เวลาเหมือนหยุดนิ่ง อันเยว่ตกใจจนไม่กล้าเงยหน้า เป็นโสดมาจนถึงตอนนี้ นางจะไปรู้ได้อย่างไรว่าการพลอดรักคืออะไร ยิ่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น
อันเยว่ยังไม่ทันดึงสติกลับมา ซูจือฉือก็จากไปด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
หลังจากรับประทานมื้อเที่ยงแล้ว อันเยว่กลับมาพักผ่อนที่ห้องสักครู่ พอตื่นขึ้นมาอีกครั้ง บันไดที่ประตูทางเข้าก็ปรับปรุงเสร็จแล้ว และสามารถนำรถเข็นลงไปจากอีกด้านได้
ด้วยวิธีนี้ แม้ไม่มีซูจือฉือ อันเยว่ก็สามารถขึ้นลงได้ตามใจชอบ
อย่างไรก็ตามนางคุ้นชินกับการมีซูจือฉืออยู่เป็นเพื่อนมาตลอด และสิ่งที่อันเยว่นึกได้เป็นอย่างแรกคือการมาเคาะประตูที่หน้าห้องของเขา
“จือฉือ”
นางเรียกชื่อเขาเบา ๆ ผ่านไปตั้งนานไม่มีคนตอบ อันเยว่จึงเคาะประตูอีกหน ในเวลานี้ กู่หยางที่พักอยู่ข้างห้องซูจือฉือก็เดินออกมา
“มาหาจือฉือหรือ?”
“ใช่ เขาพักผ่อนอยู่หรือ? เห็นไม่ตอบ”
“เขาออกไปข้างนอกตั้งแต่กินมื้อเที่ยงเสร็จแล้ว”
กู่หยางตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ เหมือนกับว่านี่เป็นเรื่องธรรมดามาก
แต่ในความทรงจำของอันเยว่ ดูเหมือนจะไม่มีภาพเกี่ยวกับการออกไปข้างนอกของซูจือฉือเลย บางทีก่อนหน้านี้ความสนใจที่นางมีต่อเขาคงไม่มากพอ
แค่รู้สึกว่าในบ้านเขาค่อนข้างถูกรังแกง่าย ฉะนั้น หากเกิดเรื่องอะไร สิ่งแรกที่นึกถึงคือต้องขายเขาทิ้ง
“เขา…”
ทันทีที่อันเยว่เอ่ย นางก็นึกถึงคำพูดของซูจือฉือในวันนี้ บางทีเขาอาจจะออกไปแล้ว หากเป็นอย่างที่เขาพูดก็ต้องห่างบ้านสองสามวัน
เพียงแต่ก่อนที่เขาจะไป เขาไม่แม้แต่จะบอกกล่าวสักคำ และไม่บอกว่าจะไปที่ไหน ทำให้อดเป็นห่วงไม่ได้
เมื่อไม่มีซูจือฉืออยู่ข้างกาย ไม่ว่าอันเยว่อยากไปที่ไหนก็ลำบาก ร้านที่ถนนตะวันออกเลือกได้แล้ว ต่อไปก็ต้องตกแต่งร้าน และคัดเลือกหลงจู๊ ซึ่งมีเรื่องทำเยอะมาก
“กู่หยาง ในช่วงที่จือฉือไม่อยู่ รบกวนเจ้าเข็นข้าไปยังร้านที่ถนนตะวันออกได้ไหม?”
นางถือได้ว่านอบน้อมก้มหัวพูดจา มิน่าล่ะ นางถึงถูกคนดูแคลนนัก สตรีทุกคนในราชวงศ์ต้าโจวต่างก็รู้สึกว่าน้ำเสียงและท่าทีของอันเยว่ทำให้สตรีเสื่อมเสียเกียรติ
สายตาของสตรีตรงหน้ามีความจริงใจมาก ถึงแม้กู่หยางจะดูถูกนางในใจเล็กน้อย แต่ยังคงพยักหน้า
ใครใช้ให้ซูจือฉือไปหาเขาโดยเฉพาะและส่งมอบงานก่อนที่อีกฝ่ายจะจากไปล่ะ ไม่มีทางเลือกอื่น เขาจึงทำได้เพียงทำตามที่อีกฝ่ายบอก
“เจ้าอยากไปไหนก็บอกมา”
“ตอนนี้เราไปที่ถนนตะวันออกกันเถอะ ข้าอยากดูว่าในร้านเป็นอย่างไรบ้าง แล้วค่อยคิดว่าจะตกแต่งร้านอย่างไร จากนั้นก็คิดว่าต้องขายอะไรถึงจะดียิ่งขึ้น”
อันเยว่ก็แค่พูดความคิดที่อยู่ในใจออกมา ซึ่งไม่ได้หวังว่าผู้อื่นจะเข้าใจแผนการของนาง
แต่คำพูดเมื่อครู่ของนางแตกต่างไปจากเดิมมากในสายตาของกู่หยาง สตรีคนหนึ่งที่ไม่มีแผนการและไม่มีหัวการค้าเลย สามารถเดินมาถึงขั้นนี้ได้ แม้กระทั่งยังมีความคิดถึงอนาคต สิ่งนี้ทำให้ผู้คนประหลาดใจมากจริง ๆ
“ไปเถอะ”
กู่หยางอยากพาอันเยว่ไปถึงถนนตะวันออกเร็ว ๆ เขาอยากเห็นว่าสตรีผู้นี้ยังจะทำให้เขาตกตะลึงอย่างไรได้อีก
เมื่อทั้งสองคนเดินออกจากบ้านตระกูลอัน อันเยว่ก็คลำกระเป๋าเล็กน้อย ซึ่งข้างในมียาพิษของหยูยวนที่นางแอบขโมยมา อย่างไรเสีย สถานการณ์ข้างนอกในช่วงนี้ก็ไม่ปลอดภัย
ไม่ว่าการจับตัวบุรุษหรือสตรีจะมากกว่ากัน อันเยว่ก็ต้องเตรียมตัวล่วงหน้า
การไม่มีทักษะต่อสู้ติดตัวในราชวงศ์ต้าโจวเป็นเรื่องอันตรายมากเช่นกัน
“ข้างหน้านี่แหละคือร้านของเรา”
กู่หยางชี้นิ้วไปยังร้านแห่งหนึ่งที่ปิดประตูอยู่ ข้างบนไม่มีป้ายแขวน ดูเหมือนว่ามันปิดมาได้ระยะหนึ่งแล้ว
“เหตุใดถึงเลือกที่นี่ล่ะ? ข้าเห็นว่าถนนเส้นที่เราเดินผ่านเมื่อครู่ดูครึกครื้นดีออก”
“ถนนเส้นเมื่อครู่ครึกครื้น ก็เพราะมีร้านเหล้ากับหอคณิกาค่อนข้างมาก หากพิจารณาจากสภาพร้านของเรา ถนนเส้นนี้ถึงจะมีประโยชน์ที่สุด”
กู่หยางมีสีหน้ามั่นใจอย่างมากขณะพูด การเลือกของเขาย่อมไม่ผิดอย่างแน่นอน
ตลอดทางที่เดินมา เขามองดูจนครบตั้งแต่แรกแล้วว่าทำเลนี้เหมาะสมที่สุด
“เจ้าหมายความว่าถนนเส้นนั้นล้วนเป็นร้านเหล้า ฉะนั้น คนที่ชอบไปกินดื่มจึงมีค่อนข้างมาก แต่ถนนเส้นนี้ล้วนเป็นร้านผ้าและเครื่องประดับ เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้ที่มาซื้อของย่อมมีความใส่ใจในรูปลักษณ์ของตัวเอง ฉะนั้น พวกเขาต้องมาซื้อสินค้าของเรา ใช่ไหม?”
“เจ้าก็ไม่ได้โง่นี่ แล้วไฉนเจ้าถึงผลาญทรัพย์สินของตระกูลอันจนเกลี้ยงได้นะ”
“ข้าผลาญได้ ข้าก็สามารถหากลับมาได้เช่นกัน เรื่องที่ผ่านมาอย่าพูดถึงมันเลย ดีไหม?”
กู่หยางผู้นี้ช่างยั่วให้คนโกรธได้จริง ๆ ควรอดทนต่อเขาให้มาก ๆ
บางเวลาถ้อยคำที่เขาพูดก็เหมือนกับไม่ผ่านสมองอย่างไรอย่างนั้น มีแต่จะยั่วให้คนโมโห
เมื่อเขาเข็นอันเยว่มาถึงหน้าร้าน อันเยว่ก็เงยหน้ามองร้านแห่งนี้ ดูเหมือนมันจะไม่ใหญ่มาก แต่ก็เพียงพอที่จะขายสบู่และครีมหอม
ลูกค้าที่สัญจรไปมาก็เยอะเช่นกัน แม้กระทั่งมีคนมองมาทางพวกเขาด้วย
ต้องยอมรับว่าถึงแม้กู่หยางผู้นี้จะทำให้คนรู้สึกเกลียดบ้างเป็นบางครั้ง แต่หัวทางการค้าของเขานับได้ว่าสุดยอดมาก
“เจ้าเลือกได้ดีมาก ข้า…”
“ระวัง!”
จู่ ๆ กู่หยางก็จับแขนอันเยว่แล้วดึงนางขึ้นจากรถเข็น อันเยว่ยืนไม่มั่นคงจึงล้มลงในอ้อมกอดของกู่หยาง
ไม่เพียงเท่านี้ มีคนขี่ม้าผ่านมาและไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น อีกฝ่ายถึงได้พุ่งตรงมาทางนี้ แล้วชนรถเข็นล้มจนพัง
“นี่ ทำไมถึงทำของคนอื่นพังล่ะ ต่อให้ไม่ชดใช้ค่าเสียหาย แต่คำขอโทษก็ไม่มีเลยหรือไง?”
อันเยว่โกรธมาก ในยามนี้ขาของนางใช้การไม่สะดวก ต้องอาศัยรถเข็นถึงจะสามารถพาตัวเองไปยังที่ที่นางต้องการจะไปได้อย่างถู ๆ ไถ ๆ
ตอนนี้กลับไม่มีแม้กระทั่งรถเข็น นางในสภาพขาข้างเดียวเช่นนี้คงไปไหนไม่ได้แล้ว
เพิ่งจัดการเรื่องหอจู้เหอเสร็จ ต่อไปยังมีเรื่องจำเป็นที่ต้องอาศัยนางอีก ทำให้ไม่สะดวกอย่างมาก
“เจ้าว่าไงนะ?”
คนที่ขี่ม้าดึงบังเหียนแล้วหันกลับมาเมื่อได้ยินที่อันเยว่กล่าว จากนั้นเข้ามาอยู่ข้าง ๆ อันเยว่ และใช้สายตาสำรวจกู่หยางยกใหญ่
ความรู้สึกเช่นนี้แย่มาก อันเยว่รู้สึกว่าสตรีผู้นี้สนใจในตัวกู่หยาง
ถึงแม้กู่หยางผู้นี้จะปากเสียและมักทำให้ผู้คนโกรธอยู่เนือง ๆ ถึงกระนั้นเขาก็เป็นสามีคนที่สามของตระกูลอัน ใครอยากมองก็มองได้อย่างนั้นรึ?
“ใช่ ข้าหมายถึงเจ้า เจ้าทำของของข้าพังนั่นก็เรื่องหนึ่งแล้ว ทว่าแม้แต่คำขอโทษก็ไม่มี หนำซ้ำยังจ้องสามีผู้อื่นอย่างโจ่งแจ้งในที่สาธารณะ ข้าว่าเจ้านั่นแหละ ทำไม?”
ต่อให้ตอนอยู่บ้านจะขี้ขลาดก็ช่าง หากอกผายไหล่ผึ่งที่ข้างนอกไม่ได้ และถูกคนเอาไปนินทาในวันหน้า ว่าเถ้าแก่ร้านลี่เจี๋ยไม่มีปากมีเสียง เช่นนั้นก็จะเป็นที่อับอายขายขี้หน้าอย่างมาก
โดยเฉพาะสถานการณ์ที่ตัวเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบเช่นนี้ หากไม่ลุกขึ้นสู้ เกรงว่าแม้แต่กู่หยางก็คงดูถูกนางเช่นกัน!