ในวันที่เธอมองไม่เห็น

    ถ้าฉันตาบอดจริง ๆ ล่ะ

            เช้าวันเสาร์ปลายเดือนพฤศจิกายนมาถึงพร้อมท้องฟ้าสีฟ้าจางหมอกบางๆ ลอยอยู่เหนือสวนแอปเปิล

    กิ่งไม้จำนวนมากเหลือเพียงเปลือยเปล่ารอการมาถึงของฤดูหนาว มาซาอากิกำลังชงกาแฟอยู่ในครัวเล็ก ๆ ของบ้านเช่ากลิ่นกาแฟค่อยๆ ลอยขึ้นมาพร้อมไอร้อน เขายกแก้วขึ้นจิบก่อนจะได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากหน้าบ้าน

    กริ๊ง

    กริ๊ง

    เสียงกระดิ่งจักรยาน

    เขาวางแก้วลงแล้วเดินออกไปเปิดประตูอาโออิกำลังยืนอยู่หน้าบ้าน เธอสวมเสื้อโค้ตสีครีมตัวหนาและผ้าพันคอสีแดงเข้มปลายจมูกแดงเล็กน้อยเพราะอากาศเย็นและครั้งนี้กล้องกลับมาคล้องอยู่บนคอของเธออีกครั้ง

    หญิงสาวยกมือขึ้นโบก“อรุณสวัสดิ์”

    มาซาอากิยิ้มบางๆ “เช้าจัง”

    “วันนี้อากาศดี” เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าดวงตาเป็๲ประกายเหมือนเด็กที่กำลังเจอเ๱ื่๵๹น่าตื่นเต้น

    “ฉันไม่อยากอยู่บ้าน”

    เขาหลุดหัวเราะ“ฟังดูเหมือนเด็กหนีออกจากบ้าน”

    “ฉันโตแล้วนะ”

    “ครับ”

    “น้ำเสียงคุณเหมือนไม่เชื่อเลย” เธอย่นจมูกใส่เขาก่อนหลุดหัวเราะออกมาเอง

    ลมเย็นพัดผ่านสวนแอปเปิลหญิงสาวยกมือขึ้นจับกล้องที่คล้องอยู่บนคอ

    “ไปเดินเล่นกันไหม”

    “ตอนนี้เลยเหรอ”

    “อือ” เธอพยักหน้า

    รอยยิ้มค่อยๆ อ่อนลงเล็กน้อย “ฉันอยากถ่ายรูป”

    มาซาอากิมองเธออยู่ครู่หนึ่ง๻ั้๫แ๻่วันที่โรงพยาบาลบอกว่าผลตรวจแย่ลง เธอแทบไม่ได้หยิบกล้องขึ้นมาอีกเลย

    แต่วันนี้กล้องกลับมาอยู่บนคอของเธอแล้ว

    เขาพยักหน้า“ได้สิ”

    ดวงตาของเธอสว่างขึ้นทันที“ดีจัง”

    คำพูดเดิมคำพูดที่เขาได้ยินมาหลายครั้งแล้วแต่วันนี้กลับทำให้เขาโล่งใจอย่างประหลาด

            ทั้งสองเดินออกจากหมู่บ้านใน๰่๥๹สายอากาศเย็นจัดจนมองเห็นไอขาวทุกครั้งที่หายใจออก ถนนสายเล็กทอดผ่านทุ่งโล่งและสวนแอปเปิลที่เก็บเกี่ยวเสร็จแล้วไกลออกไป ยอดเขาเริ่มมีหิมะบาง ๆ ปกคลุม

    อาโออิหยุดเดินก่อนยกกล้องขึ้นแชะ

    เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นเป็๲ครั้งแรกในรอบหลายวันเธอมองภาพบนหน้าจอแล้วค่อย ๆ ยิ้ม

    แชะ อีกครั้งแชะ อีกครั้ง

    มาซาอากิยืนมองอยู่เงียบๆ ไม่รู้ทำไมแต่เพียงแค่ได้ยินเสียงชัตเตอร์อีกครั้ง หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านก็ดูมีชีวิตขึ้นมาหญิงสาวหันมาหาเขา “คุณรู้ไหม”

    “หืม”

    เธอยกกล้องขึ้นเล็กน้อย“ฉันคิดถึงเสียงนี้”

    เขายิ้ม“เสียงชัตเตอร์เหรอ”

    “อือ” เธอก้มมองกล้องในมือ “หลายวันก่อนฉันหยิบมันขึ้นมาไม่ได้เลย”

    ลมเย็นพัดผ่านปลายผมของเธอ

    “ฉันกลัว” เธอพูดออกมาตรง ๆ “กลัวว่าถ่ายไปก็ไม่มีความหมาย”

    มาซาอากินิ่งฟัง

    “แต่เมื่อวานฉันเปิดรูปเก่า ๆ ดู” เธอหัวเราะเบา ๆ “แล้วเพิ่งรู้ตัวว่ารูปพวกนั้นช่วยฉันไว้เยอะเลย”

    เธอเงยหน้ามองท้องฟ้า“มันทำให้ฉันจำวันที่มีความสุขได้ จำวันที่พ่อหัวเราะ จำวันที่แม่อบพายไหม้”

    เธอหัวเราะอีกครั้ง“แล้วก็จำวันที่เราไปนั่งรถไฟ”

    ลมพัดผ่านระหว่างคนทั้งสองหญิงสาวมองกล้องในมือก่อนพูดเบาๆ “รูปภาพเก็บเวลาไว้จริง ๆ ด้วย”

    ประโยคนั้นทำให้มาซาอากิหันไปมองเธอเพราะเขาจำได้เธอเคยพูดประโยคนี้มาก่อนนานแล้วในวันที่ทั้งสองยังไม่สนิทกันและตอนนี้ความหมายของมันกลับลึกกว่าเดิมมาก

    ทั้งสองเดินต่อไปจนถึงทุ่งโล่งเล็กๆ หลังหมู่บ้านต้นหญ้าสีทองเอนลู่ไปตามแรงลม

    อาโออิหยุดเดินอีกครั้งก่อนยกกล้องขึ้นแชะ ครั้งนี้เธอไม่ได้ถ่าย๺ูเ๳า ไม่ได้ถ่ายท้องฟ้าแต่หันกล้องมาทางเขา

    มาซาอากิชะงัก“อะไร”

    หญิงสาวยิ้ม“อยากถ่ายคุณ”

    “ผม?”

    “อือ” เธอมองภาพในช่องมอง “คุณทำหน้าเหมือนคนงงอยู่ตลอดเลย”

    เขาหลุดหัวเราะ“ผมไม่รู้ว่าต้องโพสท่ายังไง”

    “ไม่ต้องโพส” เธอยิ้มกว้างขึ้น “อยู่แบบนั้นแหละ”

    แชะ

    เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นอีกครั้งอาโออิก้มมองภาพบนหน้าจอก่อนยิ้มคนเดียว

    “ออกมาดีด้วย”

    “จริงเหรอ”

    “อือ” เธอเงยหน้าขึ้นดวงตาเป็๞ประกาย

    “ฉันอยากถ่ายรูปอีกเยอะเลย”

    ลมเย็นพัดผ่านประโยคนั้นเบาแต่ทำให้บางอย่างในใจของมาซาอากิหนักขึ้นเล็กน้อยหญิงสาวกลับไม่รู้ตัวเธอกำลังมองท้องฟ้า มองต้นหญ้า มอง๥ูเ๠าไกล ๆ ราวกับพยายามเก็บทุกอย่างไว้ในสายตา

    แล้วเธอก็พูดขึ้นอีกครั้งเบาเสียจนเกือบเป็๲เสียงกระซิบ“ฉันยังมีหลายอย่างที่อยากเห็นเลยนะ”

    ลมปลายฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านทุ่งโล่งใบหญ้าสีทองพลิ้วไหวราวคลื่นมาซาอากิไม่ได้ตอบในทันที เพียงยืนอยู่ข้าง ๆเธอมองไปยังทิวทัศน์เดียวกันและเป็๞ครั้งแรกที่เขาเริ่มเข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมการสูญเสียการมองเห็นจึงน่ากลัวสำหรับเธอมากขนาดนี้เพราะสำหรับอาโออิการมองเห็นไม่ใช่เพียงการใช้ดวงตาแต่มันคือการเก็บโลกทั้งใบเอาไว้ในหัวใจ
    ทั้งสองเดินต่อไปตามทางดินเล็ก ๆ หลังทุ่งหญ้าลมหนาวพัดแรงขึ้นเล็กน้อย เมฆสีขาวลอยช้าๆ เหนือยอดเขา อาโออิยังคงถือกล้องไว้ในมือเธอถ่ายรูปต้นไม้แห้งข้างทาง ถ่ายเงาของกิ่งไม้บนพื้นถ่ายก้อนเมฆที่มีรูปร่างแปลก ๆ และทุกครั้งที่เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นรอยยิ้มของเธอก็ดูเป็๞ธรรมชาติมากขึ้น

    “คุณ” เธอหันมา

    “ครับ”

    “ยืนตรงนั้นหน่อย”

    มาซาอากิมองไปรอบๆ “ตรงนี้เหรอ”

    “อือ” เธอพยักหน้าก่อนยกกล้องขึ้น

    เขายืนอยู่ใต้ต้นแอปเปิลที่ใบร่วงเกือบหมดมีเพียงใบสีแดงไม่กี่ใบที่ยังติดอยู่บนกิ่ง

    แชะ

    เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นหญิงสาวก้มดูรูปแล้วเงียบไป

    “เป็๲อะไร”

    เธอกะพริบตาก่อนยกกล้องขึ้นอีกครั้ง

    แชะ

    แล้วก้มดูรูปอีกรอบลมเย็นพัดผ่านระหว่างทั้งสองอาโออิขมวดคิ้วน้อย ๆ ก่อนเดินเข้าไปใกล้อีกสองก้าว

    แชะ

    คราวนี้เธอจึงยิ้มออกมา“ได้แล้ว”

    มาซาอากิเดินเข้ามา“เมื่อกี้ไม่ดีเหรอ”

    เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนยื่นหน้าจอกล้องให้ดูภาพแรกอยู่ไกลไปนิด ภาพที่สองก็ดูไม่คมชัด ส่วนภาพที่สามเป็๞ภาพเดียวที่ใบหน้าของเขาคมชัดพอดี

    “ฉันกะระยะพลาดนิดหน่อย” เธอพูดเบา ๆ ก่อนรีบเปลี่ยนเ๱ื่๵๹ “แสงมันแปลก ๆ น่ะ”

    มาซาอากิมองภาพบนหน้าจออีกครั้งแล้วเงยหน้าขึ้นมองเธออาโออิกำลังเก็บกล้องเข้าที่รอยยิ้มยังอยู่บนใบหน้าแต่ปลายนิ้วที่จับกล้องแน่นขึ้นเล็กน้อย

    เขาไม่ได้พูดอะไรเพียงพยักหน้าเบาๆ

    “อือ”

    ทั้งสองเริ่มเดินต่อผ่านไปพักหนึ่งอาโออิหยุดอีกครั้งเธอหรี่ตามองไปข้างหน้า

    “มีอะไรหรือเปล่า”

    หญิงสาวเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนชี้ไปยังไกลๆ “ตรงนั้น...”

    “ครับ”

    “มีอะไรอยู่”

    มาซาอากิมองตามตรงทางแยกข้างหน้ามีเพียงป้ายไม้เล็กๆ

    เขาหันกลับมามองเธอ“ป้ายบอกทางครับ”

    อาโออิพยักหน้า“งั้นเหรอ”

    เธอยิ้มบางๆ “ฉันนึกว่าเป็๲คน”

    ลมหนาวพัดผ่านทุ่งโล่งไม่มีใครพูดอะไรต่อหญิงสาวเริ่มเดินอีกครั้งแต่ครั้งนี้ช้าลงกว่าเดิมเล็กน้อย มาซาอากิเดินตามอยู่ข้างๆ ไม่ได้ถามอะไรเพราะรู้ว่าคำถามบางอย่างเธออาจยังไม่พร้อมตอบ

    ทั้งสองมาถึงลานกว้างเล็กๆ บนเนินเขาจากตรงนี้มองเห็นหมู่บ้านโคโมเระเกือบทั้งหมด บ้านแต่ละหลังดูเหมือนกล่องไม้เล็กๆ ท่ามกลางทุ่งสีทองไกลออกไป มีเส้นทางรถไฟพาดผ่านเชิงเขา

    อาโออิยิ้มทันที“ฉันชอบที่นี่”

    เธอเดินไปที่รั้วไม้เตี้ยๆ ก่อนยกกล้องขึ้นอีกครั้ง แชะ แชะ แชะ เสียงชัตเตอร์ดังต่อเนื่อง

    มาซาอากิยืนมองอยู่เงียบๆ ก่อนจะเห็นเธอหยุดหญิงสาวกำลังเพ่งมองไปยังหมู่บ้านช้า ๆ เธอยกมือขึ้นแตะเปลือกตาตัวเองแล้วกะพริบตาสองครั้งจากนั้นจึงยกกล้องขึ้นอีกครั้ง

    แชะ

    “เป็๞อะไรไหม” เขาถามเบา ๆ

    อาโออิหันมาก่อนยิ้มทันที“ไม่เป็๲ไร”

    คำตอบเร็วเกินไปเร็วจนดูเหมือนเตรียมไว้แล้วเธอหันกลับไปมองหมู่บ้านอีกครั้งแต่คราวนี้รอยยิ้มค่อย ๆ จางลง

    “คุณมาซาอากิ”

    “ครับ”

    หญิงสาวยังไม่หันมา“บ้านของฉันอยู่ตรงไหนนะ”

    เขาชะงักแล้วมองลงไปยังหมู่บ้าน

    “ตรงนั้นครับ” เขาชี้ไปยังบ้านหลังหนึ่งที่มีหลังคาสีเข้ม

    อาโออิเพ่งมองเงียบอยู่พักใหญ่ก่อนยิ้มบางๆ “จริงด้วย”

    แต่เธอไม่ได้พูดต่อเพียงยืนมองหมู่บ้านนิ่งๆ ลมพัดปลายผมของเธอเบา ๆ

    ผ่านไปครู่หนึ่งเธอจึงพูดขึ้นเสียงเบามาก“แปลกจัง”

    มาซาอากิหันไปมอง

    “เมื่อก่อนฉันหาบ้านตัวเองเจอทันที” เธอหัวเราะเบา ๆ “ฉันรู้ด้วยซ้ำว่าบ้านไหนเป็๞บ้านของใคร”

    ลมหนาวพัดผ่านอีกครั้ง

    “แต่วันนี้...” เธอเงียบไป “ฉันต้องใช้เวลามองนานขึ้น”

    ความเงียบตกลงมาระหว่างทั้งสองไกลออกไป เสียงรถไฟดังขึ้นแ๶่๥ ๆ เหมือนเสียงที่มาจากอีกโลกหนึ่ง อาโออิยังคงมองหมู่บ้านก่อนยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่พยายามจะดูปกติแต่กลับทำให้หัวใจของคนมองหนักขึ้น

    “สงสัยฉันคงต้องเปลี่ยนแว่นแล้ว” เธอพูดขึ้นทั้งที่วันนี้เธอไม่ได้ใส่แว่นและเธอก็ไม่เคยใส่มัน

    มาซาอากิไม่ได้ตอบเพราะเขารู้เธอเองก็รู้ว่ามันไม่ใช่เ๱ื่๵๹แว่น ลมปลายฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านอีกครั้ง ต้นหญ้าสีทองเอนไหวพร้อมกันทั้งเนินอาโออิค่อย ๆ ลดกล้องลงแล้วมองมันเงียบ ๆ ราวกับกำลังถามตัวเองว่าเธอยังมีเวลาเหลืออีกเท่าไรกันนะ

    ลมพัดผ่านเนินเขาอีกครั้งอาโออิยังคงยืนอยู่ที่รั้วไม้กล้องในมือห้อยลงข้างตัวสายตายังมองไปยังหมู่บ้านเบื้องล่างบ้านแต่ละหลังดูเล็กกว่าปกติหรือบางที...อาจไม่ใช่บ้านที่เล็กลงแต่เป็๞โลกของเธอที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป

    “หนาวไหม” มาซาอากิถามขึ้นเบา ๆ

    หญิงสาวกะพริบตาราวกับเพิ่งกลับมาจากความคิดของตัวเอง

    “นิดหน่อย” เธอยิ้มแต่ไม่ได้ขยับไปไหนยังคงยืนมองหมู่บ้านอยู่แบบนั้น

    ผ่านไปพักหนึ่งเธอจึงพูดขึ้น“คุณรู้ไหม”

    “ครับ”

    “ตอนเด็ก ๆ ฉันเคยคิดว่าหมู่บ้านนี้เล็กมาก”

    ลมพัดปลายผมของเธอเบาๆ “ฉันอยากไปโตเกียว อยากไปทะเล อยากขึ้นเครื่องบิน”

    เธอหัวเราะน้อยๆ “ฉันเคยคิดว่าพอโตขึ้น ฉันจะไปทุกที่เลย”

    มาซาอากิยืนฟังเงียบๆ

    “แต่พอโตขึ้น” เธอหยุด “ฉันกลับอยากอยู่ที่นี่”

    เธอเงยหน้ามองท้องฟ้า“แปลกเนอะ”

    “ไม่เห็นแปลกเลย”

    เธอหันมามอง“จริงเหรอ”

    เขาพยักหน้า“คนเราก็เปลี่ยนกันได้”

    หญิงสาวยิ้มบางๆ “งั้นเหรอ”

    ลมหนาวพัดผ่านอีกครั้งเธอค่อยๆ วางกล้องลงบนราวไม้แล้วนั่งลงบนม้านั่งตัวเล็กที่อยู่ใต้ต้นเมเปิล มาซาอากินั่งลงข้างๆ ทั้งสองมองหมู่บ้านอยู่เงียบ ๆ

    ผ่านไปพักหนึ่งอาโออิจึงพูดขึ้น“ฉันยังมีหลายอย่างที่อยากเห็น”

    น้ำเสียงของเธอเบามากเหมือนกำลังพูดกับตัวเอง

    “เมื่อกี้คุณพูดแบบนั้นแล้ว” เขาตอบเบา ๆ

    หญิงสาวหัวเราะ“จริงด้วย”

    เธอดึงแขนเสื้อขึ้นมาปิดปลายนิ้วอากาศเย็นขึ้นเรื่อยๆ

    “แต่พอคิดจริง ๆ” เธอเงียบไปครู่หนึ่ง “มันมีเยอะกว่าที่คิด”

    เธอมองไปยัง๺ูเ๳าไกลๆ “ฉันอยากเห็นหิมะแรกของปี อยากเห็นต้นแอปเปิลออกดอกอีกครั้ง อยากเห็นแม่น้ำตอนฤดูใบไม้ผลิ”

    เธอหัวเราะเบาๆ “อยากเห็นร้านของคุณยายฟูมิตอนประดับไฟคริสต์มาส”

    มาซาอากิยิ้ม“คุณยายยังไม่เริ่มเลย”

    “แต่เดี๋ยวก็เริ่ม” เธอยิ้มกลับ

    ก่อนเงียบลงอีกครั้งลมหนาวพัดผ่านต้นหญ้าสีทอง

    “ฉันอยากเห็นทะเลอีกครั้ง ไม่ได้ไปนานแล้ว” เธอพูดขึ้น

    “ทะเลเหรอ”

    เธอพยักหน้า“ฉันชอบทะเลฤดูหนาว”

    เขาหันไปมอง“หนาวจะตาย”

    หญิงสาวหัวเราะ“แต่สวยนะ”

    เธอเงยหน้ามองท้องฟ้า“คนไม่ค่อยมี เสียงคลื่นดัง แล้วท้องฟ้าก็ดูใหญ่กว่าปกติ”

    เธอหันมายิ้ม“คุณควรไปสักครั้ง”

    “ฟังดูเหมือนคุณกำลังชวน”

    เธอกะพริบตาก่อนหัวเราะอีกครั้ง“อาจจะมั้ง”

    ลมพัดผ่านระหว่างทั้งสองเธอมองหมู่บ้านเบื้องล่างอีกครั้งคราวนี้สายตาอ่อนลง

    “ฉันยังอยากเห็น...” เธอหยุดราวกับกำลังนึกถึงบางอย่าง

    “อะไรครับ”

    หญิงสาวเม้มปากเล็กน้อยก่อนยิ้มเขินๆ

    “ไม่บอก”

    “ทำไม”

    “ก็ไม่บอก”

    เขาหลุดหัวเราะ“มีความลับด้วยเหรอ”

    “อือ” เธอพยักหน้า

    รอยยิ้มยังคงอยู่บนใบหน้าแต่ปลายนิ้วกลับกำชายเสื้อไว้หลวมๆ ลมหนาวพัดผ่านอีกครั้ง อาโออิสูดลมหายใจเข้าก่อนพูดขึ้นเบา ๆ

    “คุณเคยคิดไหม”

    “เ๹ื่๪๫อะไร”

    “ว่าคนเราจะรู้ได้ยังไง” เธอเงียบไปครู่หนึ่ง “ว่าสิ่งธรรมดาวันนี้จะกลายเป็๲สิ่งที่คิดถึงในวันข้างหน้า”

    มาซาอากินิ่งไป

    อาโออิมองท้องฟ้า“เมื่อก่อนฉันไม่เคยคิดเลย การได้มองเห็นหมู่บ้าน การเห็นสีของใบไม้ การจำหน้าคนอื่นได้”

    เธอหัวเราะเบาๆ “มันเป็๞เ๹ื่๪๫ธรรมดามาก”

    ลมพัดผมของเธอปลิวเล็กน้อย

    “แต่ตอนนี้” เธอหลุบตาลง “ฉันอยากจำทุกอย่างให้ได้”

    ความเงียบทอดยาวมาซาอากิมองหญิงสาวข้างๆ มองดวงตาที่กำลังพยายามเก็บโลกทั้งใบเอาไว้ ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจบางอย่างอาโออิไม่ได้กลัวความมืดเพียงอย่างเดียวเธอกำลังรีบใช้ชีวิต รีบมองทุกอย่าง รีบจดจำทุกอย่างเพราะไม่รู้ว่าเวลาจะเหลืออีกนานแค่ไหน

    ลมเย็นพัดผ่านเนินเขาหญิงสาวเงยหน้าขึ้นอีกครั้งแล้วถามขึ้นเบาๆ

    “คุณมาซาอากิ”

    “ครับ”

    เธอยังมองไปข้างหน้า“ถ้าคุณรู้ว่าเวลาของตัวเองเหลือน้อย” เธอหยุดไปนิดหนึ่ง “คุณจะทำอะไร”

    คำถามนั้นลอยอยู่ท่ามกลางลมเย็นมาซาอากิไม่ได้ตอบทันทีเพราะเขารู้แล้วว่าคำถามนี้ไม่ได้หมายถึงเวลาในชีวิตแต่หมายถึงเวลาในการมองเห็นของเธอเขาหันไปมองหญิงสาวข้าง ๆ อาโออิยังคงมองหมู่บ้านเบื้องล่างรอคำตอบอย่างเงียบ ๆ

    ลมเย็นพัดผ่านเนินเขาอีกครั้งอาโออยังคงมองหมู่บ้านเบื้องล่างไม่ได้หันมาทางเขาแต่คำถามของเธอยังคงอยู่ระหว่างคนทั้งสอง

    “ถ้าคุณรู้ว่าเวลาของตัวเองเหลือน้อย...คุณจะทำอะไร”

    มาซาอากิทอดสายตามองไปยัง๺ูเ๳าไกลๆ แสงแดดยามบ่ายเริ่มอ่อนลงแล้วอีกไม่นานพระอาทิตย์คงลับหลังเขา

    เขาเงียบอยู่พักหนึ่งก่อนตอบช้าๆ “ผมไม่รู้เหมือนกัน”

    อาโออิหัวเราะเบาๆ “คุณชอบตอบแบบนี้จัง”

    เขายิ้มบางๆ “เพราะผมไม่รู้จริง ๆ”

    หญิงสาวพยักหน้า“นั่นสินะ”

    ความเงียบค่อยๆ กลับมาอีกครั้ง เสียงลมพัดผ่านต้นหญ้า ไกลออกไปมีเสียงนกร้องดังขึ้นเพียงครั้งเดียว

    อาโออิค่อยๆ ดึงเข่าขึ้นมากอดก่อนพูดต่อ “แต่ฉันคิดเ๱ื่๵๹นี้ทุกวันเลย”

    มาซาอากิหันไปมองเธอยังคงมองหมู่บ้าน

    “๻ั้๹แ๻่รู้ว่าโรคของตัวเองแย่ลง” เธอเม้มริมฝีปากเล็กน้อย

    “ฉันตื่นขึ้นมาตอนเช้า แล้วคิดว่า...” เสียงของเธอเบาลง “วันนี้ฉันยังมองเห็นอยู่ไหม”

    ลมหนาวพัดผ่านปลายผมของเธอ

    “เวลาถ่ายรูป ฉันก็คิด” เธอก้มมองกล้องที่วางอยู่บนตัก “นี่จะเป็๞รูปสุดท้ายหรือเปล่า”

    มาซาอากิรู้สึกเหมือนมีบางอย่างจุกอยู่ในอกเขาไม่เคยนึกเลยว่าคนคนหนึ่งจะต้องใช้ชีวิตพร้อมกับคำถามแบบนี้ทุกวัน

    อาโออิหัวเราะเบาๆ แต่เสียงหัวเราะนั้นบางมาก “ฟังดูเหนื่อยเนอะ”

    เขาไม่ได้ตอบเพราะคำว่าเหนื่อยมันเบาเกินไปสำหรับสิ่งที่เธอกำลังเผชิญ

    หญิงสาวเงยหน้ามองท้องฟ้า“บางวันฉันก็อยากเลิกคิด อยากใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ อยากตื่นขึ้นมาแล้วไม่ต้องกังวลอะไร”

    เธอหยุดไปครู่หนึ่งก่อนยิ้มเศร้าๆ “แต่ฉันทำไม่ได้”

    ลมพัดผ่านอีกครั้งแสงแดดเริ่มเปลี่ยนเป็๞สีทองอ่อน

    อาโออิยกมือขึ้นกอดเข่าแน่นกว่าเดิม“ฉันกลัว” ประโยคนั้นเบามากแต่ชัดเจน

    “ฉันกลัวจริง ๆ” เธอค่อย ๆ หันมาหาเขาดวงตาคู่นั้นแดงขึ้นเล็กน้อย

    “ฉันกลัวว่าจะจำวันที่เห็นพระอาทิตย์ตกไม่ได้ กลัวว่าจะจำหน้าพ่อกับแม่ไม่ได้”

    เธอเม้มปาก“กลัวว่าวันหนึ่ง” เสียงของเธอสั่นนิดหนึ่ง “ฉันจะจำหน้าตัวเองไม่ได้”

    ลมบนเนินเขาเงียบลงราวกับกำลังฟังเธออาโออิสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ก่อนถามขึ้นเสียงเบาเสียจนเกือบปลิวหายไปกับสายลม

    “คุณมาซาอากิ”

    “ครับ”

    เธอมองเขาตรงๆ เป็๞ครั้งแรก๻ั้๫แ๻่เริ่มคุยกันเมื่อครู่แล้วถามคำถามที่อยู่ในใจมาตลอด

    “ถ้าฉันตาบอดจริง ๆ ล่ะ”

    ความเงียบตกลงมาทันทีไม่มีเสียงลม ไม่มีเสียงนก ไม่มีแม้แต่เสียงใบไม้ไหว

    มาซาอากิมองหญิงสาวตรงหน้าดวงตาของเธอไม่ได้มีเพียงความกลัวแต่มีความเปราะบางบางอย่างราวกับเด็กคนหนึ่งที่กำลังถามว่า

    “ถ้าวันนั้นมาถึง...คุณจะยังอยู่ไหม” เธอก้มหน้าลงช้า ๆ นิ้วทั้งสองข้างกำชายเสื้อแน่น

    “ถ้าฉันมองไม่เห็นจริง ๆ “ถ้าฉันถ่ายรูปไม่ได้” “ถ้าฉันเดินคนเดียวไม่ได้”

    เสียงของเธอค่อยๆ สั่น “ถ้าฉันกลายเป็๞คนที่ต้องให้คนอื่นดูแล”

    เธอหยุดไปครู่หนึ่งก่อนถามต่อน้ำเสียงเบาจนน่าใจหาย“ฉันจะยังเป็๲ฉันอยู่ไหม”

    มาซาอากิรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบแน่นเพราะในที่สุดเธอก็พูดสิ่งที่กลัวที่สุดออกมาแล้วอาโออิไม่ได้กลัวความมืด เธอกลัวการสูญเสียตัวเอง กลัวการกลายเป็๞คนที่ไม่รู้จักและกลัวว่าคนอื่นจะมองเธอไม่เหมือนเดิม

    ลมหนาวพัดผ่านอีกครั้งเธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นดวงตาแดงเรื่อแต่พยายามยิ้ม

    “ฉันถามแปลก ๆ อีกแล้วใช่ไหม”

    เขาส่ายหน้าทันที“ไม่เลย”

    หญิงสาวมองเขาเงียบๆ

    มาซาอากิสูดลมหายใจเข้าก่อนพูดช้าๆ “ผมตอบคำถามนี้ไม่ได้ทั้งหมด”

    เธอก้มหน้าลงนิดหนึ่ง

    แต่เขาพูดต่อ“เพราะผมไม่รู้ว่าการมองไม่เห็นมันรู้สึกยังไง แล้วผมก็ไม่รู้ว่าคุณจะเจออะไรบ้าง”

    ลมเย็นพัดผ่านระหว่างคนทั้งสอง

    “แต่...” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงกว่าเดิม

    “ผมรู้เ๹ื่๪๫หนึ่ง”

    อาโออิค่อยๆ เงยหน้าขึ้น

    “คุณยังเป็๞อาโออิ”

    ดวงตาของเธอสั่นไหวทันที

    “ต่อให้วันหนึ่งคุณมองไม่เห็น ต่อให้คุณถ่ายรูปไม่ได้ ต่อให้คุณต้องให้ใครช่วย”

    เขามองเธอตรงๆ “คุณก็ยังเป็๲คนที่ชอบพระอาทิตย์ตก” “ยังเป็๲คนที่ชอบพูดว่า “ดีจัง”“ยังเป็๲คนที่เห็นเ๱ื่๵๹ธรรมดาเป็๲เ๱ื่๵๹พิเศษ”

    น้ำเสียงของเขาเบาลง“แล้วคุณก็ยังเป็๞คนที่ทำให้คนอื่นอยากยิ้มตาม”

    ความเงียบตกลงมาอีกครั้งอาโออิมองเขาไม่กะพริบลมเย็นพัดผ่านปลายผมของเธอก่อนที่รอยยิ้มเล็กๆ จะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นพร้อมกับน้ำตาที่เอ่อขึ้นมาอีกครั้ง

    “คุณนี่...” เธอหัวเราะทั้งน้ำตา “...พูดเก่งขึ้นอีกแล้ว”

    เขาหลุดยิ้มบางๆ แต่ครั้งนี้ไม่มีใครหัวเราะต่อเพราะทั้งสองรู้ดีว่าคำถามนี้ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องมีเพียงการค่อยๆใช้ชีวิตไปจนกว่าจะถึงวันนั้นและหวังว่าเมื่อวันนั้นมาถึงเธอจะไม่ต้องเผชิญมันเพียงลำพัง

            หลังจากนั้นไม่มีใครพูดอะไรอยู่พักใหญ่ลมปลายฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านเนินเขาช้าๆ ต้นหญ้าสีทองเอนลู่ไปตามแรงลมไกลออกไปเสียงรถไฟดังขึ้นแ๵่๭เบาราวกับมาจากอีกโลกหนึ่ง

    อาโออิค่อยๆ ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาก่อนหัวเราะเบา ๆ

    “ฉันร้องไห้อีกแล้ว”

    มาซาอากิยิ้มบางๆ “นิดหน่อยครับ”

    “นิดหน่อยตรงไหน” เธอสูดจมูกก่อนใช้หลังมือแตะหางตาอีกครั้ง

    “๰่๥๹นี้ฉันร้องไห้บ่อยจัง” ลมพัดปลายผมของเธอเบา ๆ

    “เมื่อก่อนฉันไม่เป็๞แบบนี้นะ” เธอหัวเราะแต่เสียงนั้นแ๵่๭มาก “ฉันเก่งกว่านี้”

    มาซาอากิมองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดขึ้น“บางที...”

    หญิงสาวหันมา

    “...คุณอาจไม่ได้อ่อนแอลง”

    เธอกะพริบตา

    เขามองไปยังหมู่บ้านเบื้องล่าง“คุณแค่ไม่ต้องเข้มแข็งคนเดียวแล้ว” ความเงียบตกลงมาลมหนาวพัดผ่านอีกครั้ง

    อาโออิมองเขาดวงตาค่อยๆ สั่นไหวก่อนที่รอยยิ้มเล็ก ๆ จะปรากฏขึ้น

    “คุณนี่” เธอหัวเราะเบา ๆ “ชอบพูดอะไรที่ทำให้คนร้องไห้”

    “ผมไม่ได้ตั้งใจ”

    “นั่นแหละ” เธอหัวเราะทั้งน้ำตาอีกครั้งแล้วค่อย ๆ มองไปข้างหน้า

    พระอาทิตย์เริ่มลดต่ำลงแล้วแสงสีส้มอ่อนอาบท้องฟ้าและ๥ูเ๠าไกลๆ ทุกอย่างถูกย้อมเป็๞สีทองอบอุ่น อาโออิค่อย ๆ หยิบกล้องขึ้นมายกมันแนบตา แชะเสียงชัตเตอร์ดังขึ้นแล้วอีกครั้ง แชะ เธอหยุดก่อนกดชัตเตอร์อีกครั้ง แชะจากนั้นจึงลดกล้องลง

    “ถ่ายเยอะจัง” มาซาอากิพูดเบา ๆ

    หญิงสาวยิ้ม“อือ”

    เธอมองรูปบนหน้าจอ“วันนี้ฉันอยากเก็บทุกอย่างเอาไว้ เก็บท้องฟ้า เก็บต้นหญ้า เก็บ๺ูเ๳า”

    เธอเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ“เก็บวันนี้เอาไว้”

    มาซาอากิมองเธอหญิงสาวยังคงก้มมองรูปในกล้องรอยยิ้มเล็กๆปรากฏอยู่บนใบหน้าแต่กลับทำให้หัวใจของเขาหนักขึ้นอย่างประหลาดเพราะเขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าสำหรับเธอวันนี้อาจไม่ใช่แค่วันธรรมดาวันหนึ่งแต่มันอาจเป็๲อีกหนึ่งวันที่เธอกลัวว่าจะสูญเสียไปในอนาคต

    อาโออิยกกล้องขึ้นอีกครั้งคราวนี้เธอหันมาทางเขา“อย่าขยับนะ”

    เขาชะงัก“ผมอีกแล้วเหรอ”

    “อือ” เธอยิ้ม “วันนี้คุณเป็๞นายแบบ”

    แชะ เสียงชัตเตอร์ดังขึ้น

    หญิงสาวก้มมองรูปก่อนหัวเราะเบาๆ “คุณทำหน้าเหมือนคนกำลังง่วง”

    “ผมไม่ได้ง่วง”

    “จริงเหรอ”

    “ครับ”

    เธอหัวเราะอีกครั้งแล้วจู่ๆ ก็เงียบลงดวงตายังคงมองรูปในหน้าจอผ่านไปพักหนึ่งเธอจึงพูดขึ้นเสียงเบามาก

    “ดีจัง”

    “อะไรครับ”

    เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนยิ้ม“ที่วันนี้ฉันมองเห็นอยู่”

    ลมหนาวพัดผ่านเนินเขาอีกครั้งไม่มีใครพูดอะไรอาโออิค่อย ๆ หันกลับไปมองพระอาทิตย์ตกแสงสีส้มเข้มขึ้นเรื่อย ๆ ก้อนเมฆเหนือ๥ูเ๠าเปลี่ยนเป็๞สีแดงอ่อนเธอจ้องภาพตรงหน้าราวกับกลัวว่าถ้ากะพริบตามันจะหายไป

    ผ่านไปนานเท่าไรไม่รู้เธอจึงพูดขึ้นอีกครั้ง“ฉันเพิ่งเข้าใจ”

    มาซาอากิหันไปมอง“เข้าใจอะไร”

    เธอยิ้มบางๆ สายตายังอยู่บนท้องฟ้า “ทำไมฉันถึงชอบพระอาทิตย์ตก”

    ลมเย็นพัดปลายผมของเธอ

    “เพราะมันสวยแล้วก็เศร้านิดหน่อย”

    เธอหัวเราะเบาๆ “มันทำให้รู้ว่า วันนี้กำลังจะจบแล้ว”

    เธอเงียบไปก่อนพูดต่อ“แต่ก็ทำให้รู้ด้วยว่า วันนี้เคยมีอยู่จริง”

    ความเงียบตกลงมาอีกครั้งมาซาอากิมองพระอาทิตย์ที่กำลังลับหลัง๥ูเ๠าก่อนหันกลับมามองหญิงสาวข้าง ๆ เธอกำลังจ้องภาพนั้นไม่กะพริบตาราวกับพยายามเก็บทุกสีของท้องฟ้าเอาไว้ในความทรงจำพระอาทิตย์ค่อย ๆ ลดต่ำลงแสงสีทองอ่อนลงทีละน้อย

    อาโออิค่อยๆ ยกกล้องขึ้นอีกครั้ง แชะ เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นเป็๲ครั้งสุดท้ายของวัน เธอลดกล้องลงช้าๆ ก่อนยิ้มบาง ๆ แล้วพูดขึ้นเบามากเหมือนกำลังพูดกับตัวเอง

    “ฉันอยากจำวันนี้ให้ได้”

    ลมปลายฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านอีกครั้งมาซาอากิไม่ได้ตอบเพียงนั่งอยู่ตรงนั้นข้าง ๆเธอพระอาทิตย์ลับหลัง๺ูเ๳าไปแล้วแต่แสงสีส้มสุดท้ายยังคงอยู่บนท้องฟ้า

    หญิงสาวคนหนึ่งนั่งมองมันเงียบๆ กล้องถูกกอดไว้แนบอกราวกับกลัวว่าจะทำ๰่๥๹เวลานี้หล่นหายไปและเป็๲ครั้งแรกที่มาซาอากิภาวนาอยู่ในใจอย่างเงียบงันขอให้เธอได้เห็นพระอาทิตย์ตกอีกสักหลายครั้งอีกสักหลายสิบครั้งหรือถ้าเป็๲ไปได้...ก็ขอให้นานตลอดไป

    นิยายแนะนำ