“ก็หมายความว่าโทษของเ้ารอให้สตรีอ้วนผู้นั้นเป็ผู้ตัดสินน่ะซิ”เถากลืนจิตพูดแล้วยกเถาตบไหล่ถังหูลู่ “ข้าว่าเ้าต้องเอาอกเอาใจนางเสียแล้วนางจะได้ไม่ลงทัณฑ์เ้าหนักๆ”
“...”ถังหูลู่อ้าปากค้างอย่างโง่งมแล้ว จะให้ข้าเอาใจสตรีนางหนึ่งงั้นรึ!?
มันคิดไปต่างๆ นานา แล้วจะทำอย่างไรให้นางไม่เอาโทษมัน? ยอมเป็สัตว์พาหนะให้นางรึ? ไม่ๆๆๆข้าไม่ยอมให้ใครขี่ข้าหรอกนะ ยิ่งเป็สตรีด้วยแล้วไม่มีทางเด็ดขาด! หรือจะให้ข้าวิ่งเล่นเป็เพื่อนนาง? หรือจะให้ข้าตักน้ำ ต้มน้ำชงชาเหมือนหลิงเฟยตัวตะกละ? ฯลฯ
เถากลืนจิตเดินไปหยิบท่อนไม้มาแล้วเดินไปมันหันไปมองถังหูลู่ที่ยืนครุ่นคิดหนัก “นี่ๆ ยังไม่รีบเอาท่อนไม้ตามข้ามาอีก”
ถังหูลู่จึงหยุดความคิดทั้งมวลไว้แล้วคาบท่อนไม้ขึ้นมาเดินตามเถากลืนจิตไป
จ้าวเป่าฉินลืมตาตื่นขึ้นมา ความเ็ปก็พุ่งขึ้นมาทันที ทำเธอร้อง “โอย...”
เธอหันไปมองรอบๆ ตัวเห็นว่าตัวเองนอนอยู่ในบ้าน เธอลุกพรวดทันที พร้อมกับร้องออกมาอีกครั้ง “โอย...”
เธอมองๆแล้วคิดอย่างงงๆ “นี่ฉันกลับมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? หรือว่าที่ฉันเห็นคือความฝัน?”
เธอขยับขาพลันร้องอีกครั้ง “โอย...”
เธอมองขาตัวเองซึ่งบวมเป่งจนเนื้อจะปริได้แล้วเธอหวนนึกไปถึงตอนนั้น ตอนที่เธอถูกเหยียบจนขาหัก “ไม่ใช่ความฝัน!”
ถ้างั้นเธอรอดมาได้ยังไง?
เธอคิดๆ คิดไปคิดมาคิดมาคิดไป คิดหลายรอบแล้วแต่ก็ไม่ได้คำตอบ
“อ่อ เ้าฟื้นแล้วรึ”
จ้าวเป่าฉินหันไปมองก็เห็นจางอี้ปินยืนอยู่หน้าประตูบ้าน
“ข้าเข้าไปได้หรือไม่?”จางอี้ปินถาม
จ้าวเป่าฉินคิดๆแล้วตอบออกไป “เชิญค่ะ”
“เชิญเ้าค่ะ”จางอี้ปินสอนแล้วเดินเข้าไปหานางถึงเตียง
จ้าวเป่าฉินมองเขากำลังจะอ้าปากถามแต่เขาชิงพูดก่อนว่า “เ้าคงจะเจ็บมาก เช่นนั้นก็กินโอสถก่อนเถอะ”
เขาหยิบขวดโอสถขึ้นมาแล้วเปิดจุกเทโอสถออกมาเม็ดหนึ่งยื่นไปตรงหน้านาง
จ้าวเป่าฉินมองยาหรือที่เขาเรียกว่าโอสถยาเม็ดนี้มีลักษณะกลมๆ เหมือนยาลูกกลอนแต่กลมเกลี้ยงจนเหมือนลูกแก้วที่เด็กๆเอาไว้ดีดเล่นนั่นแหละ อีกทั้งยังมีสีเหลือบรุ้งคล้ายไข่มุก แต่เป็ไข่มุกสีดำๆ เธอชี้ที่ยาเม็ดนั้นแล้วมองหน้าเขา“ไอ้นี่กินได้เหรอ?”
“กินได้ซินี่คือโอสถแก้ปวด เ้าต้องกินครั้งละ 1 เม็ด กินวันละ 3 ครั้ง”จางอี้ปินบอกอย่างปราณี
จ้าวเป่าฉินจึงยื่นมือไปหยิบโอสถเม็ดนั้นมาแล้วกลั้นใจกินลงไป เธอคิดว่ามันต้องขมปี๋แน่ๆ แต่ยังไม่ทันรู้รสโอสถเม็ดนั้นก็ไหลลงคอไปแล้ว คล้ายกับมันละลายไหลลงคอไปอย่างง่ายดายมากทำเธอแปลกใจ
“ส่วนขวดนี้เป็โอสถสมานกระดูกเ้ากินครั้งละ 1 เม็ด เช้าเย็น จะช่วยให้กระดูกเ้าสมานตัวได้เร็วขึ้น”จางอี้ปินชี้ไปที่โอสถอีกขวด
จ้าวเป่าฉินมองขวดสีขาวทึบคล้ายขวดกระเบื้องเคลือบแต่ไม่ใช่กระเบื้อง ขวดนี้ทำจากหยกขาวเนื้อขุ่น
ส่วนขวดที่ใส่โอสถแก้ปวดเป็สีเขียวอ่อนๆเธอมองขวดทั้งสองแล้วจำว่าในขวดใส่ยาอะไรไว้จะได้ไม่กินผิด เธอมองแล้วคิดๆทำไมไม่เขียนแปะไปเลยล่ะว่าเป็ยาอะไรจะได้ไม่ต้องจำคิดแล้วเธอก็พูดโพล่งออกไปทันที “ทำไมไม่เขียนติดขวดไปเลยล่ะว่าแต่ละขวดเป็ยาอะไร?”
“อ่อ”จางอี้ปินส่งเสียงคำหนึ่ง แล้วเขาก็สลักบนขวดในมือว่า ‘โอสถแก้ปวด’
เมื่อสลักเสร็จแล้วเขาก็วางไว้ข้างหมอนจากนั้นก็ยื่นมือไป ขวดโอสถบนโต๊ะก็ลอยหวือมาเข้ามือเขา
จ้าวเป่าฉินมองแล้วอ้าปากค้าง
จางอี้ปินสลักบนขวดอีกใบว่า‘โอสถสมานกระดูก’
เมื่อสลักเสร็จแล้วเขาก็วางไว้ข้างหมอน
จ้าวเป่าฉินมองตามแล้วหยิบมาดูเธอเห็นอักขระสวยงามแถวหนึ่งบนขวด เธอลูบผ่านอักขระแถวนั้นแล้วรู้ว่านี่ไม่ใช่การเขียนลงไปแต่เป็การแกะสลักลงไป เธอมองเขาอย่างอึ้งๆ มือเขาช่างมหัศจรรย์มาก!
“ฉันอยากมีพลังวิเศษเหมือนคุณจัง”เธอพูดออกไปอย่างที่ใจคิด
“เ้าต้องบอกว่า ‘ข้าอยากมีพลังเทพสูงเท่าท่านยิ่งนัก’เ้าน่ะต้องฝึกพูดให้คล่องๆ ยามออกไปข้างนอกจะได้ไม่ถูกผู้อื่นรังแก”จางอี้ปินสอนนาง
“อ่อ”จ้าวเป่าฉินพยักหน้า
“น่าเสียดายที่เ้าเป็ครึ่งเทพไม่อาจใช้โอสถระดับเทพได้ จึงกินได้แต่โอสถระดับมนุษย์ไม่เช่นนั้นป่านนี้ขาเ้าก็หายดีแล้ว ไม่ต้องทนเ็ปเช่นนี้หรอก”จางอี้ปินพูดอย่างเสียดายแทนนาง
“หือ? โอสถระดับเทพโอสถระดับมนุษย์” จ้าวเป่าฉินทวนคำที่จับใจความได้จากคำพูดของเขา
“โอสถระดับเทพก็คือโอสถที่เทพใช้กันส่วนโอสถระดับมนุษย์คือโอสถที่มนุษย์ใช้กันทั้งสองนี้ต่างกันตรงที่ฤทธิ์ของโอสถระดับเทพรุนแรงกว่าโอสถระดับมนุษย์มากมนุษย์ไม่อาจใช้โอสถระดับเทพได้เพราะฤทธิ์ของโอสถรุนแรงเกินไปหากฝืนกินเข้าไปอาจจะตายได้เลยก็เป็ได้ ส่วนเทพหากกินโอสถระดับมนุษย์ผลการรักษานั้นแทบจะไม่ได้ผลอะไรเลย” จางอี้ปินอธิบายให้ฟัง
“อ่อ”จ้าวเป่าฉินพยักหน้ารับรู้ “งั้นถ้ามนุษย์จะกินโอสถเทพก็น่าจะแบ่งออกเป็ส่วนย่อยๆซิ แล้วกินทีละนิดก็น่าจะได้นี่นา”
“แบ่งโอสถงั้นรึ?เ้าช่างคิดเสียจริง แต่หากแบ่งออกไปก็ทำให้โอสถเสียสรรพคุณน่ะซิโอสถบางชนิดใช้สมุนไพรชนิดเดียวหลอมย่อมแบ่งได้อย่างที่เ้าพูดมาแต่โอสถบางชนิดใช้สมุนไพรหลายชนิดหลอมเข้าด้วยกัน หากแบ่งโอสถเป็ส่วนย่อยๆเช่นที่เ้าว่าเ้าแบ่งออกไปย่อมทำให้โอสถเสียสรรพคุณไปน่ะซิเพราะสมุนไพรเ่าั้ต้องกินพร้อมกันในทีเดียวจึงจะหนุนส่งเสริมฤทธิ์ของโอสถชนิดนั้น”จางอี้ปินยิ้มบางๆ ในความช่างคิดของนาง
“อ่อ แบ่งไม่ได้งั้นเหรอ”จ้าวเป่าฉินพยักหน้ารับรู้เธอคิดว่ามันก็น่าจะเหมือนยาในโลกของเธอที่สามารถแบ่งครึ่งเม็ดได้เด็กกินครึ่งเม็ด ผู้ใหญ่กินหนึ่งเม็ดอะไรประมาณนั้นซะอีก
เธอคิดแล้วพลันรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำขึ้นมาแต่จะให้เขาพาเธอไปเข้าห้องน้ำเธอก็อายๆ นะ
จางอี้ปินเห็นท่าทางกระสับกระส่ายของนางจึงถาม“เ้าเป็อะไร? หรือว่ายังปวดขา?”
จ้าวเป่าฉินรีบส่ายหน้า“ไม่ได้ปวดขา”
เธอกล้าไม่พูดต่อแต่เธอก็กลั้นจนจะทนไม่ไหวแล้ว ดังนั้นเธอจึงบอกเขาหน้าแดงๆ ว่า “คือฉัน...คือว่า...คือ...”
“เ้าจะพูดอะไรก็พูดมาอย่ามัวอึกๆ อักๆ อยู่ข้าไม่ชอบ” จางอี้ปินพูดคล้ายดุ
จ้าวเป่าฉินจึงกลั้นใจพูดออกมา“คือฉันปวดฉี่”
“ปวดฉี่? คืออะไรรึ?”จางอี้ปินไม่เข้าใจความหมาย
จ้าวเป่าฉินจึงบอกว่า“ปวดปัสสาวะน่ะ”
“ปวดปัสสาวะ?”จางอี้ปินก็ยังไม่เข้าใจความหมาย
จ้าวเป่าฉินเห็นเขายังไม่เข้าใจเธอจึงกลั้นใจพูดคำที่ไม่ค่อยสุภาพออกไป “ปวดเยี่ยวน่ะ”
พูดออกไปแล้วเธอก็หน้าแดงแปร๊ด
“ปวดเยี่ยว?”จางอี้ปินก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
จ้าวเป่าฉินเห็นเขายังไม่เข้าใจเธอจึงคิดๆ คิดแล้วคิดอีกว่าคำศัพท์ของที่นี่ที่มีความหมายว่าปวดฉี่คือคำว่าอะไร จนในที่สุดเธอก็นึกขึ้นมาได้“ถ่ายเบา”
“อ่อ”จางอี้ปินเข้าใจความหมายทันที “เ้าอยากถ่ายเบา”
จ้าวเป่าฉินพยักหน้าหงึกๆในที่สุดก็เข้าใจตรงกันได้ซะที เธอปวดจะแย่แล้ว แต่เธอก็ลุกไม่ไหวแค่ขยับขาก็เจ็บจนน้ำตาเล็ดแล้ว
จางอี้ปินคิดๆแล้วก็ไม่ค่อยเหมาะนักถ้าจะให้เขาพานางไปเข้าส้วม ดังนั้นเขาจึงเดินออกไปเรียก “เ้าตัวตะกละ”
“เ้าคะ”เถากลืนจิตส่งเสียงขานรับพลางวิ่งไปหานายท่านทันที
เมื่อเถากลืนจิตมาแล้วจางอี้ปินจึงสั่งว่า“นางอยากเข้าส้วม เ้าพานางไปที”
“หา!” เถากลืนจิตปากอ้าตาค้าง มันยกเถาชี้ตัวเอง “ข้า!”
แล้วมองจ้าวเป่าฉินจากนั้นมันหันไปมองนายท่านแล้วส่ายหน้า “ไม่ๆ ข้าไม่ทำนะนายท่าน ท่านใช้คนอื่นเถอะ”
มันพูดแล้วก็รีบวิ่งหนีไปทันทีมันหนีไวจนฝุ่นตลบเลยทีเดียว
จางอี้ปินถอนหายใจทีหนึ่งถึงเถากลืนจิตจะเป็สตรีเหมือนกันกับจ้าวเป่าฉิน แต่มันก็ไม่ใช่บ่าวรับใช้ที่จะคอยทำทุกอย่างตามที่เ้านายสั่งมันปฏิเสธคำสั่งของเขาในข้อนี้เขาก็เข้าใจได้
เช่นนั้นจะทำอย่างไรดี?เขาคิดๆ แล้วจึงเอาหุ่นไม้ออกมาสองตัวแล้วโยนออกไปบนพื้น เขาใส่พลังเข้าไปในหุ่นไม้สองตัวนั้นพลัน! หุ่นไม้ก็ขยายใหญ่ขึ้น ขยายใหญ่จนมีขนาดใหญ่กว่าตัวเขาแต่รูปร่างเป็สตรีสองนาง รูปร่างบึกบึนพอที่จะยกตัวจ้าวเป่าฉินได้อย่างสบาย
“นายท่าน”สตรีทั้งสองเอ่ยปากพูดประโยคแรก ดวงตาก็มองนายท่าน
“พวกเ้าเข้าไปคอยรับใช้จ้าวเป่าฉินให้ดี”จางอี้ปินสั่งแล้วชี้นิ้วไปด้านหลัง
“เ้าค่ะ”สตรีร่างใหญ่ทั้งสองรับคำสั่งอย่างว่าง่าย
จางอี้ปินจึงเดินกลับเรือนไปทันที
สตรีทั้งสองจึงเดินเข้าไปในเรือนพวกนางเดินไปหาจ้าวเป่าฉินแล้วเรียกขานว่า “แม่นาง”
จ้าวเป่าฉินไม่ทันเห็นว่าสตรีทั้งสองนี้เกิดมาได้ยังไงได้ยินแต่ที่จางอี้ปินสั่งจึงคิดว่าทั้งสองคนนี้คงเป็คนรับใช้ล่ะมั้งในเมื่อเป็คนรับใช้ อีกทั้งเป็ผู้หญิงเหมือนกับเธอดังนั้นเธอจึงไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยนเกรงใจแล้ว เธอจึงสั่งทั้งสองทันที “ฉันอยากถ่ายเบา”
“เ้าค่ะ”สตรีทั้งสองรับคำสั่ง แล้วทั้งสองก็มองหากระโถน แล้วก็เจอกระโถนวางอยู่ริมห้อง
สตรีนางหนึ่งจึงเดินไปหยิบกระโถนมาให้นางวางกระโถนบนเตียงข้างๆ สตรีอ้วน
จ้าวเป่าฉินมองกระโถนทองใบนั้นแล้วทำหน้าเสียดายมากก็กระโถนสวยๆ แบบนี้จะเอามาให้เธอฉี่ลงไปเหรอ?
แต่ตอนนี้เธอก็ปวดจนจะกลั้นไม่ไหวแล้วดังนั้นให้เธอฉี่ใส่กระโถนทองเธอก็ต้องฉี่ล่ะ
เธอขยับตัวลุกขึ้นนั่งพร้อมกับร้องออกมา“โอย...”
“คุณช่วยพยุงฉันหน่อยค่ะ” เธอกวักมือเรียกผู้หญิงคนหนึ่ง
สตรีที่ถูกเรียกจึงเดินไปชิดเตียงแล้วก้าวขึ้นไปบนเตียงช่วยจับสตรีอ้วนลุกขึ้น
จ้าวเป่าฉินถูกพยุงขึ้นดั่งกระสอบนุ่นที่เบายิ่งเธอหันไปมองผู้หญิงที่ช่วยพยุงตัวเองแล้วพูดออกมา “คุณแรงเยอะจัง”
ก็ตัวเธอหนักเกือบ200 โล แต่ผู้หญิงข้างหลังเธอสามารถยกตัวเธอได้เหมือนตัวเธอไม่ได้หนักอะไรเลย
สตรีนางนั้นไม่พูดอะไรสักคำ
จ้าวเป่าฉินจึงพยายามเอื้อมมือไปจะถอดกางเกงออกแต่ก็เอื้อมไม่ถึงเพราะติดมือของผู้หญิงข้างหลังที่ล็อคตรงรักแร้ทั้งสองข้างช่วยพยุงตัวเธออยู่เธอเห็นว่าตัวเองคงไม่สามารถถอดกางเกงได้จึงหันไปขอแรงผู้หญิงอีกคนอย่างเขินๆ “คุณคะช่วยถอดกางเกงให้ฉันหน่อยได้ไหม?”
“เ้าค่ะ” สตรีอีกนางรับคำสั่งแล้วก้าวไปช่วยถอดกางเกงลงนางดึงกางเกงลงไปพรึด!
จ้าวเป่าฉินอายจนหน้าแดงแล้วแดงอีกก็เธอไม่เคยต้องให้ใครช่วยอะไรแบบนี้เลยนะ นี่เป็ครั้งแรกเลยนะ
ผู้หญิงคนนั้นก็มีสีหน้าเฉยมากเฉยจนจ้าวเป่าฉินรู้สึกอายน้อยลง
กางเกงก็ถอดออกไปแล้วแต่กระโถนยังไม่ได้วางตรงตำแหน่ง แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ยืนเฉยไม่ทำอะไร เธอปวดจนจะกลั้นไม่ไหวแล้วจึงตัดสินใจวานผู้หญิงคนนั้นอีกครั้งว่า“คุณๆ ช่วยเอากระโถนวางไว้ใต้ก้นทีค่ะ”
“เ้าค่ะ”สตรีนางนั้นรับคำสั่งแล้วจึงเอากระโถนวางไว้ใต้ก้น
จ้าวเป่าฉินแทบจะราดแล้วจึงไม่องไม่อายอะไรแล้วขยับๆ ก้นนั่งให้เข้าที่เข้าทางแล้วฉี่ทันที
เหมือน์ทรงโปรดจริงๆหลังจากที่ได้ฉี่แล้ว
ผู้หญิงทั้งสองคนก็ทำตามคำสั่งสีหน้าเฉยมากเฉยจนจ้าวเป่าฉินรู้สึกว่าทั้งสองคนเหมือนไม่มีสมองงั้นแหละเธอมองผู้หญิงที่อยู่ข้างเตียงแล้ววานอีกครั้ง “คุณ ช่วยเอากระโถนออกที”
“เ้าค่ะ” สตรีนางนั้นทำตามคำสั่งหยิบกระโถนออกไปวางไว้ข้างเตียงแล้วก็ยืนเฉยเหมือนหุ่นไม้ตัวหนึ่ง
จ้าวเป่าฉินมองผู้หญิงคนนั้นแล้วคิดๆเธอคิดว่าผู้หญิงคนนี้ใช่คนจริงๆ รึเปล่า? ก็ท่าทางนิ่งมาก นิ่งจนทำให้เธอรู้สึกเหมือนว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนแต่เป็หุ่นยนต์ตัวหนึ่งเธอลองวานอีกครั้ง “คุณๆ ช่วยใส่กางเกงให้หน่อยค่ะ”
“เ้าค่ะ”สตรีนางนั้นขยับเข้าไปทำตามคำสั่ง สีหน้าเฉย เรียบนิ่งไร้อารมณ์ใดๆ บนใบหน้าจับกางเกงดึงขึ้นไปแล้วถอยไปยืนข้างเตียงหน้านิ่งเฉยดังเดิม
“ขอบคุณค่ะ” จ้าวเป่าฉินพูดแล้วหันไปบอกผู้หญิงที่อยู่ข้างหลังว่า“คุณๆ ปล่อยฉันลงได้แล้ว”
สตรีที่อยู่ข้างหลังก็ปล่อยสตรีอ้วนลงพรืดแล้วเดินลงจากเตียงไปยืนข้างๆ สตรีอีกคน
จ้าวเป่าฉินสูดปากเพราะเจ็บขาทีหนึ่งเธอมองผู้หญิงทั้งสองคนแล้วคิดว่าทั้งสองคนนี้เหมือนหุ่นยนต์มากสั่งอะไรก็ทำอย่างนั้นจริงๆเธอมองทั้งสองคนแล้วจับเชือกกางเกงมาผูกให้เรียบร้อยจากนั้นก็ตลบชายเสื้อคลุมปิดให้เรียบร้อย
เมื่อจัดการอาภรณ์เข้าที่เข้าทางดีแล้วจึงหันไปมองผู้หญิงทั้งสองคนนั้นแล้วถามว่า“พวกคุณชื่ออะไรเหรอ?”
“ข้าไม่มีชื่อเ้าค่ะ”สตรีนางหนึ่งตอบ
“ข้าไม่มีชื่อเ้าค่ะ”สตรีอีกนางตอบ
“ไม่มีชื่อ”จ้าวเป่าฉินทวนคำ มองทั้งสองอย่างอึ้งๆ งงๆ คนจะไม่มีชื่อได้ไงงั้นจะเรียกกันยังไงล่ะ?
“ถ้างั้นฉันจะเรียกคุณยังไง?”จ้าวเป่าฉินถาม
สตรีทั้งสองยืนนิ่งเฉยไม่ตอบคำถาม
จ้าวเป่าฉินมองๆแล้วถามอีกครั้ง “จะให้ฉันเรียกพวกคุณยังไงล่ะ? ไม่มีชื่อมันก็เรียกยากนะคะ”
“แม่นางจะเรียกบ่าวอย่างไรก็เชิญแม่นางเรียกขานเถิดเ้าค่ะ”สตรีนางหนึ่งพูดขึ้นมา
จ้าวเป่าฉินคิดๆแล้วชี้นิ้วไป “ถ้างั้นฉันเรียกคุณว่า เยี่ยนหรง (艳蓉) ดีไหม?”
“เ้าค่ะ”เยี่ยนหรงพยักหน้ารับ
“งั้นคุณชื่อ เยี่ยนหลิง(彦玲) ดีไหม?” จ้าวเป่าฉินถามอีกคน
“เ้าค่ะ”เยี่ยนหลิงพยักหน้ารับ
จ้าวเป่าฉินมองทั้งสองแล้วคิดๆ
“อ้า! นั่นหุ่นเชิดนี่”
จ้าวเป่าฉินหันไปมองก็เห็นเถากลืนจิตอยู่ตรงหน้าประตูบ้าน
เถากลืนจิตเดินเข้ามาพร้อมกับยกชั้นไม้ที่เพิ่งทำเสร็จไปวางไว้ตรงข้างผนังห้องด้านหนึ่งวางเสร็จแล้วมันก็เดินไปมองหุ่นเชิดสองคนนั้น มันมองๆ ขึ้นๆ ลงๆ ลงๆ ขึ้นๆหลายครั้ง
“หุ่นเชิดเหรอ?”จ้าวเป่าฉินถามลอยๆ เธอไม่รู้ว่าหุ่นเชิดคืออะไร
“นายท่านถึงกับมอบหุ่นเชิดให้เ้าเชียวรึ?”เถากลืนจิตถามคล้ายอิจฉา
จ้าวเป่าฉินจึงถามมันอีกครั้ง“หุ่นเชิดคืออะไร?”
“หุ่นเชิดก็คือหุ่นเชิดเ้าไม่รู้จักหุ่นเชิดรึ?” เถากลืนจิตถามกลับ
“ไม่รู้จัก” จ้าวเป่าฉินส่ายหน้าก็เธอไม่รู้จักจริงๆ นี่นา
เถากลืนจิตกำลังจะพูดอะไรบางอย่างออกมาพลัน! มันชะงักไปเมื่อจำได้ว่าสตรีอ้วนเป็ครึ่งเทพย่อมไม่ค่อยรู้เื่ราวอะไรมากนัก เรียกได้ว่าไร้ความรู้นั่นแหละมันจึงยิ้มอย่างเหนือกว่าออกมา “เอาเถอะๆ เ้าไม่รู้ก็ไม่ผิดนี่นะ”
จ้าวเป่าฉินเห็นท่าทางมันเช่นนั้นจึงยกยอมันเสียหน่อย“เช่นนั้นผู้ที่รู้มากอย่างพี่เถาก็ช่วยบอกให้ฉันหายโง่หน่อยซิ”
“วะ! พี่เถาอะไรของเ้า เรียกได้น่าเกลียดยิ่ง”เถากลืนจิตสถบออกมาอย่างไม่ชอบใจ “ข้าชื่อจางหลิงเฟย เ้าควรจะเรียกข้าว่าพี่เฟยซิ”
“ได้ๆ พี่เฟยงั้นพี่เฟยก็ช่วยบอกน้องผู้โง่เง่าหน่อยเถอะว่าหุ่นเชิดคืออะไร?” จ้าวเป่าฉินยกยอมันอีกครั้ง
เถากลืนจิตยิ้มอย่างชอบใจแล้วอธิบายว่า“หุ่นเชิดก็คือหุ่นเชิดที่นายท่านสร้างขึ้นมาอย่างไรล่ะ พวกมันทำตามคำสั่งดีมากแต่พวกมันไม่ค่อยฉลาดหรอก เ้าสั่งมันอย่างไรมันก็ทำตามคำสั่งเ้าอย่างนั้นแหละ”
“อ่อ”จ้าวเป่าฉินเริ่มเข้าใจหุ่นเชิดขึ้นมาหน่อยนึงแล้ว น่าจะคล้ายๆ กับหุ่นยนต์ซินะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรเตอร์ได้ทางเพจreadfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ