ตอนที่ 24
วันต่อมา
ตอนนี้ดนัยนั้นอยู่ที่ข้างๆอาคารของโรงพยาบาลเขากำลังจุดธูปเพื่อส่งอาหารให้ฮิคาริอยู่
“มาแล้วๆฉี่แซลม่อน !!” ฮิคาริพูดขึ้นมาอย่างดีใจหลังจากเห็นกล่องข้าวของดนัยกำลังปรากฎตรงหน้าเธอ
“ฉู่ฉี่ต่างหากเล่า” ดนัยช่วยพูดแก้ให้ก่อนจะกลับมานั่งและแกะข้าวกล่องเพื่อกินบ้าง
ระหว่างกำลังกินข้าวอยู่ดนัยก็หันไปมองหน้าฮิคาริเป็นระยะๆจนฮิคาริเริ่มสังเกตเห็น
“มองอะไรของนายดนัยหน้าฉันมีอะไรติดอยู่หรือไง” ฮิคาริถามอย่างรำคาน
“แอฟริกา !!” ดนัยไม่ตอบแต่เลือกที่จะพูดคำๆหนึ่งขึ้นมาเพื่อดูปฏิกิริยาของฮิคาริ
“แอฟริกามันทำไมเหรอ” ฮิคาริทำหน้าสงสัย
“เปล่าๆแค่สงสัยว่าเธอรู้จักหรือเปล่าน่ะ” ดนัยพูด
ไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยแฮะแปลกจัง ดนัยคิดหลังจากเห็นว่าฮิคาริไม่มีปฏิกิริยากับคำๆนี้เลย
ดนัยยังไม่หยุดเท่านั้นเขาลองพูดคำต่อไปทันที
“เลดี้ชไวเซอร์ !!” ดนัยพูดฉายาของฮิคาริที่อ่านมาจากในเน็ต
กึก !! มันได้ผลตะเกียบในมือฮิคาริชะงักไปทันที
“ชไวเซอร์ งั้นเหรอ” ฮิคาริทวนคำพูดของดนัยเบาๆ
“เธอจำอะไรได้แล้วงั้นเหรอ” ดนัยพูดออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นหลังจากเห็นฮิคาริมีปฏิกิริยากับคำๆนี้
“เปล่าอ่ะแค่ได้ยินนายพูดคำว่าชไวเซอร์แล้วนึกถึงอัลเบิร์ต ชไวเซอร์ผู้แบบอย่างของแพทย์ผู้อุทิศตนให้แก่เพื่อนมนุษย์ !!” ฮิคาริพูดออกมา
แป่วซะงั้นอ่ะโธ่เอ้ย...นึกว่าจะได้เรื่องอะไรเสียอีก ดนัยส่ายหัวเบาๆ
“ว่าแต่ดนัยนายเป็นอะไรทำตัวแปลกๆตั้งแต่เมื่อครู่แล้วนะ” ฮิคาริถาม
“ไม่มีอะไรอย่าสนใจเลย” ดนัยตอบตอนแรกเขาคิดว่าถ้าฮิคาริพอจะจำได้บ้างเขาจะเล่าเรื่องที่เธอยังไม่ตายให้ฟังเสียหน่อยแต่ทว่าฮิคาริดันยังจำอะไรไม่ได้เลยแบบนี้เขาก็ยังไม่กล้าฟันธงว่าร่างที่นอนเป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่บนเตียงข้างห้องผู้อำนวยการนั้นคือเธอเพราะไม่แน่ว่าบางทีฮิคาริที่เป็นวิญญาณที่เห็นนี่อาจจะเป็นแค่คนหน้าเหมือนเธอคนนั้นก็ได้ยังไงล่ะ
ดนัยนั้นยังไม่ได้ตัดความเป็นไปได้พวกนี้ไปทั้งหมดจึงยังตัดสินใจไม่บอกฮิคาริจนกว่าจะแน่ใจ
หลังจากฮิคาริและดนัยกินข้าวด้วยกันจนเสร็จดนัยก็พูดขึ้นมา
“นี่ฮิคาริบ่ายนี้ช่วยสอนฉันเกี่ยวกับการผ่าตัดเลาะพังผืดหน่อยสิ” ดนัยขอให้ฮิคาริช่วย
“หือนายจะมีเคสเกี่ยวกับพังผืดเร็วๆนี้งั้นเหรอ” ฮิคาริสงสัย
“ใช่อีกสองวันฉันต้องไปเป็นผู้ช่วยหมอมาสึมิน่ะ” ดนัยพูด (หมอมาสึมิคือหมอเชี่ยวชาญด้านกระดูกเผื่อใครลืม)
“งั้นเหรอก็ได้เพราะนายทำอาหารกลางวันอร่อยๆให้ฉันหรอกนะฉันถึงจะช่วยสอนให้ แต่บอกไว้ก่อนนะเรื่องพวกนี้ถ้าไม่เรียนรู้ด้วยตัวเองแล้วเอาแต่พึ่งพาฉันล่ะก็จะเป็นนายที่ไม่ได้อะไรเลย” ฮิคาริเตือน
“เข้าใจแล้วน่าเพราะแบบนี้ไงตลอดสองเดือนที่ผ่านมาฉันถึงแทบจะไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากเธอเลยนอกจากจะเป็นเคสที่อันตรายถึงชีวิตจริงๆ” ดนัยพูด
ที่ห้องผ่าตัด
“ไม่ได้ๆนายจะใช้มีดเลาะพังผืดแบบนั้นไม่ได้เพราะนายไม่มีทางรู้ได้เลยว่าใต้พังผืดนั่นจะมีเส้นเลือดหรือเส้นประสาทหลบอยู่มั้ย” ฮิคาริพูดหลังจากเห็นดนัยทำผิดวิธี
ตอนนี้ดนัยมาเปิดใช้ห้องผ่าตัดเพื่อใช้ฝึกซ้อมเขาอุส่าไปขอซื้อขาหมูมาจากในครัวเพื่อใช้มันฝึกซ้อมการผ่าตัดขาหมูนั้นเป็นสิ่งที่เหมาะที่สำหรับการฝึกนี้เพราะมันมีพังผืดติดอยู่มากนั่นเอง
“ถ้าไม่ใช้มีดจะทำยังไงเล่า” ดนัยไม่รู้ว่าต้องทำยังไง
“นั่นนายใช้กรรไกรหยิบมันขึ้นมา” ฮิคาริชี้ไปที่กรรไกร
“กรรไกรเนี่ยนะ” ดนัยถามเพื่อความแน่ใจ
“ใช่แล้วล่ะและนั่นหยิบผ้าก๊อซขึ้นมาด้วยพับมันให้เป็นสี่เหลียมหนาๆหน่อยแล้วก็สอดเข้าไปในกรรไกรคีบมันไว้ซะเพื่อไม่ให้ส่วนคมสัมผัสกับพื้นผิวของพังผืด” ฮิคาริพูด
“อ๋อแบบนี้นี่เองพอคีบผ้าก๊อซเอาไว้แล้วให้ใช้มันแทงเข้าไปสินะ” ดนัยพยักหน้าเข้าใจ
“ใช่แล้วล่ะแต่ก่อนแทงให้นายใช้มือซ้ายสัมผัสไปที่พังผืดพวกนั้นก่อนนายจะต้องตั้งสมาธิให้ดีเพื่อจับเส้นเลือดและเส้นประสาทถ้าไม่มีก็แทงเข้าไปได้เลย” ฮิคาริอธิบาย
“แล้วถ้าตรงจุดนั้นมีเส้นเลือดหรือเส้นประสาทอยู่ล่ะจะทำยังไง” ดนัยถามอย่างสงสัย
“โง่จริงๆเลยนายเนี่ยก็ใช้มือฉีกพังผืดออกซะสิ” ฮิคาริตอบ
“เออเนอะ” ดนัยพึ่งนึกขึ้นได้ว่าพังผืดมันไม่ได้เหนียวขนาดใช้มือฉีกออกไม่ได้เสียหน่อย
“การผ่าตัดเลาะพังผืดออกจากเนื้อเยื่อน่ะวิธีที่ดีที่สุดก็คือใช้นิ้วมือข้างซ้ายเป็นเครื่องสแกนหาหลอดเลือดและเส้นประสาท ส่วนมืออีกข้างก็ใช้อุปกรณ์ในการฉีกมันออกนายฝึกใช้มือซ้ายมาแล้วนี่เรื่องแค่นี้ไม่น่าจะยากสำหรับนาย” ฮิคาริพูด
“เข้าใจแล้ว” ดนัยพยักหน้าก่อนจะลองทำตามที่ฮิคาริว่ามาไม่นานดนัยก็สามารถลอกพังผืดออกจากขาหมูได้จนหมด
“ฟู่ว !! ทำได้แล้ว” ดนัยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“ใช้เวลามากไปหน่อยนะขาหมูนั้นไม่เหมือนกับเนื้อเยื่อของมนุษย์เสียทีเดียวเพราะมันตายไปแล้วทำให้นายสามารถฉีกมันออกได้ง่ายๆต่างจากเนื้อเยื่อที่ยังมีชีวิตที่จะมีความเหนียวและยืดหยุ่นมากกว่า นายต้องเร็วกว่านี้และแม่นยำกว่านี้เห็นนี่มั้ยเนื้อตรงนี้ และตรงนี้โดนกรรไกรของนายเข้าไปถ้านี่เป็นการผ่าตัดจริงล่ะก็มันอาจจะเป็นตับ หรืออาจจะเป็นไตของผู้ป่วยก็ได้นะ” ฮิคาริชี้ให้ดูข้อผิดพลาดที่ดนัยทำเอาไว้
“เพราะมันลื่นน่ะสิเลยทำให้กรรไกรมันไถลไปจนทำให้เนื้อเยื่อตรงนั้นกลายเป็นรอย” ดนัยพูด
“นายจะมาอ้างแบบนี้ไม่ได้นะถ้าญาติคนไข้ถามนายจะพูดแบบนั้นเหรอ” ฮิคาริทำหน้าขึงขังขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของดนัย
“เอ่อ...นั่นมันก็” ดนัยถึงกับพูดไม่ออกเพราะข้ออ้างนั่นไม่สามารถไปพูดกับญาติคนไข้ได้จริงๆถ้ามันเกิดอะไรขึ้น
ฮิคาริเตรียมสวดดนัยต่อแต่ก่อนที่เธอจะได้พูดอะไรจู่ๆเธอก็ทรุดลงกับพื้น
อึก !! ฮิคาริทรุดลงกับพื้นสีหน้าของเธอบ่งบอกว่ากำลังเจ็บปวดอยู่เธอยกมือขึ้นมากุมหน้าอก
“ฮิคาริ !!” ดนัยอุทานออกมาพลางวิ่งอ้อมเตียงมาดูอาการฮิคาริ
วู่บ !! ดนัยพยายามเอื้อมมือไปจับร่างของฮิคาริเอาไว้แต่ทว่ามือของเขาก็ทะลุผ่านร่างของเธอไป
“มะ มะ ไม่เป็นไรแค่จู่ๆก็รู้สึกเจ็บหน้าอก” ฮิคาริพยายามพูดออกมาเธอนั่งอยู่อย่างนั้นเกือบสองนาทีโดนมีดนัยจ้องมองด้วยความเป็นห่วงจนในที่สุดอาการเธอเริ่มดีขึ้นเธอก็ค่อยๆลุกขึ้นมา
“เฮ้อ...ช่วงนี้รู้สึกเจ็บหน้าอกบ่อยจริงๆหรือฉันใกล้จะไปเกิดแล้วกันนะนี่คงเป็นอาการร่างวิญญาณใกล้จะสลายล่ะมั้ง” ฮิคาริพูดออกมาหลังอาการเธอดีขึ้น
ใช่ที่ไหนล่ะร่างกายเธอตอนนี้กำลังจะตายต่างหากล่ะอวัยวะบางส่วนเธอเริ่มไม่โอเคแล้วอีกไม่นานคงหยุดทำงาน ดนัยมองดูฮิคาริด้วยสีหน้าหนักใจเขาจะช่วยอะไรเธอได้บ้างนะ
ตอนนั้นเองมือถือของดนัยก็ดังขึ้น
“หือถึงเวลาแล้วงั้นเหรอ” ดนัยหยิบมือถือออกมาก่อนจะเห็นว่าเป็นสัญญาณปลุกที่เขาตั้งเอาไว้นั่นเองเพราะตอนบ่ายสามเขามีผ่าตัดกับหมอมิโฮะ
“มีผ่าตัดงั้นเหรอรีบไปเถอะฉันไม่เป็นไร” ฮิคาริพูด
“แน่นะ” ดนัยมองดูสีหน้าของฮิคาริที่ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่
“แน่สิฉันเป็นผีนะนะฉันตายไปแล้วไม่ตายอีกรอบหรอกน่า” ฮิคาริบอก
“อืม..ถ้างั้นฉันไปก่อนนะฮิคาริ” ดนัยพยักหน้าก่อนจะเดินไปปิดไฟห้องผ่าตัดและเดินออกจากห้องไป
“อึก !! นี่เราเป็นอะไรกันนะหลายวันมานี้รู้สึกเจ็บหน้าอกบ่อยมาก” ฮิคาริฝืนทนยืนขึ้นมาเพื่อไม่ให้ดนัยเป็นห่วงเธอมองดนัยที่พึ่งออกจากห้องผ่าตัดไป
ทางด้านดนัย
ระหว่างที่ดนัยกำลังเดินไปที่ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเปลี่ยนเป็นชุดผ่าตัดเขาก็เดินสวนกับหมออิจิโนเสะที่กำลังเดินไปที่ลิฟท์พอดี
“หมออิจิโนเสะกำลังจะไปดูอาการของเธอเหรอครับ” ดนัยถามหลังจากเห็นหมออิจิโนเสะ
“ใช่เมื่อสักครู่เครื่องส่งสัญญาณมาบอกว่าชีพจรเธอเต้นผิดปกติว่าแต่รู้ได้ยังไง” หมออิจิโนเสะตอบพลางมองดนัยอย่างแปลกใจ
“เอ่อก็........” ดนัยไม่รู้จะตอบอย่างไรแต่ทันใดนั้นเองเสียงหมอมิโฮะก็ขัดจังหวะทั้งคู่เอาไว้
“อ้าวหมอดนัยเธออยู่นี่เองเหรอรีบๆไปเปลี่ยนชุดเร็วเข้าใกล้ได้เวลาผ่าตัดแล้วนะ” หมอมิโฮะเดินออกมาจากห้องพักแพทย์พลางเห็นดนัยและหมออิจิโนเสะกำลังคุยกันอยู่
“พวกเธอมีผ่าตัดตอนบ่ายด้วยกันสินะรีบไปเตรียมตัวเถอะฉันจะขึ้นไปที่ห้องผู้อำนวยการหน่อยพอดีผู้อำนวยการให้ถ่ายเอกสารส่งไปให้น่ะ” หมออิจิโนเสะพูด
“อ้อลำบากหมออิจิโนเสะแย่เลยนะคะช่วงนี้ผู้อำนวยการไม่อยู่เสียด้วย” หมอมิโฮะไม่รู้ว่าหมออิจิโนเสะแค่พูดไปงั้นเขากำลังจะไปดูอาการของคนไข้เขาหรืออาการของฮิคาริต่างหาก
“อืมก็ไม่ลำบากเท่าไหร่หรอกนะถ้าอย่างนั้นฉันไปล่ะ” หมออิจิโนเสะพูดก่อนจะรีบเดินไปที่ลิฟท์ทันที
“สงสัยจะเป็นเอกสารเร่งด่วนแฮะหมออิจิโนเสะถึงได้รีบขนาดนั้น” หมอมิโฮะพูดหลังจากเห็นหมออิจิโนเสะเดินไปอย่างเร่งรีบเมื่อหมออิจิโนเสะไปแล้วหมอมิโฮะก็หันกลับมาก่อนจะบอกให้ดนัยไปเปลี่ยนชุดให้เรียบร้อยจากนั้นทั้งคู่ก็เข้าไปผ่าตัดคนไข้ด้วยกันโดยมีดนัยเป็นผู้ช่วย
เช้าวันถัดมา
เมื่อวานหลังจากผ่าตัดเสร็จก็เป็นเวลาเลิกงานของดนัยพอดีซึ่งก่อนกลับหมออิจิโนเสะยังบอกให้วันนี้ทุกคนมาเช้าๆเพราะจะมีหมอคนใหม่เข้ามา
“นี่ๆหมอดนัยเธอคิดว่าหมอใหม่จะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย” หมอมิโฮะถามดนัย
“ไม่รู้สิครับสำหรับผมจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ได้ทั้งนั้น” ดนัยเองก็ไม่รู้
“ฉันว่าน่าจะเป็นผู้ชายนะ” หมอยูคิมูระที่อยู่ไม่ไกลพูด
“เอ๋ต้องเป็นผู้หญิงสิถ้าเป็นผู้ชายสัดส่วนมันก็ไม่พอดีกันน่ะสิ ในแผนกศัลยกรรมมีหมอผู้หญิงแค่สองคนเองนะ” หมอมิโฮะพูดในแผนกนี้นั้นมีเธอกับหมอมาสึมิเท่านั้นที่เป็นผู้หญิงแต่แล้วก่อนที่ทุกคนจะได้คาดเดาอะไรกันต่อไปหมออิจิโนเสะก็เดินเข้ามา
“เอาล่ะทุกคนเงียบหน่อยหมอคนใหม่มาแล้ว” หมออิจิโนเสะเดินเข้ามาพร้อมพูด
“หือหมออิจิโนเสะถึงกับไปรับด้วยตัวเองเลยงั้นเหรอเนี่ยก็ถึงว่าหมออิจิโนเสะหายไปไหน” หมอมิโฮะพูดออกมาเบาๆ
“หมออิจิโนเสะไปรับด้วยตัวเองแบบนี้แสดงว่าต้องเป็นหมอที่มีชื่อเสียงมากแน่ๆ” หมอยูคิมูระพูดกระซิบกับหมอมิโฮะ
“เอาล่ะคุณเข้ามาแนะนำตัวกับหมอคนอื่นๆสิ” หมออิจิโนเสะพูดพลางหลบทางให้คนที่อยู่นอกประตูเดินเข้ามา
กึก !! กึก !! กึก !! เสียงหมอคนใหม่เดินเข้ามาในห้องพักแพทย์จากสรรพนามที่หมออิจิโนเสะใช้เรียกและจากเสียงรองส้นรองเท้าทำให้ดนัยคิดว่าเธอน่าจะเป็นผู้หญิง
และแล้วหมอใหม่ที่โผล่เข้ามาก็เป็นผู้หญิงอย่างที่หมอมิโฮะอยากได้ดนัยมองหน้าหมอคนใหม่ที่จะมาเป็นเพื่อนร่วมงานของเขาจากหน้าของเธอดนัยคิดว่าเธอน่าจะอายุสามสิบกว่าๆ
“หน้าดูคุ้นๆแฮะ” ดนัยเห็นว่าหน้าหมอคนใหม่มันดูเหมือนใครบางคน
“สวัสดีค่ะฉันแพทย์หญิงทาเคนากะ นากิสะ ย้ายมาจากสาขาโอซาก้าจะมาทำงานที่นี่ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปค่ะฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” หมอคนใหม่เริ่มแนะนำตัว
“เอ๋ทาเคนากะเหรอคะแสดงว่าคุณเป็น....” หมอมิโฮะอุทานออกมาหลังจากได้ยินนามสกุลของหมอคนใหม่
“ใช่ค่ะฉันเป็นผู้ถือหุ้นลำดับที่สามของทาเคนากะกรุ๊ป หรือพูดง่ายๆฉันเป็นเจ้าของโรงพยาบาลนั่นเองค่ะ” เธอพูดพลางยิ้มออกมา
“คุณนากิสะ คุณยังไม่ใช่เจ้าของเสียหน่อยเจ้าของตอนนี้คือท่านประธานต่างหากล่ะแถมคุณก็เป็นแค่ผู้ถือหุ้นลำดับที่สามเท่านั้นนะ” หมออิจิโนเสะดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจกับคำพูดของเธอ
“แหมหมออิจิโนเสะก็พูดอะไรอย่างนั้นกันคะตอนนี้ท่านประธานป่วยหนักจะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ แถมฮิคาริลูกพี่ลูกน้องของฉันผู้ถือหุ้นลำดับที่สองก็ติดใจการเป็นชไวเซอร์อยู่ที่แอฟริกาเธอคงไม่สนใจจะสืบทอดทาเคนากะกรุ๊ปหรอกค่ะเพราะอย่างนั้นฉันจะบอกว่าฉันเป็นเจ้าของทาเคนากะกรุ๊ปในอนาคตก็ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหนหนิคะเพราะถ้าท่านประธานไม่อยู่หุ้นจะถูกแบ่งให้ฉันซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องด้วยตามพินัยกรรม” นากิสะพูดออกมาทำให้หมออิจิโนเสะหน้าชาไปทันที
ส่วนพวกหมอคนอื่นๆในห้องนั้นได้แต่ยืนยิ้มแห้งๆออกมา
ที่แท้ก็คือลูกพี่ลูกน้องของฮิคารินี่เองถึงว่าทำไมมีโครงหน้าคล้ายๆฮิคาริที่แท้ก็เป็นญาติกันแต่นี่น่ะเหรอผู้ถือหุ้นลำดับที่สามของทาเคนากะกรุ๊ปดูเป็นผู้หญิงที่อันตรายยังไงก็ไม่รู้แฮะ ดนัยมองดูหน้าหมอคนใหม่ที่มีศักดิ์เป็นถึงผู้ถือหุ้นลำดับที่สามของทาเคนากะกรุ๊ป
จบ...