี่ยวผสานกับพลังกายที่ฝึกมาอย่างหนัก สิบเอ็ดรู้สึกว่าตัวเองคล่องแคล่วกว่าเมื่อวานมาก มันมองเห็นเส้นทางหนีและดักทางได้สมบูรณ์แบบ
เ้าสิบเอ็ดเผลอยืดอก ทำหน้าภูมิใจออกมาโดยไม่รู้ตัว ส่วนเ้าหนูดินได้แต่ยืนเอ๋ออยู่หน้ากองดินที่เคยเป็บ้าน...
อะ... อ้าว? บ้านข้าล่ะ? ประตูหายไปไหน?
วินาทีต่อมา มันก็ถูกปีศาจหนามที่ตามมาทันจับรัดตัวไว้ได้อย่างง่ายดาย
แต่จุดสนใจของทุกคนกลับไม่ได้อยู่ที่เหยื่อ... สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่หลุมั์ข้างกายเ้าสิบเอ็ดตาไม่กะพริบ
นี่มันพลังบ้าอะไรกัน...
อีกสามคนยืนขนลุกซู่ มองเ้าลูกอสูรกินเหล็กตัวกลมป้อมแล้วคิดตรงกันโดยมิได้นัดหมาย
‘ถ้ามีเ้านี่อยู่ด้วย... บางทีการบุกกวาดล้างหนูดินทั้งฝูง ก็คงไม่ใช่เื่เพ้อเจ้อแล้วล่ะ’