บทที่ 12 เงียบงันดั่งความตาย
เซียวหลิงอวิ๋นยัดเงินใส่มือเซียวหลิงเย่อดไม่ได้ที่จะลูบศีรษะของเขาที่สูงเพียงแค่ระดับไหล่นาง ก่อนยิ้มเอ่ย “ไปกันเถอะวันนี้พอแค่นี้ก่อน หากอยู่ต่อไปอาจดึงเคราะห์ร้ายเข้าตัวพรุ่งนี้หากเ้าจะตั้งแผงอีกก็มารอข้าที่นี่ เข้าใจไหม”
เซียวหลิงเย่พยักหน้ารัวราวกับโขลกกระเทียมยิ้มกว้างสดใส เอ่ยว่าจะไปส่งนาง แต่เซียวหลิงอวิ๋นกลับปฏิเสธบอกให้เขารีบไปตามหมอดูอาการให้ท่านแม่ และเพราะวันนี้การทำนายใช้พลังไปมากโขนางยังมีอีกที่ที่ต้องไปอีก
เซียวหลิงเย่นึกถึงอาการป่วยของท่านแม่จึงไม่กล้าชักช้ารีบจากไปทันที ส่วนเซียวหลิงอวิ๋นก็เก็บของเสร็จแล้วจากไปเช่นกัน
เซียวหลิงเย่ไม่รู้เลยว่าพวกเขาเพิ่งจะจากไปไม่ถึงหนึ่งเค่อผู้ดูแลเย่ก็พาคนกลุ่มใหญ่ที่ล้วนเป็นักเลงอันธพาลบุกมาอย่างโกรธเกรี้ยวทว่าพอเห็นแผงว่างเปล่าก็กระทืบพื้นด้วยความโมโห
จวนอ๋องเก้า
ภายในห้องหนังสือชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำร่างสูงใหญ่ หน้าตาเ็า นั่งอยู่บนที่นั่งประธานจ้องมองชายผู้หนึ่งที่มือข้างหนึ่งห้อยอย่างผิดรูปจากการาเ็คุกเข่าอยู่เบื้องล่างดวงตาเรียวยาวล้ำลึกของเขาฉายแววครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ
“วันนี้เ้าไม่ควรออกนอกเมืองจริงๆ การคุ้มกันของพวกเ้าหละหลวมแล้วปรมาจารย์สื่อิญญาคนนั้นพูดว่าอย่างไรบ้าง”
ชายที่คุกเข่าอยู่คือฉินซานเขาเงยหน้าขึ้น ใบหน้าเริ่มซีดเผือดคล้ายกำลังหวนคิดถึงบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวก่อนจะรายงานตามความจริง
“ปรมาจารย์สื่อิญญาผู้นั้น...กล่าวต่อหน้าผู้คนว่า...นายท่านหมดบุญสิ้นวาสนาไม่อาจทำการใหญ่ได้แล้ว แม้แต่เขาเองก็ไม่อาจช่วยอะไรได้”
สิ้นคำอากาศรอบด้านพลันหนักอึ้งราวกับถูกตรึงเอาไว้ ฉินซานถึงกับไม่กล้าหายใจแรง
ขณะที่เขาใกล้จะกลั้นลมหายใจไม่ไหวก็ได้ยินเสียงหัวเราะแ่เบาของหลีเย่หาน
“ฮึ ไม่ได้พบกันสองปี เย่ว์ฉีหวงกล้าหาญขึ้นไม่เบา...ช่างเถอะไปให้หมอดูแผลที่มือ แล้วค่อยไปรับโทษที่ห้องลงทัณฑ์”
แม้จะต้องไปรับโทษแต่ฉินซานกลับถอนหายใจอย่างโล่งอก พอจะขอตัวจากไป หลีเย่หานก็เอ่ยขึ้นเรียบๆราวกับนึกบางสิ่งขึ้นได้
“จริงสิพี่สะใภ้ทั้งสองของเ้า...เพิ่งถูกปะาด้วยวิธีเฉือนเนื้อพันครั้งโทษฐานใช้ไสยเวททารุณสังหารอสูรมากกว่าห้าร้อยตัว”
ร่างของฉินซานชะงักเล็กน้อยแววตาฉายความเศร้าชั่ววูบ แต่ก็ไม่ได้ร้องขอความเมตตาให้ญาติพี่น้องเพียงเงียบกริบแล้วจากไป
หลีเย่หานทอดสายตาเย็นเยียบมองคราบเืที่ฉินซานทิ้งไว้บนพื้นพลางพึมพำชื่อหนึ่งออกมาเบาๆ แววตาฉายความสนใจ
“เซียวหลิงอวิ๋น...”
ขณะที่หลีเย่หานกำลังครุ่นคิดจู่ๆ ก็มีเสียงจากหน้าประตูดังขึ้น
“ท่านอ๋อง คุณหนูใหญ่ตระกูลเซียวจากจวนเจิ้นกั๋วโหวมาเยือนบอกว่าท่านอนุญาตให้นางมาพบท่าน”
ั์ตาคมของหลีเย่หานฉายแววสงสัยแต่ใบหน้ายังคงไร้อารมณ์ เขาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำว่า “ให้นางเข้ามาเถอะ”
เพิ่งพูดจบประตูก็ถูกผลักเปิดออกผู้ที่เดินเข้ามาก็คือเซียวหลิงอวิ๋นที่ใบหน้าเต็มไปด้วยจุดแดงจุดเล็กๆ
นางก้าวเดินย้อนแสงเข้ามาอย่างสง่างามท่วงท่าพลิ้วไหวราวหงส์ต้องแสงทองอ่อนจากแสงแดด หากไม่มองใบหน้าย่อมคิดว่าเป็เทพธิดาลงมาเยือนโลกมนุษย์
หลีเย่หานยังไม่ทันได้ขมวดคิ้วบ่าวรับใช้ก็รีบอธิบายเสียงสั่น
“คุณหนูใหญ่สกุลเซียวกล่าวว่านางกับท่านอ๋องมีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดาจึงไม่ต้องรอให้แจ้งขอเข้าพบ...”
ความสัมพันธ์ไม่ธรรมดา?
หลีเย่หานเหลือบตามองเซียวหลิงอวิ๋นที่เดินเข้ามาใกล้โดยไม่เกรงกลัวอะไรนางถึงขั้นลากเก้าอี้มานั่งลงข้างเขาในระยะเพียง่แขนใจเขาพลันสั่นไหวอย่างประหลาด
บ่าวรับใช้เห็นเซียวหลิงอวิ๋นกล้าเข้าใกล้เ้านายก็เบิกตาโพลงด้วยความใ
นางอยากตายหรืออย่างไร!กล้าเข้าใกล้ท่านอ๋องถึงเพียงนี้!
ต่อให้ไม่ถูกพลังของท่านอ๋องสะท้อนกลับจนตายแต่ปกติแล้วผู้ใดเข้าใกล้เขาในระยะหนึ่งจั้ง[1]ก็อาจถูกสังหารทันที
จบเห่แล้วหากเซียวหลิงอวิ๋นถูกท่านอ๋องทำร้ายหรือฆ่าทิ้งจวนเจิ้นกั๋วโหวจะไม่เอาเื่กระนั้นหรือ
“อืม เ้าออกไปได้แล้ว”
เสียงทุ้มเย็นที่ฟังไม่ออกว่าอารมณ์ใดดังขึ้นบ่าวรับใช้ตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อ อ้าปากค้างจนคางแทบหล่นถึงพื้น
ท่านอ๋อง...ไม่ได้ลงมือกับเซียวหลิงอวิ๋น?
ไม่หรอกต้องเป็เพราะท่านอ๋องรอให้ประตูปิดก่อนค่อยลงมือแน่นอน!
คิดได้ดังนั้นบ่าวรับใช้จึงมองเซียวหลิงอวิ๋นอย่างเวทนาแวบหนึ่ง ก่อนรีบปิดประตูให้แ่าแล้วยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องอย่างใส่ใจราวกลัวผู้อื่นจะล่วงรู้ว่าท่านอ๋องกำลังลงมือกับเซียวหลิงอวิ๋นอยู่ภายในห้องหนังสือ
แต่แล้ว...ผ่านไปเกือบหนึ่งเค่อก็ยังไร้ความเคลื่อนไหวใดๆบ่าวรับใช้เริ่มสงสัย
หรือว่าจะมีการใช้ยันต์เก็บเสียง
ขณะที่ภายนอกเต็มไปด้วยความสงสัยด้านในกลับเงียบสงัด
หลีเย่หานในชุดคลุมสีดำยังคงใบหน้าเรียบเฉยก้มหน้าศึกษาตำราพิชัยาในมืออย่างเงียบงันส่วนเซียวหลิงอวิ๋นก็นั่งขัดสมาธิข้างเขา หลับตาฝึกพลังอย่างสงบ
ทั้งสองคนไม่เอ่ยแม้แต่คำเดียวทว่าบรรยากาศกลับดูกลมกลืนอย่างน่าประหลาด
ทว่าความจริงหาเป็เช่นนั้นไม่ผ่านไปหนึ่งเค่อแล้ว แต่หนังสือในมือของหลีเย่หานกลับไม่ได้พลิกเปลี่ยนหน้าเลยสักครั้งหากมองให้ดีจะเห็นว่าเรียวคิ้วคมดั่งมีดนั้นขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
เขาไม่คาดคิดว่าั้แ่เซียวหลิงอวิ๋นก้าวเข้ามาจะเอ่ยเพียงประโยคเดียวว่าให้เขาทำตามสัญญานางจะนั่งฝึกพลังเคียงข้างเขาหนึ่งชั่วยาม จากนั้นก็หลับตานิ่งไม่พูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่แต่ขณะที่เซียวหลิงอวิ๋นกำลังฝึกพลัง หลีเย่หานก็รู้สึกว่าร่างกายตนเองอบอุ่นขึ้นคล้ายกำลังฝึกพลังไปด้วยเช่นกัน
ทว่าเขาเป็คนเงียบขรึมย่อมไม่คิดจะเอ่ยสิ่งใดจึงปล่อยให้บรรยากาศประหลาดเช่นนั้นดำเนินไปอย่างเงียบงันจนครบหนึ่งชั่วยาม
ในที่สุดก็มีคลื่นพลังิญญากระเพื่อมรอบกายเป็คลื่นพลังของผู้บรรลุระดับหลังฟ้าขั้นห้า
คิ้วของหลีเย่หานยิ่งขมวดแน่นเซียวหลิงอวิ๋นฝึกพลังได้จริงๆแต่นางก็คือคนที่แต่เดิมถูกกล่าวว่าไร้พร์ฝึกฝนไม่ได้ แล้วเหตุใด...
ดวงตาดำล้ำลึกของหลีเย่หานจ้องมองเซียวหลิงอวิ๋นไม่ละสายตารอคอยให้นางเอ่ยคำอธิบายสักประโยค
เซียวหลิงอวิ๋นยิ้มอย่างพึงใจนางคาดไม่ถึงว่าการฝึกพลังเคียงข้างหลีเย่หานซึ่งแวดล้อมไปด้วยไอม่วงเข้มข้นจะให้ผลลัพธ์ดีเกินคาดนางลุกขึ้นยืนอย่างเบิกบาน พลางยิ้มระรื่นเอ่ยขอบคุณ
“ขอบคุณท่านอ๋อง วันนี้เวลาล่วงเลยมานานแล้ว ไว้วันหน้าข้าจะมารบกวนใหม่”
สิ้นคำนางก็ไม่สนสายตาประหลาดใจของหลีเย่หาน ยกเท้าจะหมุนตัวจากไปทันที
ทว่าไม่ทันไรก็ถูกหลีเย่หานดึงตัวกลับอย่างแรงจนเซียวหลิงอวิ๋นที่ไม่ทันตั้งตัวเซถลา พุ่งตรงไปยังเก้าอี้ที่เขานั่งอยู่
บังเอิญอย่างยิ่งตำแหน่งที่เซียวหลิงอวิ๋นพุ่งเข้าไปกลับปะทะเข้ากับริมฝีปากของหลีเย่หานโดยตรง!
ทั่วทั้งห้องหนังสือพลันตกสู่ความเงียบงันดั่งความตาย
ทั้งสองต่างเบิกตากว้างสบตากันดวงตาล้ำลึกของหลีเย่หานพลันเย็นเยียบ ในขณะที่เซียวหลิงอวิ๋นกะพริบตาปริบๆด้วยสีหน้าไร้เดียงสา พอขยับริมฝีปากจะพูดก็เหมือนจงใจยั่วให้หลีเย่หานหงุดหงิดใบหน้าหล่อเหลาสงบนิ่งของเขาถึงกับดำทะมึนราวกับน้ำหมึก
ััแ่เบาอ่อนนุ่มที่ริมฝีปากกับความรู้สึกแปลกประหลาดเหมือนขนนกปัดผ่านในใจทำให้หลีเย่หานเริ่มรู้สึกหงุดหงิดคิดจะสะบัดแขนผลักนางออกไป
แต่เซียวหลิงอวิ๋นกลับเป็ฝ่ายดีดตัวถอยหนีราวกับถูกไฟชอร์ตพลางเช็ดปากอย่างแรง แล้วบ่นเบาๆ ว่า
“จูบแรกของข้า! ดันโดนเด็กหนุ่มปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมแย่งไปเสียได้!”
นางเอ่ยเสียงเบามากแต่หลีเย่หานกลับได้ยินชัดทุกคำ สีหน้าจึงดำทะมึนยิ่งกว่าเดิมทว่าเซียวหลิงอวิ๋นกลับหัวเราะยั่วขึ้นมา
“ดีนี่! หญิงหน้าตาอัปลักษณ์อย่างข้าท่านยังกล้ากิน เห็นแก่ที่ท่านชอบเช่นนั้นต่อไปทุกครั้งที่ข้าฝึกพลังเคียงข้างท่านข้าจะมอบจูบให้ท่านทุกคราเลยเป็ไง!”
นางกล่าวพลางจงใจยื่นใบหน้าที่เต็มไปด้วยจุดแดงโน้มเข้าใกล้เขาราวกับจะประกบจูบเขาอีกครั้งให้ได้
[1] จั้ง หน่วยวัดความยาวในระบบจีนโบราณ ประมาณ 3.33 เมตร