“พี่ไปตามที่อยู่ในสมุดนั้นแล้วนะส่วนใหญ่เป็ตึกร้างร้านค้าที่เลิกกิจการไปแล้วหรือไม่ก็พื้นที่ว่างหลังหมู่บ้านจัดสรรแถวๆนี้”
“แทบไม่ได้เบาะแสอะไรเพิ่มเลยแต่พี่คิดว่าเค้าน่าจะแอบทำอะไรลับหลังแน่ๆ”
“แล้วซันได้ข้อมูลอะไรมาเพิ่มบ้างมั้ย”
“……………..”
แบร์เหลือบมองกระจกมองหลังด้วยความคิดว่าเด็กหนุ่มอาจเผลอหลับไปแล้วก็ได้เขตแดนเอี้ยวตัวหันมาด้านหลังจากเบาะคู่คนขับ เห็นได้ชัดว่าซันยังลืมตาอยู่เพียงแต่ดวงตาของเขาดูล่องลอยไม่จับโฟกัสกับสิ่งรอบตัวเลย
“ซัน” แบร์เรียกสติเขา
“ซัน!!!” ทั้งเขตแดนและแบร์พร้อมใจกันเรียกเมื่อเห็นว่าเขาว่ายังมองเหม่อไปด้านนอกรถ
“ครับ!!” เด็กหนุ่มสะดุ้งเมื่อถูกเสียงเรียกดึงออกจากภวังค์ “ว่ายังไงนะครับ”
แบร์เล่าทั้งหมดอีกรอบพอจบคำสุดท้ายของผู้กอง ซันจึงพูดสวนขึ้นมา “ผมว่ามันแปลกๆนะครับ”
ซันเขยิบมานั่งตรงระหว่างเบาะหน้าทั้งคู่“สถานที่ที่ผู้กองพูดมามันเหมือนที่นัดเจอของพวกคนทำผิดกฎหมายเลยนะครับ”
“นั่นไง!!คิดเหมือนพี่เลย” เขตแดนโพล่งขึ้นสำทับความเห็นของซัน
แต่แบร์กลับนิ่งสักพักกระบวนการเชื่อมโยงความเป็ไปได้ต่างๆวิ่งแล่นในหัวของเขา
“แต่คนนั้นเค้าเรียนนิเทศน์นะพี่ว่าเค้าอาจแค่มาหาโลเคชั่นถ่ายงานก็ได้”
อีกสองเสียงในรถจึงไม่สามารถหาความคิดจากไหนมาโต้แย้งได้อีก
รถตำรวจจอดสนิท ณลานจอดหน้าสถานีตำรวจ แบร์กับเขตแดนเดินลิ่วเข้าออฟฟิตก่อนไป..บอกเพียงให้ซันนั่งรอในห้องแจ้งความด้านหน้าเพราะห้องนี้เปิดแอร์เย็นฉ่ำไว้ตลอด
ซึ่งก็จริงอย่างที่ผู้กองว่าแอร์ในห้องนี้ถูกปรับไว้ซะจนไม่ต่างกับตู้แช่แข็งไม่แน่ใจว่าสาเหตุมาจากชุดหนาๆของเ้าหน้าที่หรืออยากช่วยปรับอารมณ์ร้อนๆของผู้ที่เข้ามาแจ้งความกันแน่
ซันนั่งมองหญิงสูงอายุร่ำไห้ต่อหน้าตำรวจที่รับแจ้งความเธอคร่ำครวญว่าสร้อยคอทองคำหนัก 2บาทของเธอหายไปคาดว่าน่าจะมีโจรเข้ามาขโมยของในบ้านแต่ตำรวจที่โต๊ะแจ้งความพยายามโน้มน้าวให้เธอลองสอบถามคนในบ้านให้ดีซะก่อนแม้เธอจะเถียงหัวชนฝาว่าเป็ฝีมือคนนอกแน่นอนเพราะคนในครอบครัวไม่น่ามีใครกล้าทำแบบนี้
สุดท้ายตำรวจ 2นายเสนอตัวไปส่งหญิงสูงอายุกลับบ้านพร้อมรับปากว่าจะลองสอบปากคำลูกหลานของเธอทีละคน
“มาแจ้งความหรอครับ” ชายคนหนึ่งโน้มตัวลงมาคุยกับซัน
ดวงตาสีฟ้าอมเทาคู่นั้นสวยสะกดจนทำให้ซันเผลอจ้องมองไปชั่วขณะแม้ในตอนนี้เขาจะอยู่ในชุดลำลองอย่างเสื้อโปโลสีเทากับกางเกงยีนส์ก็เถอะแต่ส่วนประกอบหลักอย่างบุคลิกท่าทางและผมทรงเกือบจะสกินเฮดของเขาก็ส่งให้ซันเข้าใจได้ว่าคนๆนี้น่าจะเป็ตำรวจเหมือนกัน
“เอ่อ….ปล่าวครับ”
เ้าหน้าที่นายหนึ่งะโข้ามห้องมา “คนนั้นเค้ามากับพี่แบร์น่ะพี่ พี่แบร์ให้น้องเค้านั่งรอในนี้”
“อ้าว…รู้จักกับไอ้แบร์นี่เอง”เขาทิ้งตัวนั่งลงข้างๆเด็กหนุ่ม “พี่ชื่อลอยด์ เป็เพื่อนกับไอ้แบร์นี่ล่ะ”
บนโต๊ะทำงานที่อุปกรณ์ต่างๆวางไว้ระเกะระกะแต่เ้าของโต๊ะกลับหยิบมาใช้ได้อย่างถนัดมือหนึ่งตำรวจกำลังนั่งพิมพ์ข้อมูลในคอมพิวเตอร์ส่วนอีกหนึ่งก็ยืนดูคอยกำกับไม่ให้ข้อมูลตกหล่น
“ไม่จัดโต๊ะบ้างวะแดนของโคตรจะรกเลย หาอะไรเจอบ้างมั้ยวะเนี่ย” แบร์หยิบตัวเย็บกระดาษไปใส่รวมในกล่องปากกา
“เฮ๊ยพี่!…อย่าๆวางไว้งี้แหละ” เขตแดนหยิบมันออกมาวางไว้ใกล้คีย์บอร์ดเหมือนเดิม“ถ้าจัดแล้วเดี๋ยวผมหาของไม่เจอ”
ตำรวจรุ่นพี่ถึงกับส่ายหน้า “พิลึกคนนะมึง”
เขตแดนพิมพ์ข้อมูลจนเกือบเสร็จจึงลองเปิดคำถามที่คาใจั้แ่อยู่ในรถ
“พี่แบร์…สมุดเล่มนั้นกับเื่ที่คุยกับไอ้น้องคนนั้นบนรถอ่ะตกลง…เป็เื่แฟนเก่าพี่ใช่ป่ะ” เขาเอ่ยออกมาด้วยระดับเสียงที่พอจะได้ยินกันแค่สองคน
“แฟนกู…ไม่ใช่แฟนเก่า” แบร์ตอบกลับด้วยเสียงระดับเดียวกัน “พี่ยังไม่เคยมีคนใหม่”
เขตแดนมองรอยยิ้มปนเศร้าของรุ่นพี่ “แล้ว…”
แบร์ก้มหน้าตอบด้วยเสียงที่เบากว่าเดิม“เออ…ใช่”
รุ่นน้องหันกลับไปจ้องหน้าคอมพ์ฯตามเดิมทีนี้เขาก็เริ่มเข้าใจเื่ราวมากขึ้นแล้ว สมุดนั่นคงเป็หลักฐานใหม่ที่แบร์ได้มาถ้าเขายังร่วมมือสืบเื่นี้กับผู้กองต่อไปก็นับว่าเสี่ยงต่อตัวเขาเองมากทั้งในหน้าที่การงาน และเื่ส่วนตัว เพราะผู้การฯได้ยื่นคำขาดไว้แล้วว่าห้ามแบร์เข้ามายุ่งคดีนี้แถมไม่วายจะโดนทีมผู้กองลอยด์เกลียดขี้หน้าที่ทำอะไรข้ามหน้าข้ามตาทีมหลัก
แต่อีกมุมหนึ่งเขาก็พร้อมจะเข้าใจว่ารุ่นพี่คงอยากหาความจริงด้วยตัวเองไม่ใช่แค่ทวงความยุติธรรมให้คนรักแต่เพื่อคลายปมในใจที่ถูกขมวดไว้แน่นในหลายเดือนที่ผ่านมาและเขาเองก็พร้อมซัพพอร์ตไอดอลของเขาเสมอ
หลังจากจัดการเอกสารทุกอย่างเสร็จสิ้นแบร์ได้ฝากให้เขตแดนเดินเื่ที่เหลือต่อเพราะจะไปส่งซันที่ร้านเฮียเมธก่อนเดินไปถึงห้องรับแจ้งความเขตแดนสะกิดแขนรุ่นพี่ด้วยม้วนกระดาษA4
“ถ้าพี่อยากได้อะไรในคดีนั้นเพิ่มบอกผมได้เลยนะ”
รุ่นพี่หยุดคิดไม่นานก็บอกสิ่งที่้า “พี่อยากได้ผลชันสูตรว่ะ แต่น่าจะยาก”
นี่เป็สิ่งที่ทั้งสองเห็นตรงกันผลชันสูตรที่มีแต่เ้าของคดีเท่านั้นที่สามารถดูได้และลอยด์เคยแต่เล่าคร่าวๆไม่เคยลงถึงรายละเอียดให้แบร์รู้
เมื่อเดินมาถึงห้องที่เย็นพอๆกับตู้แช่ปลาทั้งสองก็พบว่าซันนั่งคุยอยู่กับเพื่อนของแบร์ที่กำลังเล่าอะไรซักอย่างให้ฟัง
“อ้าว…มากันแล้วหรอ” ลอยด์ทักขึ้น
แบร์ยืนมองหน้าของเด็กหนุ่มที่เหมือนฟังอะไรค้างอยู่“คุยอะไรกันวะ ทำไมซันทำหน้างั้นอ่ะ”
เขตแดนกับลอยด์เหมือนเพิ่งสังเกตุเห็นว่าสีหน้าของซันดูเหมือนคนกำลังอึ้งกับอะไรบางอย่าง
ลอยด์หัวเราะก่อนตอบ “อ๋อ…พอดีนั่งคุยกับน้องมันแล้วเพิ่งรู้ว่าน้องเรียนอยู่ที่มหา’ลัยนั้นน่ะ”
“ก็เลยเล่าให้ฟังว่าตอนปีนู้นกูเคยได้ไปทำคดีที่มีเด็กโดดตึกที่คณะวิศวะฯกำลังแกล้งน้องมันว่าระวังเจอกุ๊กกุ๊กกู๋อยู่เนี่ย ฮ่าๆๆ”
ถึงตรงนี้ไม่มีใครรู้หรอกว่าที่บอกให้ระวังเจอน่ะซันกับเพื่อนกลุ่มหนึ่งได้เจอไปแล้ว
คนที่อยู่ในเหตุเมื่อคืนลองถามแทรก “แล้วทำไมเค้าทำแบบนั้นล่ะครับ”
“อืม…..ถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้สาเหตุที่แท้จริงเลยแต่ครอบครัวเค้าไม่ติดใจอะไร บอกแค่น่าจะเครียดกับการเรียน” ลอยด์ยักไหล่แบบส่งๆ “ก็เลยจบแค่นั้น…ไม่ได้สืบอะไรต่อ”
“ทำไมสรุปง่ายๆแบบนั้นล่ะครับถ้าสืบต่อ…มันอาจกลายเป็คดีฆาตรกรรมก็ได้” เขตแดนท้วงซึ่งหน้า แต่แบร์รีบตอบก่อนที่ลอยด์จะได้อ้าปาก
“สำหรับคนทำคดีแล้วถ้าไม่มีเบาะแสหรือหลักฐานที่บ่งชี้ไปได้ว่าเหยื่อถูกฆาตรกรรมเราก็ไม่สามารถชี้นำสำนวนให้ไปในทางนั้นได้ อีกอย่างที่สำคัญที่สุดคือครอบครัวของเหยื่อไม่ได้ติดใจการตาย ไม่แสดงความ้าให้สืบต่อทางเราเอง…ก็ทำได้แค่นั้น”
คำอธิบายของแบร์ช่วยลดแรงปะทะระหว่างสองคนนี้ได้เยอะทีเดียวเพราะเขารู้ว่าทั้งคู่ไม่ค่อยจะลงรอยกันสักเท่าไหร่ั้แ่แขตแดนมาประจำที่โรงพักนี้ก็แสดงออกอย่างเห็นได้ชัดว่าชื่นชอบและปลาบปลื้มมากขนาดไหนที่ได้ทำงานร่วมกับเขาบางครั้งก็เข้าขั้นอวยซะเกินความเป็จริงจนเขาต้องออกมาปรามด้วยตัวเองบ่อยๆนั่นก็พอจะเข้าใจได้ว่าทำไมหลายๆคนถึงหมั่นไส้รุ่นน้องคนนี้
“อ่ะ…แล้วนี่จะไปไหนกันต่อน่ะ” ถึงจะหงุดหงิดที่ถูกรุ่นน้องถามแบบไม่ไว้หน้าแต่ด้วยวุฒิภาวะและยศที่สูงกว่า ลอยด์จึงเปลี่ยนเื่คุย
“จะไปส่งน้องมันนั่นแหละ”แบร์หันมาคุยกับซันต่อ “เอ้อ…เห็นว่าเด็กที่โดนชนปลอดภัยแล้วนะแต่น่าจะหักหลายท่อนอยู่”
ซันหายใจออกลูกใหญ่บ่งบอกถึงความโล่งอกของเขา
“เพื่อนเราหรอ” ผู้กองที่นั่งข้างเขาถาม
“ใช่ครับอยู่คนละสาขากัน แต่ก็เป็เพื่อนครับ”
เวลาใกล้บ่ายสามโมงแบร์เลยขอตัวออกไปส่งซันลอยด์ก็จะกลับไปเคลียร์เอกสารคดีที่ค้างอยู่บนโต๊ะต่อเขตแดนก็ต้องไปเดินเื่เอกสารคดีชนแล้วพยายามหนีที่แบร์ฝากไว้ แต่ก่อนทั้ง 4คนจะเดินแยกไปคนละทาง ลอยด์ก็แกล้งถามแบร์เสียงดังว่า
“อ้าว..แบร์มึงไม่เอาไอ้เหาฉลามนี่ไปด้วยหรอวะ” พร้อมปรายตามาทางตำรวจรุ่นน้อง
แบร์ถอนหายใจเหนื่อยหน่ายขณะเดินออกจากสถานีเขาไม่ตอบคำถามเพื่อน มีแต่นิ้วกลางที่ชูขึ้นสูงส่งไปให้ลอยด์เท่านั้น
ซันขึ้นนั่งบนรถยุโรปสีดำที่คุ้นเคย ตอนแรกเขาจะเดินไปทางรถตำรวจที่นั่งขามาโรงพักซะแล้วดีที่แบร์ะโห้ามไว้ก่อน
“รถพวกนั้นเอาไว้ใช้เวลางานนอกเวลาต้องใช้รถตัวเอง” ถ้าเ้าหน้าที่รัฐคิดแบบนี้ได้ทุกคนคงไม่มีการเบิกค่าน้ำมันเกินจริงให้เปลืองงบประมาณแผ่นดินแน่
“ว่าไป…นี่ยังไม่บ่ายสามเลยมันก็ในเวลางานนี่ครับ แต่ผู้กองก็ออกมาส่งผมจะไม่เป็ไรหรอครับ” คำถามด้วยความกังวลทำผู้กองหัวเราะลงคอ
“ไม่หรอก..จะเป็ไรได้ไงนี่วันอาทิตย์นะพี่แค่มาอยู่เวรเฉยๆ” แบร์เหยียบคันเร่งส่งตัวรถเคลื่อนออกจากที่ทำงาน “ไม่เห็นหรอ..ลอยด์ยังใส่ชุดธรรมดามาเลยบางทีไม่มีเวรแต่มีงานที่ต้องเคลียร์ให้เสร็จ เลยจะเข้างานกี่โมง กลับกี่โมงก็ได้”
ซันร้อง ‘อ๋อ’ เบาๆเข้าใจได้มากขึ้นว่าบางหน่วยงานของรัฐก็ไม่ได้หยุดเสาร์-อาทิตย์เสมอไปทุกที่
“แล้วตอนที่คุยกับลอยด์น่ะนอกจากเื่คดีเด็กที่มหา’ลัยแล้วได้คุยเื่อื่นอีกปล่าว”
“ก็…ผู้กองลอยด์ถามว่ารู้จักผู้กองแบร์ได้ไงผมก็เลยเล่าให้เค้าฟังครับ”
หัวใจแบร์หล่นวูบลมหายใจเหมือนไหลไปไม่ทั่วท้องหากซันเล่าถึงเื่ของศิษฐ์ให้ลอยด์รู้คงเป็เื่ใหญ่
“เล่าว่า…”
ซันมองผู้กองด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ก็เล่าว่าวันนั้นผมไปช่วยคนโดนล้วงกระเป๋าแล้วผู้กองก็เข้ามาช่วยจับขโมยไงครับ”
“แค่นั้น!?” หัวใจของแบร์ลอยกลับขึ้นที่เดิม
“ครับ…แค่นั้นแหละ” ซันยิ้มกว้างเพราะเพิ่งเข้าใจที่ผู้กอง้าถาม “ผมไม่ได้เล่าเื่ซิดนีย์หรอกครับก็ผู้กองเคยบอกให้เก็บเื่นี้ไว้อีกอย่างถ้าเล่าไปผู้กองลอยด์คงคิดว่าผมไม่บ้าก็เพี้ยนแน่ๆ”
เด็กหนุ่มหัวเราะแก้เก้อให้กับเื่ทั้งหลายที่เขาได้พบเจอมา
หัวรถมุ่งออกสู่ถนนใหญ่และพุ่งตรงไปอย่างต่อเนื่องไม่ได้เข้าเลนขวาเตรียมยูเทิร์นไปทางร้านอาหารที่ซันทำงานอยู่เขาจึงร้องทักผู้กองที่กำลังบังคับพวงมาลัย
“ผู้กองครับ…ผู้กองลืมยูเทิร์นไปร้านน่ะครับ”
แต่แทนที่ผู้กองแบร์จะใเขากลับหันมายิ้มให้ซันอย่างซ่อนนัยยะบางอย่าง
“ไม่ได้ลืมแต่พี่จะพาไปอีกที่นึงก่อน”
“แต่ผมต้องไปทำงานนะครับ”นี่ก็เข้าบ่ายสามกว่าแล้วเหลือเวลาอีกไม่ถึง 2ชั่วโมงจะต้องเข้างาน ซันจึงร้อนรนเพราะไม่อยากไปสาย
“เออ น่า…ไปแป๊บเดียวเดี๋ยวพี่คุยกับเฮียเมธให้”
เพราะอย่างนี้ซันจึงต้องนั่งรถไปกับผู้กองแบร์ทั้งที่ไม่ค่อยเต็มใจและยังไม่รู้จุดหมายปลายทาง