บทที่ 40 ถูกวิพากษ์วิจารณ์
วันรุ่งขึ้น
ตอนที่อิงชื่อจ้งกำลังยืนรอลิฟต์ตรงแผนกผู้ป่วยนอก ยังนึกถึงสิ่งที่เฉินฟาพูดกับตัวเอง เรื่องปัญหาชีวิตส่วนตัวของหานชิงอวี่
ว่ากันตามเหตุผลแล้ว เรื่องแบบนี้มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาเลย หานชิงอวี่ไม่ใช่คนในแผนกของตัวเองด้วยซ้ำ แม้ว่าจะอยากเข้าไปยุ่ง ก็ควรต้องเป็นหัวหน้าของพวกเขาไปเตือนด้วยความหวังดี
ในทุก ๆ เรื่อง จะทำอะไรก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าให้เป็นเพราะพฤติกรรมของตัวเองมาส่งผลกระทบที่ไม่ดีต่อโรงพยาบาล
ส่วนสิ่งที่เขาไม่ได้สนใจก็คือ ที่ด้านหลังของเขามีสายตานับถือกำลังจับจ้องมาที่ตัวเองอยู่
เยี่ยเจียอี๋ที่ใส่แว่นทรงกลมกรอบดำขอบหนา ในเวลานี้กำลังยืนอยู่ข้างหลังอิงชื่อจ้ง สายตาจับจ้องที่เทพบุตรของตัวเองอย่างร้อนแรง เป็นนักเรียนนอกกลับมาทั้งยังหล่อเหลาอีก อิงชื่อจ้งคงจะเป็นสเปคในฝันของตัวเองแน่ ๆ
ที่เธอทะเลาะกับหานชิงอวี่เมื่อวาน นอกจากเรื่องตรวจเช็กอาการคนไข้แล้ว ยังมีเรื่องตอนกลางวันที่เธอรู้มาว่าอีกฝ่ายได้ทะเลาะกับอิงชื่อจ้งเทพบุตรของตนตรงทางเดินอยู่นานสองนาน
ในเมื่อเป็นแบบนี้ เดิมทีเยี่ยเจียอี๋ที่ความประทับใจต่อหานชิงอวี่ไม่ดีนัก พอได้ยินว่าชายหนุ่มกล่าวโทษตัวเอง ก็ยิ่งโกรธมากขึ้นอีก
อย่างเช่นตอนนี้ ที่หานชิงอวี่แค่ยืนอยู่ข้างหลังเธอเฉย ๆ มันก็มากพอที่ทำให้โมโหแล้ว
การที่เธอจะได้อยู่กับเทพบุตรในลิฟต์ตามลำพังมันยากมากที่จะเกิดขึ้น แต่ตอนนี้ดันมีตัวซวยเข้ามาขั้นกลางระหว่างเธอกับเทพบุตรในฝันเสียได้
หานชิงอวี่ก็เห็นเยี่ยเจียอี๋ที่อยู่ตรงหน้า ทว่าปกติแล้วเขาเองก็ไม่ค่อยได้พูดคุยกับผู้หญิงมากเท่าไหร่นัก ดังนั้นจึงปล่อยไปแบบนี้
ติ๊ง!
ในที่สุดลิฟต์ก็มาถึง เวลานี้นี่คือลิฟต์รอบสุดท้ายสำหรับไปทำงาน ถ้ารอลิฟต์รอบต่อไป ก็น่าจะไปสายแล้ว
ดังนั้นในลิฟต์นี้จึงเห็นได้ชัดว่ามันค่อนข้างอ้างว้างไร้ผู้คน มีเพียงแค่พวกเขาสามคนเท่านั้น
เยี่ยเจียอี๋ชิงเข้าไปในลิฟต์ก่อน แล้วหันไปพูดกับอิงชื่อจ้งที่อยู่ข้าง ๆ
“สวัสดีค่ะ จะไปชั้นไหนคะ?”
น้ำเสียงนั้นอ่อนหวานและน่ารัก ทั้งยังเต็มไปด้วยความอ่อนโยนด้วย ทำให้หานชิงอวี่ค่อนข้างสงสัย ว่าคนตรงหน้านี้ใช่เพื่อนร่วมงานใบหน้าเย็นชาที่ทะเลาะกับตัวเองเมื่อวานหรือเปล่า
อิงชื่อจ้งตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่น่าดึงดูดโดยไม่รู้ตัว
“ชั้นสี่ครับ ขอบคุณครับ”
ความจริงแล้วมีหรือที่เยี่ยเจียอี๋จะไม่รู้ว่าห้องทำงานของอิงชื่อจ้งอยู่ชั้นสี่ แต่เธอแค่อยากจะใช้โอกาสนี้พูดคุยกับเทพบุตรของตัวเองสักหน่อยเท่านั้นเอง
เดิมทีหานชิงอวี่ก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่ตอนที่กำลังจะก้าวขาเข้าลิฟต์ไปนั้น กลับพบว่ามีบัตรงานตกอยู่อีกด้าน
เขาจึงก้มลงไปเก็บโดยไม่รู้ตัว แต่กลับพบว่าเวลานี้เยี่ยเจียอี๋ได้กดปิดประตูลิฟต์ไปแล้ว
ประตูลิฟต์ปิดไปอย่างช้า ๆ ต่อหน้าต่อตาเขา หานชิงอวี่อยากจะยกมือขวางไว้ แต่ผลกลับพบว่าไม่ทันแล้ว
หลังจากกดลิฟต์เสร็จ เยี่ยเจียอี๋ก็ถอยไปอยู่ด้านหลังของอิงชื่อจ้ง แล้วแลบลิ้นปลิ้นตาใส่หานชิงอวี่
กระทั่งหลังจากลิฟต์ปิดไป เธอก็แอบเหลือบมองเทพบุตรของตัวเองบ้างเป็นครั้งคราว ดื่มด่ำกับโลกของสองเราอันแสนสั้นนี้
กระทั่งถึงห้องทำงานของคลินิกผู้ป่วยนอก เห็นว่าเจิ้งอวิ๋นนั่งอยู่ข้างใน เยี่ยเจียอี๋ก็มองนาฬิกาข้อมือของตัวเองเงียบ ๆ และลอบถอนหายใจโล่งอก
หนึ่งนาที
เหลือเวลาเข้างานอีกแค่หนึ่งนาที
แต่ผ่านไปครู่หนึ่ง หานชิงอวี่ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้าประตูมา แค่มองก็รู้แล้วว่าขึ้นบันไดมา
วิ่งจนหอบแต่ก็ยังสาย เยี่ยเจียอี๋แอบหัวเราะหานชิงอวี่อยู่ในใจ
ในเวลานั้นเอง ในที่สุดเจิ้งอวิ๋นก็ปิดหนังสือการแพทย์เล่มหนาตรงหน้าของตัวเอง แล้วยืนขึ้นหันมามองทั้งสองคน
หานชิงอวี่ถูกสายตานี้มองมาก็รู้สึกผิด แต่เยี่ยเจียอี๋กลับมีท่าทางมั่นอกมั่นใจ พลางเหลือบมองหานชิงอวี่อย่างภาคภูมิใจ
ดูท่าทางวันนี้จะมีคนถูกสั่งสอนแล้วล่ะ
ผลก็คือ เวลานี้เจิ่งอวิ๋นกลับพูดหน้านิ่ง ๆ
“วันแรกของการเข้างานอย่างเป็นทางการ พวกคุณทั้งสองคนไม่มีใครผ่านเลย”
เยี่ยเจียอี๋รูม่านตาเบิกกว้าง แล้วค่อย ๆ เอ่ยปากอย่างประหลาดใจ
“ผู้อำนวยการคะ ฉันเข้าห้องทำงานตรงเวลานะคะ!”
แม้ว่าตอนที่ต้องเผชิญหน้ากับเทพบุตรของตัวเองจะดูค่อนข้างขี้อาย แต่ในเวลาปกติ เธอเป็นประเภทที่พูดจาตรงไปตรงมา ดังนั้นพวกเรื่องที่ไม่ยุติธรรม จะไม่มีทางได้เกิดขึ้นกับตัวเธอเด็ดขาด
เจิ้งอวิ๋นสีหน้าเคร่งขรึม พลางเอ่ยปากถามออกไปอย่างเรียบ ๆ
“ไหนบัตรงานล่ะ?”
เมื่อผู้อำนวยการพูดแบบนี้ เยี่ยเจียอี๋ก็ก้มหน้ามองที่หน้าอกของตัวเอง
เห็นตรงหน้าอกชุดกาวน์ ที่เดิมทีควรจะเป็นบริเวณที่มีบัตรงานติดอยู่ ตอนนี้กลับว่างเปล่า
เยี่ยเจียอี๋เห็นดังนั้น ในใจก็ตื่นตระหนกเล็กน้อย
เธอจำได้แม่นว่าตอนที่มาถึงหน้าโรงพยาบาลขณะที่ตัวเองเปลี่ยนชุดกาวน์อยู่นั้น ก็ติดบัตรงานไว้ตรงหน้าอกแล้ว แต่ผลกลับกลายเป็นว่าตอนนี้มันไม่มี
แต่ทันใดนั้น หานชิงอวี่ก็พูดขึ้นมาเรียบ ๆ
“อยู่ที่ผม”
พูดแล้วก็เอาบัตรงานของเยี่ยเจียอี๋มาวางไว้บนโต๊ะ
เยี่ยเจียอี๋สีหน้าดูดุขึ้นมาทันที
“เห้ย บัตรงานของฉันไปอยู่ที่คุณได้อย่างไร คงไม่ใช่ว่าตั้งใจจะใส่ร้ายฉันหรอกนะ?”
ตัวเธอเป็นคนตัวเล็ก หน้าตาก็ค่อนข้างน่ารัก พอจู่ ๆ มาทำท่าทางดุแบบนี้ ก็ให้ความรู้สึกเหมือนแมวน้อยขู่ ทำให้รู้สึกแปลก ๆ
หานชิงอวี่ถอนหายใจอย่างจนใจ แล้วพูดเสียงอ่อน
“ก็ไม่รู้ว่าใครทำบัตรงานของตัวเองตกตรงหน้าลิฟต์ ผมก็ต้องทำเรื่องดี ๆ แบบที่ต้องฝืนทำไป”
“แต่กลับกลายเป็นว่ามีคนกดปิดลิฟต์ไปเพื่อที่จะได้ดื่มด่ำกับโลกที่มีสองเรากับเทพบุตรของตัวเอง”
“ทำให้สุดท้ายผมทำได้แค่ต้องวิ่งขึ้นมาเอง ถึงแม้ว่าจะเหนื่อยหอบ แต่สุดท้ายก็ยังมาสายอยู่ดี เห้อ ผิดหวังจัง”
คำพูดของหานชิงอวี่ทำเอาเยี่ยเจียอี๋หน้าแดงเล็กน้อย
เมื่อสักครู่นี้ ดูเหมือนว่าเธอก็เห็นว่าตรงข้างถังขยะหน้าลิฟต์จะมีบัตรงานอยู่จริง ๆ เดิมทีคิดอยู่ว่าใครกันมาทำตกอยู่ที่ถังขยะตรงนั้น แต่ก็ไม่ได้ไปสนใจอะไร
ทว่าคิดไม่ถึงเลยว่าบัตรใบนั้นจะเป็นบัตรงานของตัวเอง!
เยี่ยเจียอี๋ได้ยินหานชิงอวี่พูดแบบนี้ก็แทบจะมุดแผ่นดินหนีทันที แต่เพราะว่าตอนนี้ยังอยู่ในห้องทำงาน เธอจึงทำได้เพียงแค่พูดกับหานชิงอวี่ตรงหน้าด้วยเสียงต่ำ
“ขอบคุณ”
เมื่อเห็นว่าเรื่องนี้มีสาเหตุอื่นด้วย เจิ้งอวิ๋นจึงเปลี่ยนจุดสนใจ
เดิมทีวันนี้อยากจะวิจารณ์หานชิงอวี่สักหน่อยเรื่องความตรงต่อเวลา เพราะว่าบนโต๊ะผ่าตัด เวลาคือชีวิตเลยจริง ๆ ถ้าแม้แต่เวลาที่เป็นพื้นฐานที่สุดยังไม่สามารถควบคุมเองได้ ถ้าในอนาคตเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นมาในห้องผ่าตัดเพราะเรื่องเวลาจะทำอย่างไร?
แต่ตอนนี้ เขาอยากจะวิจารณ์เยี่ยเจียอี๋ให้หนักสักหน่อย
เพราะว่านี่มันเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการทำงานเป็นทีม ตอนนี้หานชิงอวี่กับเยี่ยเจียอี๋เป็นเพื่อนร่วมงานกันในแผนก หากถึงวันที่ต้องมีการผ่าตัดขึ้นมา ก็ต้องร่วมมือกันทำงาน ต้องสามัคคีเพื่อให้งานสำเร็จ
แต่ดูจากท่าทีของเยี่ยเจียอี๋แล้ว พวกเขาในตอนนี้ไม่ได้มีความรู้สึกในการเป็นทีมเดียวกันเลย
จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ได้อย่างไร
ในทางตรงกันข้าม อย่างน้อยวันนี้หานชิงอวี่ก็มีท่าทีที่ดีมากต่อด้านนี้
ดังนั้นเจิ้งอวิ๋นจึงหันไปคุยกับเยี่ยเจียอี๋อยู่เป็นเวลานาน ในที่สุด จากการแนะนำของเจิ้งอวิ๋น เธอก็พูดขอโทษกับหานชิงอวี่ไป
แต่ผ่านไปสักพัก เธอก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ แล้วมองไปทางหานชิงอวี่ที่นั่งอยู่ที่โต๊ะด้านหลังของตัวเอง
นี่ เขาไม่ได้จงใจให้เป็นแบบนี้ใช่ไหม?