แคว้นจ้าวรัชสมัยจ้าวเทียนหลงฮ่องเต้ปีที่10 หลังจากแคว้นจ้าวและชนเผ่าซยงหนูในดินแดนทิศเหนือ สู้รบกันนานร่วมนับสิบปีที่เมืองซินโจว สุดท้ายาก็ได้จบลงท่ามกลางเสียงลั่นกลองชัยชนะของคนแคว้นจ้าว ภายใต้การนำทัพของชินอ๋องจ้าวหยางหลงและเหล่านักรบผู้กล้าทั้งหลายที่จากบ้านเกิดมายาวนาน
“ในที่สุดก็จบสิ้นสักที” เสียงของทหารนายหนึ่งบ่นออกมาขณะร่วมวงนั่งกินข้าวกันในวันรุ่งขึ้นหลังจากชนะศึกใหญ่
“นั้นหนะซิ ดีที่คราวนี้ท่านแม่ทัพตัดสินใจลงดาบทั่วป๋าห่าวหนาน ไม่อย่างนั้นาก็คงยืดเยื้อไปอีกนาน” นายทหารอีกคนหนึ่งส่งเสียง สนับสนุนความคิดเห็น หลังจากที่ต้องทำศึกากันมายาวนาน
ซึ่งความเป็จริงแล้วแคว้นจ้าวไม่้าให้เกิดา ก่อนหน้านั้นทหารแคว้นจ้าวได้แต่ลงหลักปักฐานตั้งค่าย ป้องกันหัวเมืองจากพวกชนเผ่าต่างๆ หลายครั้งก่อนฤดูหนาวพวกชนเผ่า้าที่จะอพยพหนีหนาวลงมาทางใต้ มักจะเข้ายึดหัวเมืองรวมถึงทำร้าย ปล้นฆ่าผู้คนในเมือง สร้างความเดือดร้อนไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ย้อนกลับไปเมื่อ10ปีก่อน ฮ่องเต้จ้าวเทียนหลงที่เพิ่งครองราชย์ต่อจะพระบิดาได้เพียงไม่นานก็มีราชโองการรับสั่งให้ พระเชษฐาองค์โต องค์ชายจ้าวหยางหลงในขณะนั้น เดินทางขึ้นเหนือไปประจำอยู่ที่ค่ายพยัคฆ์อุดร เื้ัราชโองการฉบับนี้เป็มายังไงก็หาผู้ใดรู้ไม่ คงทำได้ก้มหน้าทำตามบัญชาของโอรส์
แต่ใครจะคาดคิด ว่าระยะเวลาเพียงแค่5ปี จากองค์ชายพระองค์นั้น จะใช้ความรู้ ความสามารถของตนเองจนกลายเป็ที่ยอมรับของทหาร นายกอง รวมไปถึงผู้อาวุธโสในกองทัพต่างๆ แม้กระทั่งไต่เต้าจนเลื่อนขั้นขึ้นมาถึงตำแหน่งแม่ทัพฝ่ายขวาของค่ายพยัคฆ์อุดร และก็มิได้ทำให้แม่ทัพใหญ่สวี่หย่งเซิงผิดหวัง การได้องค์ชายจ้าวหยางหลง บัญชาทัพเคียงคู่กับแม่ทัพฝ่ายซ้ายซีห่าวทำให้กองทัพพยัคฆ์อุดรแข็งแกร่งอย่างที่จะหาใครเปรียบได้ เพียงแค่หลังจากนี้3 ปี กองทัพอันเกรียงไกรของแคว้นจ้าวก็บุกสังหาร ทั่วป๋าอวี๋ผู้นำเผ่าชาวซยงหนูในขณะนั้นสิ้นชีพบนหลังม้าท่ามกลางสนามรบอันเหน็บหนาวภายใต้คมดาบขององค์ชายจ้าวหยางหลง ผลงานครั้งนี้ทำให้ทางเมืองหลวงจิ้นหยางรีบส่งราชโองการปูนบำเหน็จรางวัลแก่ทหารผู้กล้าทั้งหลาย รวมถึงพระราชทานยศและแต่งตั้งชินอ๋องจ้าวหยางหลงขึ้นดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่คุมกองกำลังแดนเหนือนับแสนนายต่อจากแม่ทัพสวี่ที่ขอเกษียณเพราะว่าตนเองอายุเกือบ60ปีเข้าไปแล้ว
ซยงหนูขาดผู้นำคนสำคัญไปทำให้ทั้งสองฝ่ายได้สงบศึกพักรบกันใน่ระยะเวลาหนึ่ง แต่หลังจากที่ทั่วป๋าห่าวหนานขึ้นเป็ผู้นำต่อจากบิดาได้ไม่นาน ผู้คนต่างคิดว่าชาวซยงหนูเหล่านี้ยังคงหวาดกลัวกองทัพพยัคฆ์อุดรไม่กล้าที่จะต่อกรเป็แน่แท้ แต่ทุกคนกลับคิดผิด ดังคำโบราณที่ว่ามดแดงคิดเขย่าต้นไม้ใหญ่ ทั่วป๋าห่าวหนานก็เช่นกันแอบรวบรวมเผ่าพันธมิตรต่างๆ มาลอบโจมตีค่ายพยัคฆ์อุดรหลายต่อหลายครั้งทำตัวเหมือนกองโจร จนครั้งล่าสุดที่ฝ่ายข่าวสืบมาได้ว่ากองทัพของชาวซยงหนูกว่าครึ่งแสนแอบเคลื่อนพลเดินอ้อมูเาไปจิ้นจงซึ่งเป็เมืองข้างกันที่มีกำลังทหารเพิ่งหนึ่งหมื่นนายคุ้มกันเมืองเท่านั้นหวังจะส่งเสียงบูรพาฝ่าตีประจิม เพื่อให้ค่ายพยัคฆ์อุดรแบ่งทัพไปช่วยจิ้นจง ทั่วป๋าห่าวหนานคิดจะฉวยโอกาสนี้ย้อนกลับมาตีอีกครั้งหวังเสร็จศึกพิชิตจ้าวหยางหลงได้ในครั้งเดียว
แต่หารู้ไม่ว่าแผนการทั้งหมดนี้ถูกจ้าวหยางหลงมองออกและซ้อนแผนรอไว้แล้ว พอทั่วป๋าห่าวหนานไปถึงจิ้นจงกลับมีกองทัพสองหมื่นนายรอปะทะอยู่แล้ว แต่อีกทางหนึ่งก็ได้ข่าวว่า ค่ายของตนเองที่ด่านอวี๋ถิงก็ถูกกองทัพของจ้าวหยางหลงถล่มย่อยยับเช่นกัน ครั้นทั่วป๋าห่าวหนานจะเปลี่ยนใจกลับมาโจมตีค่ายแคว้นจ้าวเพราะคิดว่าจ้าวหยางหลงแบ่งทหารทำศึกทั้งสองที่ คงมิได้เหลือกำลังเยอะเฝ้าค่ายแน่นอน แต่กลับเป็การเดินเข้าแผนการของจ้าวหยางหลงเต็มๆ เพราะว่าครั้งนี้นอกจากสองหมื่นนายที่ส่งไปรอที่จิ้นจง แม่ทัพใหญ่แคว้นจ้าวผู้นี้ยังยกกำลังพลอีกห้าหมื่นนายดักซุ่มรอกลางทาง ทั่วป๋าห่างหนานที่มีกำลังพลครึ่งแสน เป็การยากที่ต้องรับศึกทั้งข้างหน้าและข้างหลังแถมยังเป็กองทัพที่นำทัพโดยแม่ทัพที่ขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งในแดนเหนือ ส่วนกองทัพตนนั้นได้จากการร่วมชนเผ่าต่างๆ ไร้ระเบียบแบบแผนั้แ่ต้น พอถึงเวลาปะทะกันและกัน กองทัพของทั่วป๋าห่าวหนานก็เสียขบวนกระจัดกระจายคนละทิศคนละทาง ต่างจากกองทัพพยัคฆ์อุดรที่ขวัญและกำลังใจของทหารเต็มเปี่ยมอีกทั้งทหารแต่ละคนมีกำลังต่อสู้มากถึงสอบต่อหนึ่งถึงเวลาจริงผู้คนที่ล้มลงในสนามรบเกรงว่าจะเป็พวกชนเผ่ามากกว่าทหารของแคว้นจ้าวเป็แน่
จ้าวหยางหลงทำศึกครั้งนี้ได้ตัดสินใจแล้วว่ายังไงจะต้องจบศึกกับซยงหนูให้ได้ภายในครั้งนี้แล้วจะให้ซยงหนูรวมถึงชนเผ่าต่างๆ ทำหนังสือสัญญาสงบศึกหวังเพียงเพื่อให้ราษฏรไม่ต้องทนทุกข์จากภัยาอีกต่อไป
ทุกอย่างที่จ้าวหยางหลงวางแผนไว้เป็ไปตามคาด สุดท้ายทั่วป๋าห่าวหนานแพ้าด้วยการจบชีวิตเฉกเช่นเดียวกันกับบิดาตนเอง ทำให้ครั้งนี้ทั้งซยงหนูและชนเผ่าต่างๆ ยอมถอยทัพและถอนค่ายออกไปอีก100ลี้ แต่ตลอด่สมัยของทั่วป๋าจวิน น้องชายของทั่วป๋าห่าวหนานจะไม่มีการทำาบุกรุกแคว้นจ้าวอีกนับแต่นี้ต่อไป
เมืองจิ้นหยาง เมืองหลวงแคว้นจ้าวถือได้ว่าเป็บ้านเกิดเมืองนอนของจ้าวหยางหลง แต่ถ้าถามว่าความผูกพันของเขากับเมืองนั้นคือสิ่งใด คำตอบคงเป็เพียงสุสานหลวงเสด็จพ่อตนเอง ฮ่องเต้พระองค์ก่อน และอีกสิ่งคงไม่พ้นป้ายพระิญญาของมารดาที่ล่วงลับไปั้แ่วันที่เขาได้ลืมตาดูโลก ส่วนคนที่ยังมีชีวิตอยู่ในชีวิตนี้ของเขาคงมีเพียงแค่น้องชายต่างมารดาผู้ซึ่งกลายเป็โอรส์หลังจากที่เสด็จพ่อต และไทเฮาองค์ปัจจุบัน เสด็จแม่ที่เลี้ยงดูเขามาั้แ่เล็ก นอกจากนี้เขาแทบจะมิได้มีความทรงจำใดๆ ที่จิ้นหยางเลย เขาเองรู้สึกผูกพันกับค่ายพยัคฆ์อุดรเมืองซินโจวนี้มากกว่า ที่ๆ มีทั้งอดีตแม่ทัพอย่างสวี่หย่งเซิงที่เป็ทั้งผู้บังคับบัญชาและอาจารย์สมัยที่เขาเพิ่งเริ่มใช้ชีวิตในค่ายทหารที่ซินโจว รวมไปถึง ซีห่าวเพื่อนสนิทที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมานานนับสิบปี นอกจากนี้ความสัมพันธ์ของเขากับบรรดาเหล่าทหารก็ใช่ว่าจะเลวร้ายกลับตรงกันข้าม ทหารทุกคนในกองทัพให้ทั้งความเคารพและเทิดทูนท่านอ๋องของพวกเขามากยิ่งกว่าชีวิต จนไม่อยากจะจากที่แห่งนี้ไปหากไม่มีราชโองการเรียกตัวกลับจากเมืองหลวงเมือง่กลางวันนี้ จ้าวหยางหลงใช้เวลาในค่ำคืนหนึ่งนั่งดื่มเหล้าทอดอารมณ์เงียบๆ คนเดียวข้างริมลำธารหลังค่าย พอรู้สึกตัวอีกทีก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนผู้หนึ่งดังข้างหลัง เป็ฝีเท้าที่คุ้นเคยและร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาหลายปี
“ทำไมแอบมานั่งคนเดียวที่นี้หละ คิดอะไรอยู่รึ” ซีห่าวกล่าวทักเพื่อนทันทีหลังจากที่ตามหาในค่ายแล้วรู้จากรายงานของทหารเวรยามว่าท่านอ๋องที่พวกตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของพวกเขาเดินหายมาทางลำธารหลังค่ายได้สักพักหนึ่งแล้ว เขาจึงตัดสินใจเดินตามมา และกล่าวทักทายแบบคำสามัญชนแบบที่ชอบใช้กันเมื่ออยู่เพียงลำพังแค่สองคน
“อืม” จ้าวหยางหลงตอบรับแค่คำเดียว คนเป็เพื่อนก็เข้าใจได้
“ท่านไม่อยากกลับเมืองหลวงหรือ” ซีห่าวเข้าใจว่าท่านอ๋องของเขาผูกพันกับที่นี้ไม่น้อย แต่ยังไม่สามารถทำความเข้าใจได้ว่าเหตุใดคนสูงศักดิ์ผู้นี้ถึงไม่อยากกลับเมืองหลวงขนาดนั้น
“ท่านกังวลเื่ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้”
“อืม” จ้าวหยางหลงยังคงตอบรับด้วยคำเดิม
“ท่านกลัวว่าตำแหน่งของท่านจะทำให้เมืองหลวงวุ่นวาย”
“อืม” สุดท้ายก็ยังเป็คำเดิมที่หลุดออกมาจากปากของจ้าวหยางหลง
“ท่านช่วยพูดหลายคำกว่านี้ได้หรือไม่ ข้าเดาจนปวดหัวแล้ว” ซีห่าวทนไม่ไหวเลยตัดสินใจบ่นกับเพื่อนผู้สูงศักดิ์ของตน
“กลับถึงเมืองหลวง ข้าจะถวายคืนตราพยัคฆ์อุดรให้ฝ่าา หลังจากนั้นพระองค์จะทำอย่างไรกลับข้า ก็สุดแท้แต่” จ้าวหยางหลงตัดสินใจแล้วว่าตำแหน่งของเขาหากยังมีกองกำลังทหารแสนกว่านานในกำมืออาจจะส่งผลร้ายมากกว่าผลดี จากกันมาสิบปีใครจะบอกได้ว่าน้องชายของเขาคนนั้นจะยังคงเหมือนเดิมหรือไม่ อำนาจของบังลังก์ัมันเกินกว่าที่คนอย่างเขาจะจินตนาการได้
“ท่านมาอยู่ที่นี้เกือบสิบปี ทำผลงานให้แผ่นดินตั้งมากมาย มีราชโองการกลับเมืองหลวงอาจจะเป็เื่ดีก็เป็ได้ ท่านพูดเหมือนว่าถูกเรียกกลับไปรับโทษยังไงยังงั้นแหละ “ซีห่าวยังคงมิได้คำตอบให้ตนเองเหมือนเคย
จ้าวหยางหลงและซีห่าวใช้เวลาพูดคุยกันอยู่ครู่ใหญ่ก่อนที่ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อน กลางคืนกว่าที่จ้าวหยางหลงจะข่มตาให้หลับก็เป็เวลาเกือบครึ่งคืนแล้ว ใจของเขาได้แต่ภาวนาให้สิ่งที่เขาคิดไม่มีวันเกิดขึ้นจริง ชีวิตที่เมืองหลวงเกือบสิบปีแล้วที่เขาจากมาไม่รู้ว่านับแต่พรุ่งนี้นี้ไปจะเป็เช่นไร