“ขอให้พวกท่านทำจิตให้ว่างไม่ต้องต่อต้าน ทำเพียงแค่รับรู้ถึงพลังของมันให้ได้ก็พอ” อูหลินเฟิงได้มอบก้อนพลังจิตแปดก้อนให้กับคนแปดคนคืออูหมินจิง อูไต้หรง อูจิง อูจาง ลี่หยาง ลี่เจียงและสององครักษ์ตระกูลลี่ ก้อนพลังจิตตรงเข้าสู้ระหว่างคิ้วของคนทั้งแปด
“แรกเริ่ม…พวกท่านต้องััพลังจิตให้ได้ก่อน” อูหลินเฟิงกล่าว คนที่สามารถทำััได้เร็วที่สุดคือชนชั้นจอมยุทธ์ทั้งสอง จากนั้นก็เป็องครักษ์ทั้งสี่จากสองตระกูล ตามด้วยลี่เจียงและอูหมินจิง ที่อูหลินเฟิงไม่ได้มอบให้กับจงิ่ เพราะว่าจงิ่สามารถใช้พลังจิตสมาธิได้ั้แ่ตอนที่พวกเขาฝึกที่ตระกูลอูแล้ว
“ขั้นแรกที่ข้าจะสอนก็คือพลังจิตพื้นฐาน คือ จิตสมาธิ จิตรับรู้ และ ผนึกจิต
จิตสมาธิ ถ้าให้เทียบกับลมปราณนั้นคือการโคจรลมปราณ จิตสมาธิคือการรวบรวมพลังจิตก่อนที่จะส่งออกไปเพื่อทำสิ่งต่าง ๆ จิตรับรู้ เทียบกับลมปราณก็คือััปราณ ใช้ในการรับรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว ผนึกจิต เทียบกับลมปราณก็คือการเสริมลมปราณ ใช้พลังจิตผนึกลงไปกับสิ่งต่าง ๆ เพื่อเสริมความสามารถให้มากขึ้น
เมื่อสามารถฝึกจิตพื้นฐานตนคล่องแล้ว หลังจากนั้นจะเริ่มหาสายพลังที่เหมาะกลับพลังจิตของตัวเอง พลังจิตสามารถแบ่งได้ทั้งหมดห้าสายคือ สายเสริมกำลัง สายควบคุมจิต สายควบคุมกายภาพ สายสร้างสรรค์ สายเปลี่ยนแปลง
สายเสริมกำลัง คือสายที่ผนึกจิตลงไปในร่างกายหรือสิ่งของที่จับโดยตรงเพื่อเสริมพลังให้ร่างกายหรืออาวุธที่ถืออยู่
สายแทรกแซง คือสายที่ใช้พลังจิตหลอกล่อศัตรูไม่ว่าจะเป็การซ่อนตัว สร้างภาพมายา หรือการควบคุมจิตใจของสัตว์อสูรก็ถือเป็สายหลอนจิตเช่นกัน
สายควบคุม คือสายที่ใช้พลังจิตในการควบคุมวัตถุที่สามารถจับต้องได้ เช่นการควบคุมอาวุธ ควบคุมหุ่นเชิด
สายสร้างสรรค์ คือสายที่สามารถสร้างสิ่งของบางอย่างออกมาจากพลังจิตของผู้ใช้
สายเปลี่ยนแปลง คือสายที่จะเปลี่ยนพลังจิตเป็พลังรูปแบบอื่น เช่นพวกเปลี่ยนพลังจิตเป็พลังธาตุ” อูหลินเฟิงค่อยอธิบายรูปแบบต่างๆ ของพลังจิต
“แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าพลังจิตของเราเหมาะกับพลังจิตสายไหน” ลี่เจียงเป็คนถามคนแรกหลังจากที่ได้ยิน ใจจริงของเขานั้นตื่นเต้นมาก หากสามารถฝึกฝนพลังจิตได้เขาจะสามารถชนะชุนฟงได้แน่นอน
“ใช้กระดาษใบนี้” คราวนี้อูหลินเฟิงได้สร้างกระดาษจากพลังจิตของตัวเองแล้วมอบให้คนทั้งหมด
“หากว่าพวกท่านส่งพลังจิตของตัวเองสู่กระดาษใบนี้ มันจะตอบสนองต่อรูปแบบที่ควรจะฝึก หากว่ามีพลังจิตสายเสริมกำลังตัวกระดาษจะแข็งขึ้น สายแทรกแซงกระดาษจะจางลง สายควบคุมกายภาพกระดาษจะม้วนเข้าหากัน สายสร้างสรรค์กระดาษจะสร้างตัวเองอีกใบ สายเปลี่ยนแปลงกระดาษจะเปลี่ยนไปเป็อย่างอื่นแทน” เมื่อกล่าวจบ อูหลินเฟิงให้เวลากับทุกคนลองทำการใส่พลังจิตลงในกระดาษดู ซึ่งมีเพียงอูหมินจิงกับลี่เจียงเท่านั้นที่กว่าจะเริ่มััพลังจิตได้ก็เป็หลังจากนี้ราวๆ สามวัน เพราะไม่เคยรับรู้ถึงพลังจิตมาก่อน แตกต่างจากจอมยุทธ์ทั้งสองที่ฝึกถึงขั้นจิตแห่งศาสตราแล้ว ส่วนองครักษ์ทั้งสี่เองจากประสบการณ์ต่างๆ ทำให้สามารถััพลังจิตได้เร็วกว่า
ผลคือลี่หยางและสององครักษ์เป็สายเสริมกำลัง ตัวของลี่เจียงเองก็คงไม่ต่างกันคงเป็สายเสริมกำลังเหมือนกัน ส่วนทางตระกูลอูคือสายเสริมกำลังเช่นกัน แต่ว่ากระดาษของจงิ่กลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย หลังจากจงิ่ใส่พลังจิตลงไป
“เหตุใดกระดาษของข้าถึงไม่เปลี่ยนแปลง” จงิ่ถาม
“มีสองเหตุผล คือไม่มีความสามารถด้านพลังจิต หรือ เพราะพลังจิตเหมาะกับการฝึกมากกว่าหนึ่งรูปแบบ” อูหลินเฟิงอธิบาย แต่ดูจากความสามารถของจงิ่เหตุผลข้อที่หนึ่งปัดตกไปได้เลย คงเป็เพราะเหมาะกับหลายรูปแบบมากกว่าทำให้กระดาษทดสอบไม่ตอบสนอง
“แล้วข้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าเหมาะกับพลังจิตรูปแบบไหน”จงิ่ถาม
“ข้าต้องขอเวลาเพื่อให้ข้าสามารถสร้างกระดาษที่สามารถบอกได้ละเอียดกว่านี้”อูหลินเฟิงกล่าว ในครั้งนี้กระดาษทดสอบพลังจิต สร้างจากพลังจิตของเขา ที่จะตอบสนองต่อพลังจิตของคนอื่น หาก้าสร้างกระดาษทดสอบที่สร้างตรวจสอบได้ละเอียดกว่านี้มันต้องใช้เวลาและพลังจิตมากกว่าเดิมมาก
“ได้”จงิ่กล่าว
“ทางตระกูลลี่คือสายเสริมกำลังสินะ” เมื่ออูหลินเฟิงได้รับรู้ความสามารถด้านจิตของตระกูลลี่ที่เหมือนกันทุกคน เขาจึงมอบแนวทางจากฝึกของสายเสริมกำลังให้กลับลี่หยาง
“ขอขอบคุณท่านมากคุณชายใหญ่อู ข้าขอให้คำมั่นว่าตระกูลลี่ของเราจะเป็พันธมิตรให้ท่าน ในแบบที่ท่าน้า” ลี่หยางขอบคุณอูหลินเฟิงอีกครั้ง ก่อนที่ทั้งหมดจะแยกย้ายกัน เพราะทางตระกูลลี่เองก็อยากจะเริ่มฝึกพลังจิตเช่นกัน จากนั้นอูหลินเฟิงก็มอบแนวทางการฝึกสายเสริมกำลังให้กับอูเทียนเหวินเช่นกัน
“ขอบคุณ...คุณชายใหญ่อู” ผู้าุโอูเทียนเหวินเองก็รีบร้อนไปฝึกเช่นกัน เพราะว่าตัวเขาได้เดินทางมาถึงทางตันที่ระดับเจ็ดขั้นต้น หากได้พลังจิตได้เสริมความสามารถคงจะดีไม่น้อย
“เ้าลงทุนไม่น้อยเลยนะ” จงิ่กล่าวกับอูหลินเฟิง
“คนคนเดียวต่อให้มีพลังมากแค่ไหนก็ไม่อาจสู้กำลังคนนับพัน เพราะฉะนั้นข้าต้องให้คนรอบตัว และ คนที่สามารถเชื่อใจได้แข็งแกร่งขึ้นให้มากที่สุด” อูหลินเฟิงบอก นั่นคือสิ่งที่เขาคิดเพราะแบบนั้นก่อนที่เขาจะออกเดินทางมาเขาก็ได้มอบวิธีการฝึกจิตให้กับอูไต้หรงพ่อของเขา กับ เจี้ยนฝูชนชั้นจอมยุทธ์อีกคนของตระกูลอู
“ท่านพี่…ข้ายังไม่อาจรวมจิตสมาธิได้เลย” อูหมินจิงกล่าวเสียงเบา เมื่อไม่อาจทำได้ เขากลัวว่าพี่ชายจะผิดหวังในตัวเขา
“ไม่จำเป็ต้องรีบร้อน...เ้ายังอายุเพียงสิบสองเท่านั้น ข้ามีอีกหลายวิธีที่สามารถทำให้เ้าสามารถััพลังจิตได้ ไปกันเถอะข้าจะค่อยๆ สอนเ้าของ” อูหลินเฟิงกล่าวพร้อมทั้งลูปหัวน้องชายไปด้วย
“ขอรับ” อูหมินจิงตอบรับด้วยความดีใจ จากนั้นจงิ่ก็ได้แยกย้ายไปยังห้องพักของตนเพื่อฝึกจิตเพิ่มด้วยตนเอง ปล่อยให้สองพี่น้องคอยสอนกันเอง
........
วันเวลาผ่านไปราวๆ หนึ่งเดือน ภายในหนึ่งเดือนทุกคนที่อูหลินเฟิงได้บอกแนวจากการฝึกพลังจิต บางคนก็สามารถใช้ได้อย่างดี แต่บางคนก็เพิ่งจะเริ่มใช้ได้เพียงจิตพื้นฐานเท่านั้น
ตอนนี้เรือเหาะได้เดินทางมาถึงเมืองจรัสแสงเป็ที่เรียบร้อย
“ว้าวววว เมืองจรัสแสงกว้างใหญ่กว่าที่ข้าคิดไว้มากนัก” อูหมินจิงกล่าวออกมา ขณะที่เรือเหาะยังอยู่บนขั้นบรรยากาศ จึงทำให้เห็นขนาดเมืองทั้งหมด เพียงมองด้วยตาเปล่า เมืองจรัสแสงใหญ่โตกว่าเมืองล่องเมฆานับสิบเท่า
“เมืองจรัสแสงคือหนึ่งในห้าเมืองที่ใหญ่ที่สุดของทวีปปราณฟ้าแห่งนี้ นอกจากตระกูลโอวหยางแล้วยังมีตระกูลระดับสูง พรรคระดับสูง หรือ สถาบันระดับสูงรวมกันแล้วมากกว่าสิบแห่ง ยังไม่นับตระกูลหรือพรรคระดับอื่นอีกนับร้อย เมืองล่องเมฆาของเรา มีตระกูลระดับกลางสามตระกูล พรรคระดับต่ำอีกสิบสอง ไม่อาจเทียบได้กับเมืองจรัสแสงแห่งนี้ได้เลยแม้แต่น้อย” อูหลินเฟิงบอกน้องชาย แม้ตัวของอูหลินเฟิงนั้นจะไม่เคยมาเมืองจรัสแสงเหมือนน้องชาย แต่ว่าเขาได้อ่านเื่ราวของเมืองนี้มามากมายนัก ในใจของอูหลินเฟิงเองก็ตื่นเต้นที่ได้มาเมืองจรัสแสงด้วยตัวเอง เพียงแต่เขานั้นเก็บอาการได้ดีกว่าน้องชายเพียงเท่านั้น
เมืองจรัสแสงเป็เมืองที่มีผู้ปกครองสูงสุดคือตระกูลโอวหยาง ซึ่งเมืองตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเทือกเขาหมื่นอสูรห่างกันเพียงสี่ร้อยกิโลเมตรเท่านั้น ตระกูลโอวหยางจึงมีหน้าที่คอยปกป้องประชาชนจากอสูรของเทือกเขาหมื่นอสูร
“งานประลองจะจัดขึ้นในอีกสองวันหลังจากนี้ พวกเราควรที่จะไปลงทะเบียนก่อนที่สาขาย่อยของตระกูลโอวหยาง” อูเทียนเหวิน บอกกับคนทั้งหมด จากนั้นได้นำหยกนำทางที่ทางตระกูลโอวหยางได้ส่งมาพร้อมจดหมายั้แ่เดือนก่อนออกมาใช้งาน
“เช่นนั้น..ก็ไปกันเถอะ” ลี่หยางตอบรับ หลังจากนั้นทุกคนก็ได้เดินทางไปยังจุดหมาย ในระหว่างทางนั้นคนทั้งสิบก็ได้ยินเื่ราวมากมายที่เกี่ยวข้องกับงานล่าอสูรครั้งนี้
ไม่ว่าจะเป็การแข่งล่าอสูรครั้งนี้จะมีตระกูลระดับสูงมากว่าสิบตระกูลจะเข้าร่วมด้วย แล้วทางสี่มหาตระกูลระดับสูงอีกสามตระกูล ก็ได้ส่งตัวแทนมาเข้าร่วมรับชมงานครั้งนี้ แต่ที่น่าใที่สุดคือมีข่าวลือว่าจะมีชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับฉายาว่าปราชญ์มาร่วมชมเช่นกัน
ชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็ชนชั้นที่หาได้ยากยิ่ง หากไม่ใช่แดนศักดิ์สิทธิ์การจะหาชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ถือว่ายากมาก ในประชากรหลายร้อยล้านคนในทวีปปราณฟ้าแห่งนี้มีชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เพียงร้อยกว่าคนเท่านั้นและในชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ร้อยกว่าคนนั้น มีเพียงเก้าคนที่ได้รับฉายาว่าเก้าปราชญ์ เป็ชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสามารถเหนือกว่าจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ด้วยกัน
“หากว่ามีหนึ่งในปราชญ์ทั้งเก้าเข้าร่วมชมด้วยจริงๆ ละก็...งานครั้งนี้อาจไม่ใช้งานประลองธรรมดาแล้ว งานนี้อาจกลายเป็งานเทศกาลประลองประจำทวีปเลยก็เป็ได้” อูเทียนเหวินกล่าว จากการประลองสิบเมืองธรรมดากลับกลายเป็การประลองล่าอสูรที่ตระกูลทั้งหลายจากทั่วทั้งทวีปเข้าร่วม แล้วยังมีตระกูลระดับสูงเข้าร่วมด้วย นี้กลับทำให้ตัวของอูเทียนเหวินกังวลมากขึ้นไปอีก
“ไม่จำเป็ต้องกังวลขนาดนั้นหรอกผู้าุโใหญ่ ขอเพียงหลังจากเริ่มงานประลองแล้ว…ท่านทำตามที่ข้าบอกบนเรือเหาะก็พอ” อูหลินเฟิงที่สามารถััอารมณ์ของอูเทียนเหวินได้จึงได้กล่าวออกมา
“ยิ่งข้านึกถึงสิ่งที่ท่าน้าให้ข้าทำ….ยิ่งทำให้ข้ากังวลใจ” อูเทียนเหวินกล่าว เื่ที่อูหลินเฟิงได้บอกเขาก่อนที่คนทั้งหมดจะลงมา แม้เขาจะรู้ว่านั้นจำเป็ต้องทำแต่ว่าเขาก็ยิ่งกังวลใจอยู่ดี
“พี่ใหญ่ท่านให้ผู้าุโใหญ่ทำอะไรงั้นหรือ” อูหมินจิง ถามพี่ชายตนหลังจากได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่
“ข้าเพียง้าให้ผู้าุโใหญ่พูดบางอย่างเท่านั้น ตอนนี้เ้ายังไม่จำเป็ต้องรู้หรอกเดี๋ยวมันจะหมดสนุก”อูหลินเฟิงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“ง่า ก็ได้ขอรับ งั้นข้าจะรอดูความสนุกจากท่าน”แม้จะอยากรู้แต่อูหมินจิงก็รู้ว่าหากพี่ชายไม่บอก ก็ไม่อาจถามต่อได้
“รอดูได้เลย”อูหลินเฟิงกล่าว