แค้นนี้ต้องชำระ... ไอ้กระรอกตัวแสบ!

    บทที่ 84: ผลงานชิ้นเอกของเจ้าจ้อย

    ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นจ้อยก็เริ่มเก็บกวาดจานชามและไหเหล้าของเขาเข้าหีบวิเศษพลางบ่นพึมพำกับตัวเอง

    “ไอ้น้าขามนี่คราวหลังห้ามให้แตะน้ำจัณฑ์เด็ดขาด!นิสัยตอนเมานี่มันใช้ไม่ได้เลยจริงๆ เสียสุขภาพจิตที่สุด!” จ้อยบ่นกระปอดกระแปดพลางเก็บไหเหล้าอย่างระมัดระวัง

    แต่ตอนที่กำลังจะเก็บจานผลไม้ทิพย์เขากลับชะงักไปครู่หนึ่งสุดท้ายก็ตัดสินใจซ่อนจานผลไม้นั้นไว้ใต้กองเศษไม้ที่น้าขามเพิ่งตัดทิ้งไว้จ้อยเบะปากแล้วพึมพำว่า “ถือว่าทำบุญทำทานให้ก็แล้วกัน!” พูดจบจ้อยก็ปัดก้น สะบัดหางฟูๆเดินนวยนาดจากไป

    เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ น้าขามก็ค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย เขายกมือขึ้นขยี้ตามองท้องฟ้าสีเทาบนดวงจันทร์แล้วพึมพำ “อืม... หลับไปงีบหนึ่งนี่มันสบายจริงๆ ...เอ๊ะ ทำไมกำปั้นข้ามันแดงๆ วะ? เมื่อกี้ข้าไปต่อยอะไรมา?”

    น้าขามนั่งแหงนหน้าคิดอยู่พักหนึ่งทันใดนั้นภาพเหตุการณ์ตอนที่เขาเมาก็วาบขึ้นมาในหัวเขาก็ตบเข่าฉาดทันทีด้วยความสะใจ “ฮ่าๆๆ! ต่อยได้ดี!ในที่สุดข้าก็ได้ล้างแค้นไอ้กระรอกผีนั่นสักที สะใจโว้ย!”

    แต่หัวเราะยังไม่ทันครบสามคำความทรงจำที่ชัดเจนขึ้นก็ทำเอาเขาหน้าถอดสี... ก่อนจะต่อยไอ้จ้อย เขาทำอะไรลงไปนะ?

    “เสื้อผ้าข้า!”น้าขามอุทานลั่น รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นหาเสื้อผ้าที่เขากระชากเหวี่ยงทิ้งไปตอนเมาแต่เขากลับพบว่าเสื้อผ้าเหล่านั้นวางกองอยู่ข้างๆ และยังไม่ได้โดนขโมยไปไหนน้าขามยิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะ “เหอะๆ ดูท่าไอ้ลูกสมุนนั่นจะกลัวจนขี้หดตดหายจนไม่กล้าเอาไปแล้วสินะอืม... ก็นะ ‘ครูดุศิษย์ย่อมเก่ง’ ข้าได้แสดงแสนยานุภาพไปขนาดนั้น ใครจะกล้าหือ...หึๆ ...”

    น้าขามลุกขึ้นยืนด้วยความภาคภูมิใจแต่พอสายลมเย็นๆ พัดผ่านช่วงล่าง เขากลับรู้สึกแปลกๆ ...มันเย็นที่หน้าแข้งแบบไม่ปกติ! พอน้าขามก้มลงมองเท่านั้นแหละหน้าที่แดงเพราะความภูมิใจก็เปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำทันที! กางเกงขายาวตัวเก่งของเขาบัดนี้มันโดนใครบางคน ‘แทะ’ จนแหว่งหายไป กลายเป็น"กางเกงขาสั้นจุ๊ดจู๋" แบบที่พวกชาวบ้านใส่เล่นน้ำในคลองไม่มีผิด!

    “ไอ้จ้อยยยยย!”น้าขามคำรามลั่นดวงจันทร์

    เขารีบคว้าเสื้อขึ้นมาพาดบ่าเตรียมจะไปเอาเรื่องแต่พอสวมเสื้อเข้าไป เขาก็รู้สึกเย็นวาบที่หน้าอกอีกจุด...พอพิกัดสายตาเลื่อนลงมาดูที่หน้าอกเสื้อเขาก็พบว่ามันมีรูโหว่ขนาดใหญ่สองรูโหว่ตรงตำแหน่งหน้าอกพอดีเป๊ะ!นอกจากมันจะเปิดเผยกล้ามอกอันบึกบึนแล้ว สิ่งที่ทำให้น้าขามน้ำตาแทบไหลคือ...รอยหยักของรอยแทะนั้นมันทำให้เขาดู "นุ่งน้อยห่มน้อย"แบบผิดที่ผิดทางอย่างรุนแรง! น้าขามหน้าเขียวหน้าเหลืองรู้สึกเหมือนลมโกรกหลังด้วย จึงรีบไปหาแอ่งน้ำทิพย์ใกล้ๆ เพื่อส่องเงาตัวเองและสิ่งที่เห็นคือ... แผ่นหลังของเขามีรอยฉลุเป็นรูป "หัวกระรอกชูสองนิ้ว"อยู่กลางหลังเสื้อเป๊ะๆ!

    “ไอ้... บ้าเอ๊ย!ไอ้กระรอกผี! อย่าให้ข้าจับเจ้าได้นะ!”น้าขามแหกปากร้องโวยวายด้วยความอัดอั้นตันใจเสียงดังสนั่นไปทั่วป่าทิพย์...

    ....

    “แม่หญิงจันทราครับดูเหมือนจะมีคนตะโกนเรียกชื่อใครสักคนอยู่ข้างนอกนะ?” แม่หญิงจันทราที่เพิ่งตื่นจากการงีบหลับเดินออกมาจากส่วนลึกของถ้ำทักจ้อยที่เพิ่งเดินสวนเข้าไป

    จ้อยกระดิกหูพลางลูบท้องกลมๆของตัวเอง แล้วตอบหน้าตายว่า “ไม่มีนี่ครับ แม่หญิงหูฝาดไปเองหรือเปล่า?”

    “งั้นเหรอ...ข้าคงหูฝาดไปจริงๆ สินะ?” แม่หญิงจันทราเริ่มไม่มั่นใจในโสตประสาทของตัวเอง

    “หูฝาดชัวร์ๆครับแม่หญิง อย่าไปสนใจเลย” จ้อยรีบเปลี่ยนเรื่องทันทีเพื่อไม่ให้ความแตก“จริงด้วยครับ ตอนนี้เรามี ‘วิมานส่วนตัว’ แล้วนะแม่หญิงคิดว่าถึงเวลาที่เราควรจะย้ายออกจากถ้ำศิลาหินนี่หรือยัง?”

    แม่หญิงจันทรายิ้มหวาน“เจ้ายังต้องถามอีกเหรอ? ของในถ้ำน่ะข้าเก็บกวาดใส่หีบไว้หมดแล้วเหลือแค่เจ้านั่นแหละที่จะเอา ‘วิมานจันทรา’ ออกมาวางตอนไหน”

    จ้อยดีดนิ้วดังเป๊ะ“จัดไปครับแม่หญิง!”

    ในขณะเดียวกันน้าขามที่กำลังโมโหสุดขีดเตรียมจะไปฟ้องแม่หญิงจันทรา จู่ๆเท้าของเขาก็ไปเตะเข้ากับกองเศษไม้จนมันกระจายออก และเขาก็ต้องชะงักเมื่อเห็นว่าข้างใต้มีจานผลไม้ทิพย์วางอยู่...และที่พื้นดินข้างจานมีอักษรโย้เย้เขียนไว้ว่า: “คออ่อนแล้วยังนิสัยเสียอีกคราวหน้าคราวหลังก็กินแต่ผลไม้ไปเถอะพี่ชาย!”

    เห็นข้อความนั้นน้าขามก็ชะงักไปครู่หนึ่ง เขายกมือเกาจมูกแล้วแสยะยิ้มมุมปาก “ไอ้กระรอกตัวแสบ...”สุดท้ายน้าขามก็คว้าขวานเดินกลับไปตัดต้นไม้ต่อ ส่วนเรื่องจะไปเอาเรื่องนั้น...ดูเหมือนเขาจะเลือกหยิบผลไม้เข้าปากแทน

    ......

    อีกด้านหนึ่งจ้อยพาแม่หญิงจันทราออกมาที่ลานโล่งกว้างข้างถ้ำศิลาเขาหยิบแบบจำลองวิมานจันทราขนาดจิ๋วออกมาแล้วโยนขึ้นไปบนฟ้า! พริบตานั้นแบบจำลองขนาดเล็กก็ขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วท่ามกลางกลุ่มควันและแสงสีทองเพียงอึดใจเดียวมันก็กลายเป็นมหาปราสาทและหมู่อาคารที่ใหญ่โตมโหฬาร!

    ตู้มมม!

    วิมานทั้งหลังกระแทกลงบนพื้นดินดวงจันทร์จนฝุ่นคลุ้งไปทั่วบริเวณกว่าฝุ่นจะจางหายไป ทั้งจ้อยและแม่หญิงจันทราต่างก็ยืนอ้าปากค้างกับสิ่งที่เห็น!จ้อยตอนแรกนึกว่ามันจะเป็นแค่คฤหาสน์หลังใหญ่หลังเดียวแต่ที่อยู่ตรงหน้าเขานี่มันไม่ใช่คฤหาสน์แล้ว... นี่มันคือเมืองเทวดาย่อมๆเมืองหนึ่งเลยต่างหาก!

    กำแพงสีขาวนวลตาสูงท่วมหัวทอดยาวสุดลูกหูลูกตา...มองข้ามกำแพงเข้าไปจะเห็นหมู่เรือนแถวและยอดปราสาทสูงเสียดฟ้ามันคือหมู่พระมหาปราสาทชัดๆ! ทันใดนั้น มีกระดาษแผ่นหนึ่งปลิวหล่นมาจากฟ้าจ้อยรีบคว้ามาดู มันคือ "สารบัญพรรณนาวิมานจันทรา" พอดูรายละเอียดทั้งคู่ก็ต้องอุทานออกมาพร้อมกัน เพราะข้างในประกอบไปด้วย:

    ๑ มหาปราสาท: คือหัวใจของที่พัก

    ๒ หอศิลป์: หอสังคีตทิพย์และหอพฤกษาชาติ

    ๓ ศาลาพักใจ: ศาลาคะนึงบ้าน, ศาลาล่องเมฆา, ศาลาพบเทวา

    ๔ แท่นมงคล: แท่นนาคราช, แท่นสกุณเหิน, แท่นพยัคฆ์คำรณ,แท่นมกรคายน้ำ (มกร -สัตว์ในป่าหิมพานต์ที่มีลักษณะผสมระหว่างจระเข้ พญานาค และปลา มักพบตามราวบันไดวัดในศิลปะไทยมีอำนาจในการคายน้ำบันดาลความร่มเย็น)

    ๕ ตำหนักใหญ่: ตำหนักธรรมจักร, ตำหนักอักษรโสภณ, ตำหนักอายุวัฒนะ,ตำหนักชมดารา, ตำหนักคลายร้อน

    นอกจากนี้ยังมีสวนป่าอยู่ใจกลางหมู่อาคารมีลานที่เรียกว่า "อาสน์จันทรา" บ่อน้ำ "แก้วมณี" สระน้ำ"อุบล" และหอคอย "สิบสองไม้ทิพย์"พร้อมระเบียงทางเดินคดเคี้ยวสวยงาม

    จ้อยตาเป็นประกายวาววับพลางหัวเราะร่า“ฮ่าๆๆ! วังทองชัดๆ มีทั้งน้ำ มีทั้งสวนมีหอสังคีตทิพย์ที่นกจะมาร้องเพลงให้ฟัง... โอยยย ผมทนไม่ไหวแล้วแม่หญิงเข้าไปดูกันเถอะ!” แม่หญิงจันทราเองก็ตื่นเต้นจนมือกุมหน้าอกทั้งคู่มองหน้ากันด้วยความอยากรู้อยากเห็นแล้วรีบวิ่งไปผลักประตูใหญ่เข้าไปข้างในทันที!

    แต่พอผ่านประตูเข้าไปสิ่งแรกที่เจอคือ... ภูเขาหินลูกย่อมๆ ที่ไม่มีต้นไม้สักต้นเดียว! มันดูโกร๋นๆและแปลกพิลึก จ้อยเริ่มมีความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดี แต่ยังปลอบตัวเองว่า“เอาน่าแม่หญิง... ของดีเขามักจะซ่อนไว้ลึกๆ เข้าไปดูข้างหลังเขาลูกนี้กัน!”

    พอเดินอ้อมภูเขาหินไปสิ่งที่เจอคือ... หลุมขนาดมหึมา! ใช่ครับมันคือหลุมลึกกว้างสุดลูกหูลูกตาที่ปูด้วยหินอ่อนขาวอย่างดีมีเกาะกลางน้ำและศาลาพักร้อนที่เชื่อมด้วยสะพานหินอย่างสวยงามแต่มันมีปัญหาเดียวคือ... ในหลุมไม่มีน้ำสักหยดเดียว!มันเลยดูเหมือนหลุมอุกกาบาตหรูๆ มากกว่าจะเป็นสระอุบล

    จ้อยเริ่มหน้าถอดสี...นี่มันไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่หว่า!เดินลึกเข้าไปอีกเป็นอาคารสูงเก้าชั้นที่มีป้ายชื่อเขียนตัวโตว่า “วิมานจันทรา”จ้อยนึกในใจว่า ‘ของดีต้องอยู่ในตึกนี้แน่ๆ!’ เขาพุ่งตัวเข้าไปในตำหนักทันทีแต่พอผ่านประตูเข้าไปเท่านั้นแหละ เขาก็หลุดปากด่าออกมาเสียงหลง

    “ไอ้... เอ๊ย!องค์อัมรินทร์ท่านจะขี้งกเกินไปไหมเนี่ย! ให้วิมานมาแต่ตัวตึกจริงๆ เหรอ!โต๊ะสักตัว ตั่งสักตัวก็ไม่มีให้เลยเหรอไง! มิน่าล่ะ...เดินมาตั้งนานไม่เห็นต้นไม้สักต้น ดินบนฟ้านี่มันไม่ดีหรือไง? ที่ไหนได้... ท่านไม่ได้แถมต้นไม้มาให้เลยต่างหากโว้ยยย!”

    ถูกต้องแล้วครับ...วิมานจันทราที่ยิ่งใหญ่อลังการ บัดนี้มันคือวังเปล่าๆ ที่"มีแต่โครงปราสาท" ไร้ซึ่งเครื่องเรือนและชลประทานโดยสิ้นเชิง!

    คล้ายกับเรื่องแค้นนี้ต้องชำระ... ไอ้กระรอกตัวแสบ! ที่คุณอ่าน