ตอนที่ 11 รังแกผู้อ่อนแอ หวาดกลัวผู้แข็งแกร่ง (2)
ที่จริงแล้วเจตนาเดิมของฟางเจ๋อคือ้าจะเบี่ยงเบนความสนใจของหลี่ว์ซิ่ง
จากการที่ได้มีปฏิสัมพันธ์กันก่อนหน้านี้ในเวลาสั้นๆ เขามองออกว่าหลี่ว์ซิ่งดูเหมือนจะไม่ชอบขี้หน้ามู่ชิงอย่างมาก ตามหลักแล้ว เมื่อเขาเอ่ยถึงเื่นี้ หลี่ว์ซิ่งก็น่าจะหันกระบอกปืนยิงไปทางมู่ชิงแทน ใครจะรู้ว่าการเมินของมู่ชิงเมื่อครู่นี้กับการออดิชั่นที่ล้มเหลวของเขาจะกระพือเพลิงโทสะของอีกฝ่ายให้ลุกไหม้จนถึงขีดสุด ในเวลานี้คนกระจอกอย่างมู่ชิงจึงไม่พอที่จะเป็คู่ระบายอารมณ์ของเขาได้
ดังนั้นเมื่อเขาเห็นว่าฟางเจ๋อเป็ฝ่ายเข้ามารนหาที่โดนด่าเอง หลี่ว์ซิ่งจึงไม่อาจระงับความโกรธในใจได้อีกต่อไป ความรู้สึกด้านลบที่อันแน่นอยู่เต็มอกพลันะเิออกมา เขาชี้ไปทางมู่ชิงแล้วประณามฟางเจ๋อเสียงต่ำ “นายว่าอะไรนะ! นายยังจะรอเขาอีกเหรอ! นายจะรอให้เขาเลี้ยงข้าวนายรึไง! ถ้าจะรอนายก็รอไปสิ! ฉันไม่ได้ใจใหญ่เหมือนนาย! และยิ่งไม่สนใจจะมาเสียเวลากับสวะ!!”
พูดจบก็ทิ้งฟางเจ๋อที่ถูกตะคอกจนทำหน้างุนงง เดินกระฟัดกระเฟียดจากไป
คราวนี้ฟางเจ๋อตะลึงจนตาค้างจริงๆ เขาคาดไม่ถึงเลยว่าหลังจากที่หลี่ว์ซิ่งด่าอีกคนกระทบอีกคนไปยกหนึ่งแล้ว พอบอกจะไปก็ไปโดยไม่ไว้หน้ากันเสียอย่างนั้น
คนที่อยู่ในห้องโถงในเวลานี้แม้ว่าจะมีไม่เท่าไร แต่เขาก็ยังสามารถรับรู้ได้ถึงสายตาของคนรอบด้านที่กำลังมองมา ความรู้สึกน่าอายนี้ทำให้ใบหน้าเขาร้อนผ่าว ถึงขนาดรู้สึกว่าทุกคนในที่นี้กำลังมองตนด้วยสายตามีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น
สิ่งที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ทำให้เขาไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี สุดท้ายจึงได้แต่หลบเลี่ยงสถานการณ์กระอักกระอ่วนโดยการจ้องเขม็งไปที่มู่ชิง ใครจะรู้ว่าจิตใจของมู่ชิงช่างแข็งแกร่งกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก ปล่อยให้พวกเขาสองคนวุ่นวายไป โดยที่ั้แ่ต้นจนจบทำเพียงแค่ก้มหน้า ไม่ได้เหลือบแลพวกเขาเลยแม้น้อย
เห็นอีกฝ่ายเป็แบบนี้ ฟางเจ๋อก็เข้าใจแล้วว่าตนคงกู้หน้าคืนจากมู่ชิงได้ยาก สุดท้ายจึงได้แต่แค่นเสียงอย่างถอดใจ หมุนกายเดินจากไปอย่างหลีกเลี่ยงความยุ่งยาก
ด้านนอกนั้นมู่ชิงที่ไม่ได้มีเอี่ยวด้วยถูกพัดเข้ามาใจกลางพายุหมุนเนื่องจากฟางเจ๋อออดิชั่นล้มเหลว อยู่เฉยๆ ก็โดนคนด่าได้ ระหว่างนั้นผู้กำกับหลี่อวิ๋นที่อยู่ด้านในนั่งขมวดคิ้วแน่นอยู่หน้าโต๊ะ อารมณ์กำลังใกล้จะปะทุอย่างเห็นได้ชัด
่เช้าของหลี่อวิ๋นผ่านไปอย่างน่าอารมณ์เสีย
ตัวละครม่อยวนนี้ในตอนแรกสุดได้มีการออดิชั่นไปแล้วรอบหนึ่ง คนที่มาในตอนนั้นด้อยสุดก็ยังเป็ถึงนักแสดงแนวหน้าที่กำลังเป็ที่นิยม แต่น่าเสียดายที่สุดท้ายแล้วไม่ใช่เพราะภาพลักษณ์ไม่เหมาะกับบท ทว่ายังรู้สึกเหมือนขาดอะไรไป ด้วยความจนใจ เขาจึงต้องเก็บตัวละครนี้ไว้ท้ายสุดแล้วจัดการออดิชั่นรอบที่สอง
ใครจะรู้ว่าสถานการณ์ในครั้งนี้จะเลวร้ายกว่าเดิม เมื่อมีประสบการณ์จากคราวก่อนแล้ว ทุกคนจึงรู้ว่าครั้งนี้เขาตัดสินใจเด็ดเดี่ยวแล้วว่าจะต้องเลือกนักแสดงที่เหมาะกับตัวละครให้ได้ การที่จะเข้ามาสานสัมพันธ์เพื่อให้ได้บทนี้ไปนั้นเป็ไปไม่ได้เลย ดังนั้นพวกนักแสดงที่ยอมรับว่าทักษะการแสดงของตัวเองยังต้องฝึกฝนจึงพากันถอดใจกับบทนี้อย่างเสียดายในชื่อเสียงของตัวเอง
ส่งผลให้ผู้ที่มาออดิชั่นในวันนี้มีหลายคนที่เป็มือใหม่ซึ่งหวังว่าจะโชคดีถูกรางวัล คนเหล่านี้แต่เดิมก็ไม่ได้มีประสบการณ์การแสดงสักเท่าไร ประกอบกับความตื่นเต้นที่ยากจะเลี่ยงในตอนที่เจอเขา ดังนั้นตอนที่ออดิชั่นถ้าไม่แสดงแข็งทื่อ ก็แสดงออกมาเสียโอเวอร์
คนที่เข้ามาเมื่อครู่นี้ยิ่งอุกอาจ หลี่อวิ๋นสงสัยว่าแม้แต่ข้อมูลออดิชั่นอีกฝ่ายยังไม่เข้าใจดีเลยด้วยซ้ำ มาถึงก็แสดงเองตามใจชอบ ะโหนวกหูอย่างเหิมเกริม ทำเอาเขาโกรธจนความดันขึ้น เดือดดาลจนแทบจะคว้าม้านั่งมาเขวี้ยงไล่คน
หลังจากหายใจฟืดฟาดอยู่พักใหญ่ หลี่อวิ๋นก็โยนบทละครลงบนโต๊ะอย่างฉุนเฉียว บ่นด้วยอารมณ์โมโหที่สั่งสมมากว่าครึ่งวัน “วงการภาพยนตร์ในตอนนี้มันเป็อะไรกันไปหมด! ฉันก็แค่อยากหานักแสดงชายที่อายุน้อย หน้าตาดี แสดงดี มีอินเนอร์ไม่ใช่รึไง ทำไมมันถึงได้ยากเย็นยิ่งกว่าหาเมียสักคนอีกวะ!!”