*เนื้อหาในนิยายต่อไปนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งในงานเขียน
บุคคลและสถานที่ต่าง ๆ ไม่มีอยู่จริง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์แต่อย่างใด
ทั้งนี้ขอให้ผู้อ่าน อ่านด้วยความสนุก ไม่คิดมากถึงความไม่สมเหตุผลในบางกรณี
บทที่ 6 : อาการป่วยของฟู่อันฉี
ค่าสถานะของฟู่อันฉี ทำให้ลั่วซือหานรู้สึกไม่สบายใจ
สถานะของลั่วตงมีปัญหาแค่เรื่องด้านข้อเข่า ที่เกิดจากการทำงานหนัก ซึ่งเจอได้ทั่วไป แถมยังสามารถรักษาได้ไม่ยาก
ส่วนฟู่อันฉี เธอมีโรคที่เรียกกันว่าโรคหลังคลอด ซึ่งส่วนใหญ่จะมีอาการเพียงไม่นานก็หาย หลังจากคลอดลูกไม่นาน ถ้าเธอได้รับการรักษาที่ถูกต้อง
แต่ตอนนั้นฟู่อันฉีไม่ได้รับการรักษาที่ดี จนเวลาล่วงเลยมานาน นอกจากนั้นเธอก็ไม่ได้บอกลั่วตงด้วย ว่าตัวเองเจ็บป่วยตรงไหน เธอพยายามอดทนเพื่อครอบครัว
ฟู่อันฉีมีอาการป่วยตั้งแต่เธอคลอดลูก ตอนที่คลอดลูกชาย เธอมีอาการตกเลือด เสียเลือดไปจำนวนมาก จึงถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล เสียเงินรักษาไปหลายหยวน ทำให้เธอโดนครอบครัวแม่สามีทั้งด่า และสาปแช่งที่ล้างผลาญเงินในตระกูลลั่ว
ผ่านไปหลายปี ฟู่อันฉีก็ยังคงโดนดุด่าถึงเรื่องนั้นไม่เลิก ดังนั้นเมื่อเธอรู้สึกไม่สบาย เธอจึงไม่กล้าบอกสามี กลัวว่าจะไปเป็นภาระให้
นอกจากฟู่อันจะตกเลือดแล้ว ลูกชายของเธอก็ยังมีร่างกายอ่อนแออีกด้วย ตอนนั้นเธอทรมานใจมาก ๆ ทั้งหวาดกลัวและเสียใจ
แต่โชคดีที่สามีของเธอไม่เคยพูดต่อว่าเธอเลยสักครั้ง แถมยังให้กำลังใจเธออีกด้วย
จนกระทั่งวันหนึ่ง ตอนนั้นลั่วซือหานอายุได้เพียงหนึ่งขวบ ลูกของลั่วเจียนเว่ยพี่ชายคนโตของลั่วตง ได้แกล้งลั่วซือหานผลักเขาตกลงไปในแม่น้ำ
โชคดีที่ตอนนั้นน้ำในแม่น้ำได้จับตัวกันเป็นน้ำแข็งแล้ว
แต่ฟู่อันฉีที่ลงไปช่วยลูกชายในแม่น้ำที่มีอุณหภูมิติดลบ เพราะตกลงไปในแม่น้ำ ทำให้ฟู่อันฉีและลั่วซือหานป่วยหนักไปหลายวัน แต่ถึงแบบนั้นเธอก็ยังโดนแม่สามีปลุกให้มาทำงานบ้านอยู่ดี
ลั่วตงที่เห็นแบบนั้นจึงทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาได้มีปากเสียงกับแม่เฒ่าลู่ และลั่วเจียนเว่ย เรื่องนั้นรุนแรงจนพวกเขาได้แยกบ้านจากครอบครัวลั่ว แต่กว่าจะย้ายออกมาได้มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
พอย้ายออกมาได้ พวกเขาก็ย้ายมาอยู่หมู่บ้านตรงข้ามแม่น้ำแทน
ดังนั้นเมื่อพวกเขามีโอกาสได้เลี้ยงลูกชายด้วยตัวเอง โดยที่ไม่มีใครมาคอยกีดกันอีกต่อไป เขาจึงได้ตามใจลั่วซือหานมาโดยตลอด จนในท้ายที่สุดเขาก็กลายเป็นอันตพาลตัวน้อย คอยรังแกคนอื่นไปทั้งแม้จะมีร่างกายที่อ่อนแอก็ตาม
แต่เรื่องราวข้างต้นไม่สำคัญเท่ากับอาการป่วยของฟู่อันฉี ที่มันติดตัวเธอมาตั้งแต่คลอดลั่วซือหาน
ยิ่งปล่อยไว้นาน อาการของฟู่อันฉีก็ยิ่งมีมากขึ้น
ความจริงโรคของฟู่อ้นฉีรักษาได้ง่ายมาก ถ้าได้กินสมุนไพรเพื่อรักษาอาการมาโดยตลอด แต่ตอนนั้นพวกเขายังอยู่ในครวบครัวลั่ว
อย่าว่าแต่สมุนไพรเลย แม้แต่ข้าวพวกเขายังแทบจะไม่ได้กิน
แต่พอย้ายออกมา เงินที่หามาได้ก็ต้องนำไปซื้อยาให้ลั่วซือหานอีก
ดังนั้นฟู่อันฉีจึงไม่กล้าบอกลั่วตงเรื่องอาการป่วยของเธอ พนานวันเข้าเธอก็เริ่มที่จะชินกับความเจ็บปวดนั้น
ลั่วซือหานคิดว่าเขาต้องรีบรักษาฟู่อันฉีให้เร็วที่สุด
ส่วนคนที่สามารถช่วยรักษาฟู่อันฉีได้ ลั่วซือหานคงต้องไปขอความช่วยเหลือจากหลิวผิงอัน!
นอกจากการรักษาแล้ว เขายังต้องการดูแลอาหารการกินของฟู่อันฉีและลั่วตงใหม่อีกด้วย
เขาจะต้องหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว นอกจากนั้นเขาก็ยังต้องการไปสอบเข้ามหาวิทยาลัย แล้วกลายเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย!
ลั่วซือหานมีความคิดที่จะทำการค้าขาย แต่เขาทำอาหารไม่เป็น การเกษตรก็ทำไม่เป็นด้วยเช่นกัน
ดังนั้นเขาจึงมีความคิด ที่จะใช้ความสามารถของระบบ ด้วยสกิลตรวจสอบ เขาจะสามารถทำเงินจากมันได้ด้วยการรับซื้อของเก่า!
ถึงจะบอกว่าเก่า แต่ของเก่าที่ลั่วซือหานหมายถึงคือของโบราณล้ำค่า ที่บางคนมองข้ามไป ในสมัยนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณวัตถุยังมีไม่มาก
ดังนั้นลั่วซือหานจึงคิดจะใช้สกิลตรวจสอบเพื่อหาเงิน แต่ก่อนอื่นเขาต้องมีเงินให้ได้ก่อน เพื่อที่จะไปซื้อของ
อีกอย่างของพวกนั้นใช่ว่าซื้อมาแล้ว จะสามารถขายได้เลยทันที
ดังนั้นการซื้อของโบราณที่เขากล่าวมามันคือการลงทุนล่วงหน้า
ก่อนอื่นเขาต้องมีเงินทุนและเงินสำรอง เพื่อนำมันไปขายในปักกิ่ง ในตอนที่เขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว
ถึงตอนนั้นถ้าลั่วซือหานสามารถสอบติด เขาจะขายของโบราณทั้งหมดและซื้อบ้านเพื่ออยู่ที่นั่นถาวร
นอกจากนั้นเขายังคิดจะพาลั่วตง และฟู่อันฉีไปอยู่ด้วยกันทั้งหมด!
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ดวงตาของลั่วซือหานก็ปิดลง ลมหายใจของเขาก็สงบนิ่งในที่สุด
เข้าวันต่อมา ฟู่อันฉีลุกขึ้นมาทำอาหารแต่เช้ามืด
ส่วนลั่วซือหานยังคงไม่ตื่น กว่าเขาจะตื่นฟู่อันฉีและลั่วตงก็ได้ออกไปทำงานกันหมดแล้ว
ลั่วซือหานตื่นขึ้นมาก็เป็นเวลาสายมากแล้ว ตอนลุกขึ้นจากเตียงเขารู้สึกปวดหัวนิดหน่อย แต่คิดว่าคงจะไม่เป็นอะไร จึงไม่ได้สนใจอีก
เขาออกมานอกห้องแต่ไม่เจอใคร จึงรู้ว่าทุกคนออกไปทำงานกันหมดแล้ว
เขาไปล้างหน้าแปรงฟันก่อน จากนั้นก็เข้าครัวมาหาอะไรกิน
ลั่วซือหานมองไปยังอาหารที่ถูกเตรียมไว้เป็นอย่างดี แววตาของเขาปรากฎความรู้สึกอบอุ่น จากนั้นเขาก็กินมันอย่างเงียบ ๆ
ลั่วซือหานไม่รู้ว่าตัวเองคิดยังไงกับลั่วตงและฟู่อันฉี แต่เขารู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากทั้งสองคน และลึก ๆ เขาก็อดที่จะอิจฉาลั่วซือหานไม่ได้
แม้ว่าตัวเขาก่อนตายจะมีทุกอย่างพร้อม ตั้งแต่เด็กเขาถูกเลี้ยงดูมาด้วยคุณปู่เพียงคนเดียว ซึ่งคุณปู่ของเขามีนิสัยเย็นชาและเด็ดขาด
ต่อมาลั่วซือหานจึงได้นิสัยนั้นมาจากคุณปู่ ทำให้เขาไม่เคยเข้าใจความคิดของผู้หญิง จนกระทั้งตายชีวิตก่อนเขาก็ยังไม่เคยมีแฟน
ไม่ใช่ว่าไม่มีผู้หญิงเข้าหาเขา เพียงแต่ผู้หญิงพวกนั้นล้วนต้องการเงินที่เขามี เขาเลยไม่เข้าใจว่าความรักมันคืออะไร?
ลั่วซือหานกินอาหารจนหมด ล้างจานที่กินไว้เสร็จเรียบร้อย
เขาเตรียมตัวออกไปทำงาน แถมยังไม่ลืมที่จะหยิบเอาเคียวเกี่ยวข้าวติดมือไปด้วย
จากนั้นเขาก็เดินไปทางทุ่งนา ซึ่งเป็นสถานที่ที่ลั่วตงและฟู่อันฉีกำลังทำงานอยู่
ระหว่างทางผู้คนต่างส่งสายตามองมายังเขา แต่ลั่วซือหานได้เพิกเฉยต่อสายตาคนพวกนั้น
เมื่อเดินมาถึงจุดที่ฟู่อันฉีและลั่วตงกำลังทำงานอยู่
เขาจึงเดินลงไปยังทุ่งนา ฟู่อันฉีสังเกตเห็นลั่วซือหานตั้งแต่เขาเดินเข้ามาใกล้ แต่เธอไม่คิดว่าเขาจะลงมาช่วยงานแบบนี้!
ฟางเจียงหรานที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน และยังเป็นหัวหน้าคนงาน เขาเดินเข้ามาถามลั่วซือหาน
“ลั่วซือหานนายจะทำงานใช่ไหม?”
เขาถามด้วยความไม่แน่ใจ เพราะเขาไม่เคยเห็นลั่วซือหานออกมาทำงานเลยสักครั้ง เพราะทุกครั้งเขามักจะอ้างตลอดว่าตัวเองมีร่างกายที่อ่อนแอ ไม่สามารถทนแดดทนฝนได้!
ดังนั้นภาระทุกอย่างจึงไปตกอยู่ที่ลั่วตงและฟู่อันฉี ซึ่งทั้งสองคนไม่มีใครต่อว่าลั่วซือหาน
ผู้คนในหมู่บ้านคนไหนเลยจะกล้าไปต่อว่าได้ นอกจากจะซุบซิบนินทากันลับหลังเท่านั้น
ลั่วซือหานเห็นใบหน้าที่กำลังสงสัยของฟางเจียงหราน โดยไม่แปลกใจเลยสักนิดที่อีกฝ่ายมีอาการแบบนั้น
ลั่วซือหานพยักหน้า “ใช่ผมจะทำงาน”
ฟางเจียงหรานขมวดคิ้ว เขารู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เพราะทุกครั้งที่ลั่วซือหานเริ่มอยากจะทำงาน เขามักจะทำได้เพียงไม่นาน จากนั้นเขาก็จะเริ่มมีอาการป่วย
“นายแน่ใจใช่ไหมว่าทำงานได้?” ฟางเจียงหรานถามย้ำอีกครั้ง
ลั่วซือหานเข้าใจว่า ทำไมฟางเจียงหรานถึงได้มีปฏิกิริยาแบบนั้น
เขาจึงตอบย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ใช่ผมจะทำงาน”
ฟางเจียงหรานพ้นลมหายใจออกมาอย่างแรง จากนั้นจึงพูดว่า “ดี! ฉันหวังว่านายจะทำงานได้จนจบวัน เพราะถ้าทำงานได้ไม่ถึงวันฉันคงให้คะแนนกับนายไม่ได้!”
ลั่วซือหานไม่คิดมากต่อท่าทีดูถูกของฟางเจียงหราน เพียงตอบรับคำเท่านั้น “ผมเข้าใจแล้ว”
ฟางเจียงหรานมองลั่วซือหานอีกเล็กน้อย ก่อนที่จะเดินจากไป
ฟู่อันฉีรีบเดินเข้ามาหาลั่วซือหานทันที เมื่อเห็นว่าฟางเจียงหรานจากไปแล้ว
“ซือหานทำไมลูกถึงคิดอยากทำงาน?” เธอถามด้วยความเป็นห่วง
แววตาของลั่วซือหานมีความรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา “ผมแข็งแรงขึ้นแล้ว ดังนั้นผมจะช่วยพ่อกับแม่ทำงานเองครับ!”
“ลูกไม่ต้องฝืนตัวเอง…”
ลั่วซือหานพูดตัดบทฟู่อันฉี
“ผมทำได้ แม่ไม่ต้องห่วง” เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ซึ่งเขาไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน
ฟู่อันฉีจึงความคิดขึ้นมาอีกครั้งว่า ลูกชายของเธอคงเริ่มมีความคิดขึ้นบ้างแล้ว แม้ว่าเธอจะยังเป็นห่วงเขาอยู่ก็ตามที แต่เธอก็อดที่จะดีใจไม่ได้
เพราะตอนนี้พวกเขาก็เริ่มแก่กันแล้ว แกรงว่าอีกไม่กี่ปีก็คงไม่สามารถทำงานหาเงินได้อีกต่อไป ถึงตอนนั้นก็ยังไม่รู้เลยว่า จะมีใครยอมมาแต่งงานกับลั่วซือหานลูกชายของเธอไหม?
แต่เมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อวาน ฟู่อันฉีก็คิดที่จะพูดคุยเรื่องซูเหม่ยหลิงอีกครั้ง แต่ตอนนี้ยังไม่เหมาะที่จะพูด
ทางด้านลั่วตง เขามีท่าทางไม่เชื่อตั้งแต่แรก แต่เขาก็ไม่สามารถพูดอะไรได้ เพราะท่าลั่วซือหานสามารถทำงานได้จริง พวกเขาก็คงจะสบายขึ้นอีกนิด และในอนาคตก็สามารถวางใจได้
เขาไม่ได้คาดหวังให้ลั่วซือหานทำงานได้มากเท่าพวกเขา แต่อย่างน้อยขอแค่ไม่ออกไปทำอะไรไร้สาระ แค่นั้นเขาก็พอใจแล้ว
“ถ้าลูกเหนื่อยหรือไม่สบาย ให้รีบกลับไปพักนะ เข้าใจไหม?”
ฟู่อันฉีบอกด้วยความเป็นห่วง
“แม่ไม่ต้องเป็นห่วง ผมดูแลตัวเองได้”
จากนั้นพวกเขาก็แยกย้ายกันไปทำงาน เพียงแต่ไม่ได้อยู่ไกลกันมาก ห่างกันเพียง 4-5 เมตรเท่านั้น
ลั่วซือหานกดใช้งานสกิลเก็บเกี่ยว ในตอนที่ไม่มีใครสังเกตเห็น หลังกดใช้สกิล เขาจึงลองเกี่ยวข้าวดู
[คุนได้รับข้าวสาลีที่สมบูรณ์จำนวน 1 กำมือ]
ดวงตาของลั่วซือหานเบิกกว้าง นี่เท่ากับว่า ไม่ว่าเขาจะเก็บเกี่ยวมันในเวลาไหน ผลที่ได้จะออกมาสมบูรณ์ทุกการเก็บเกี่ยวใช่ไหม?
ลั่วซือหานยังไม่แน่ใจ คงต้องลองไปเก็บเกี่ยวอย่างอื่นดูบ้าง
จากนั้นเขาก็ทำงานเกี่ยวข้าวไปเรื่อย ๆ จนกระทั้งเขาเห็นหน้าจอระบบเด้งขึ้นมาเอง