บทที่ 34 คิดถึงท่านพ่อ
ถังซูอี๋เดินออกมาจากห้องหนังสือ ก็เห็นเยี่ยนไถและสือโม่สองผู้ติดตามคนสนิทของเซียวอวี้หมิงคุกเข่าอยู่ด้านนอก
นางเดินเข้าไปหาพวกเขา ก่อนจะกล่าวขึ้น “พวกเจ้าเป็นคนของคุณชายรอง หากเขาดี พวกเจ้าก็ดี แต่หากเขาไม่ดี พวกเจ้าก็จะยิ่งไม่ดี ลองตรองให้ดีว่าสิ่งใดคือสิ่งที่ดีสำหรับนายของพวกเจ้า และสิ่งใดที่ไม่ดีสำหรับเขา”
เยี่ยนไถและสือโม่คุกเข่าอยู่บนพื้นพลางตอบรับด้วยร่างที่สั่นเทา ถังซูอี๋สั่งให้บ่าวรับใช้ที่เฝ้าห้องหนังสือลงกลอนประตู แล้วหันหลังกลับไปยังเรือนด้านหลัง ทันทีที่นางจากไปเยี่ยนไถและสือโม่ก็ทรุดตัวลงนั่งลงพับพื้น ท่าทางของโหวฮูหยินนั้นแข็งแกร่งนัก เทียบเท่ากับนายท่านโหวได้เลยทีเดียว
ทั้งสองหายใจหอบหนักอยู่สองสามครั้ง ก่อนจะลุกเดินไปยังประตูห้องหนังสือ แล้วแนบใบหน้าเข้ากับช่องว่างใต้ประตู เยี่ยนไถกล่าวขึ้น “คุณชายรอง ต่อไปอย่าได้ทำเรื่องเสี่ยงตายเช่นนี้อีกเลย ข้าคิดแล้วก็กลัว”
เยี่ยนไถเป็นคนขี้ขลาด เมื่อนึกถึงสายตาของโหวฮูหยินเมื่อครู่ เขาเองก็ยังรู้สึกหวาดกลัวอยู่เลย
เซียวอวี้หมิงที่อยู่ด้านในไม่ได้กล่าวสิ่งใด สือโม่แนบปากเข้ากับช่องประตูแล้วกล่าวเสริม “คุณชายรอง ท่านตอบพวกเขาสักหน่อยเถิด ฮูหยินลงโทษให้ท่านคุกเข่าหรือลงโทษให้ท่านอดอาหาร?”
เขากล่าวพลางมองซ้ายมองขวา เมื่อไม่เห็นผู้ใด เขาก็ลดเสียงให้ต่ำลงแล้วกล่าวต่อ “หากฮูหยินลงโทษให้ท่านคุกเข่า ท่านอย่าได้กระทำอย่างคุณชายใหญ่ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีผู้ใดพบเห็น ท่านจะนอนก็ไม่เป็นไร”
“จะไม่เป็นไรได้เช่นไรกันเล่า?” เยี่ยนไถที่อยู่ยืนอยู่ข้าง ๆ กล่าวขึ้น “คุณชายใหญ่คุกเข่าตลอดทั้งคืน เข่าบวมอยู่หลายวัน หากคุณชายรองของพวกเราคุกเข่าแล้วไม่เป็นอันใดเลย เช่นนั้นฮูหยินย่อมรับรู้ได้แน่ ๆ”
สือโม่นิ่งเงียบ
“พอแล้ว” เสียงของเซียวอวี้หมิงดังมาจากด้านใน “ท่านแม่แค่อยากให้ข้าตรองให้ดี ๆ ว่าจะทำสิ่งใดต่อไป ข้าไม่เป็นไร พวกเจ้าสองคนออกไปสืบข่าวของเยี่ยนอู่หน่อย”
เยี่ยนไถและสือโม่ได้ฟังก็รับคำ
เมื่อถังซูอี๋กลับมาที่ยังเรือนเรือนซื่ออาน นางเพิ่งนั่งลงก็ได้รับหนังสือขอเข้าพบจากจวนตระกูลอู๋ ความว่า อู๋ฮูหยินประสงค์จะพาธิดามาเข้าพบในวันรุ่งขึ้น ถังซูอี๋ไม่ลังเลแม้แต่น้อย จึงได้สั่งให้คนตอบรับไป พรุ่งนี้นางจะต้อนรับอย่างดีที่สุด
ถังซูอี๋กำลังอยากเจอตัวเอกในนิยายอยู่พอดี จริง ๆ แล้วนางเองก็ไม่อยากขัดแย้งกับตัวเอก ถึงอย่างไรตัวเอกของนิยายย่อมต้องมีรัศมีอยู่รอบตัว หากการหมั้นหมายของนางกับเซียวอวี้เฉินสามารถยกเลิกได้อย่างสงบและเป็นมิตร ก็จะถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุด
ทว่านางไม่รู้ว่าตัวเอกจะคิดเช่นไร หากอู๋จิ้งอวิ๋นดึงดันที่จะเล่นงานจวนโหวของนาง นางคงไม่อาจสุภาพได้อีกต่อไป
เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น ถังซูอี๋สั่งให้คนเอาอาหารไปยังห้องหนังสือ ส่วนนางและบุตรธิดาที่เหลือก็นั่งทานอาหารอยู่ด้วยกัน
วันนี้เซียวอวี้เฉินมีธุระต้องออกไปข้างนอก จึงไม่ทราบเรื่องของ เซียวอวี้หมิง ถังซูอี๋จึงบอกเขา “ข้าเห็นว่าน้องชายเจ้าไม่ใช่ผู้ที่จะนั่งอ่านหนังสือได้ จึงคิดจะให้เขาฝึกวรยุทธ์ แต่เรื่องนี้ก็ต้องให้เขาชอบเองจึงจะเป็นเรื่องที่ดี ถึงอย่างไรก็ไม่อาจปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป”
“หากน้องชายรองฝึกวรยุทธ์จนเข้าร่วมกับกองทัพได้ก็เป็นหนทางที่ไม่เลว เพราะท่านปู่และท่านพ่อล้วนเป็นทหารทั้งนั้น” เซียวอวี้เฉินคิดในใจว่าทานอาหารเสร็จจะไปหาเซียวอวี้หมิง แล้วลองคุยกับเขาดี ๆ
ทว่าถังซูอี๋ไม่ได้คิดจะให้เซียวอวี้หมิงสืบทอดความปรารถนาของท่านปู่และท่านพ่อของเขา ทุกสิ่งควรขึ้นอยู่กับว่าเขาชอบทำสิ่งใด และเหมาะสมกับสิ่งใด
นางจึงกล่าวขึ้น “หากเขามีความสามารถเหมือนท่านปู่และท่านพ่อของเจ้าจริง ข้ากับท่านพ่อของเจ้าย่อมวางแผนให้เขา แต่ไม่ว่าอย่างไร ผู้ที่จะตัดสินใจได้ดีที่สุดก็ย่อมเป็นตัวเขา”
ไม่ว่าสมัยโบราณหรือสมัยใหม่ เด็กในวัยสิบกว่าปีล้วนเป็นที่กังวลใจของพ่อแม่เป็นอย่างมาก ในสังคมสมัยใหม่ เด็กอายุสิบสี่ปีเป็นวัยที่กำลังสอบเข้ามัธยมปลาย ทุกคนหวังว่าลูกของตนจะสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายชั้นนำได้ ส่วนสมัยโบราณ เด็กอายุสิบสี่ปีล้วนถือว่าเป็นผู้ใหญ่แล้วทั้งสิ้น พ่อแม่ก็จะเริ่มวางแผนและกำหนดหนทางในภายภาคหน้าให้กับพวกเขา
“พรุ่งนี้อู๋ฮูหยินจะพาสตรีมาที่จวนสักสองสามคน เจ้ามีแผนการใดบ้างหรือไม่?” ถังซูอี๋เปลี่ยนเรื่องถามเซียวอวี้เฉิน
เซียวอวี้เฉินได้ยินแล้วตกใจ ช่วงนี้เขายุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือและทำความเข้าใจกับงานบางอย่าง แน่นอนว่ายังคงคิดถึงน้องฉินผู้ทนทุกข์ที่จวงจื้ออยู่บ่อยครั้ง ส่วนคุณหนูรองแห่งตระกูลอู๋ผู้นี้เขาได้ลืมเลือนไปแล้ว
“ข้าจะฟังท่านแม่ทุกอย่าง”
“ดี” ถังซูอี๋ไม่อยากให้เซียวอวี้เฉินและอู๋จิ้งอวิ๋นพบกันในวันพรุ่งนี้ จึงกล่าวขึ้นอีกครั้ง “หากพรุ่งนี้เจ้ามีกิจธุระก็รีบไปทำเถิด”
เซียวอวี้เฉินรู้สึกโล่งอก เขากลัวจริง ๆ ว่าถังซูอี๋จะให้เขาพบอู๋จิ้ง
อวิ๋นในพรุ่งนี้ เขาไม่อยากเจอสตรีที่กระทำการด้วยความโหดเหี้ยม แม้จะได้เจอก็ไม่รู้ว่าจะกล่าวสิ่งใด
“พรุ่งนี้จะมีการรวมตัวกันของเหล่านักปราชญ์ พวกเขาจะร่วมกันแต่งกลอนและเขียนบทกวี ทัังยังพูดคุยเรื่องกิจการบ้างเมือง” เซียวอวี้เฉินกล่าว
ถังซูอี๋จิบซดน้ำซุปก่อนจะถาม “การรวมตัวกันของเหล่านักปราชญ์ในเมืองหลวง จะเกิดขึ้นที่ใดกันเล่า?”
การชุมนุมของเหล่านักปราชญ์ ก็คือการรวมตัวกันเพื่อแต่งกลอนและเขียนบทกวี หรือพูดคุยเรื่องการเมืองการปกครอง
เซียวอวี้เฉินคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวตอบ “การรวมตัวกันของเหล่านักปราชญ์ในเมืองหลวง มักจะเกิดขึ้นที่หอสุราชั้นดี ไม่ว่าจะเป็น หออวิ๋นซีโหลว หอหมิงเยว่เก๋อ”
“เป็นหอสุราทั้งนั้นเลยหรือ? ที่เหล่านั้นโอ่อ่าเพียงใด? ใหญ่เท่าคฤหาสน์สามชั้นหรือไม่?” ถังซูอี๋ถาม
“หอสุราจะใหญ่โตได้สักเพียงใด ก็แค่เรือนเล็ก ๆ เท่านั้น”
ถังซูอี๋ได้ยินคำของเขาก็ครุ่นคิด นางนึกถึงสโมสรธุรกิจในสังคมสมัยใหม่ ที่รวมเอาภัตตาคาร ที่พัก ความบันเทิง การประชุม และอื่น ๆ เข้าไว้ด้วยกัน หากเปิดสโมสรเช่นนี้ในเมืองหลวง ธุรกิจน่าจะรุ่งเลยทีเดียว
นางมีความคิดคร่าว ๆ ในใจ คิดว่าจะทำการสำรวจตลาดอีกครั้งในภายหลัง
หลังจากทานอาหารเสร็จ เซียวอวี้เฉินนั่งคุยกับถังซูอี๋ยู่อีกสักพัก ก่อนจะจากไป เมื่อมาถึงเรือนด้านหน้า เขาไม่ได้มุ่งหน้าไปยังเรือนของตนเอง ทว่ากลับเดินไปยังห้องหนังสือของบิดา ผู้ที่ดูแลห้องหนังสือเห็นเช่นนั้นจึงรีบเดินเข้ามาทักทาย “คุณชายใหญ่ ฮูหยินแจ้งว่าให้คุณชายรองอยู่เงียบ ๆ เพียงผู้เดียว ไม่ให้ผู้ใดเข้าไปรบกวน”
เซียวอวี้เฉินตอบรับในลำคอแล้วโบกมือให้เขาออกไป จากนั้นก็ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูห้องหนังสือ เขาเพียงอยากจะกล่าวเหตุผลบางประการกับเซียวอวี้หมิง ทว่าไม่รู้จะกล่าวสิ่งใด ส่วนใหญ่เป็นเพราะตนเองยังเป็นพี่ชายที่ทำได้ไม่ดีพอ จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะสั่งสอนน้องชาย
หลังจากเงียบไปนาน สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจหันหลังจากไปโดยไม่กล่าวสิ่งใด
ในห้องหนังสือ เซียวอวี้หมิงได้ยินเสียงเอะอะจากภายนอก ก็รู้ว่า ได้ทันทีว่าเซียวอวี้เฉินอยู่ตรงนั้น เขาคิดว่าเซียวอวี้เฉินคงจะพูดจาสั่งสอนเขาเหมือนอย่างวันก่อน ๆ ทว่าพี่ชายของเขากลับเดินจากไปโดยกล่าวสิ่งใดเลย เขารู้สึกเหมือนสูญเสียบางสิ่งไป
เขานอนอยู่บนเตียงเล็กหลังฉากกั้น พลางเอียงหัวมองท้องฟ้ายามค่ำคืนผ่านหน้าต่าง จู่ ๆ ก็นึกถึงเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ครั้งหนึ่งที่เล่นซ่อนแอบกับคนอื่น ๆ เขาเข้ามาแอบในห้องหนังสือในตอนที่คนเฝ้าไม่ทันจะมองเห็น ยามนั้นเขาซ่อนอยู่ใต้เตียงเล็กนี้ แล้วก็ผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว ทำเอาคนทั้งจวนต้องตามหากันจนวุ่นวาย
สุดท้ายเป็นบิดาที่ได้ยินเสียงกรนของเขา แล้วอุ้มเขาออกมาจากใต้เตียงเล็กนี้ เขาจำได้ดีว่าครั้งนั้นบิดาทำหน้าเคร่งขรึมและตวัดฝ่ามือใหญ่ตีเขา ฝ่ามือนั้นยกสูงมาก ทว่าเมื่อตกลงบนก้นแล้วกลับไม่เจ็บเท่าที่คิดไว้ และเขายังจำได้เสมอว่าบิดามักกล่าวอยู่บ่อยครั้งว่าเขาเหมือนท่าน
คิดถึงบิดา คิดถึงมากที่สุด
น้ำตาคลอเบ้าโดยไม่รู้ตัว ทว่าทันทีที่กำลังจะไหลออกมา เซียวอวี้ หมิงก็ยกมือขึ้นปาดอย่างแรง เกิดเป็นบุรุษต้องให้โลหิตไหล ไม่ใช่น้ำตา