เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 82 คำมั่นสัญญาว่าจะดูแลไปตลอดชีวิต

            “ถึงแม้ข้าจะมาจากครอบครัวชาวนาแต่ข้าก็ไม่เคยได้รับความคับข้องใจใดๆ เลยตั้งแต่เกิดต่อให้ข้าจะให้กำเนิดอันเกอเอ๋อร์ก่อนแต่งงาน แต่ข้าก็ไม่ได้ทำผิดต่อตนเองเช่นกันจะให้ข้าเป็นตัวสำรองหรือของตายของบุรุษยิ่งเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นยังไม่ต้องพูดถึงอนาคตว่าจะเป็นยังไงพวกเรา…อืม มาลองเป็นคู่รักกันดูก่อนเถอะ? หากว่าความรู้สึกเป็นไปได้ด้วยดีตลอดถึงเวลานั้นค่อยคิดว่าจะเอาเช่นไรต่อ หากว่า…เข้ากันได้ไม่ดี อารมณ์ไม่เหมาะสมกันถ้าอย่างนั้นก็จากกันด้วยดี วันหลังค่อยนับถือกันเป็นสหายหรือเป็นญาติก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร”

            “คู่รักอย่างนั้นหรือ?”กงจื้อหมิงเลิกคิ้วขึ้นมาทันทีถึงแม้ว่าเขาจะเดาออกว่าติงเหว่ยซึ่งมีนิสัยอ่อนนอกแข็งในคงจะไม่ยอมอยู่ข้างกายของเขาง่ายๆแต่เขาก็ยังคงสับสนกับคำศัพท์แปลกๆ เหล่านี้

            “ใช่แล้ว”ติงเหว่ยถือโอกาสตอนที่เขากำลังไขว้เขวนางยืดตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วและกระโดดออกมาจากอ้อมกอดของเขาได้สำเร็จจากนั้นก็จัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อย และก็มองสำรวจไปทั่วทุกมุมห้อง เมื่อแน่ใจว่าเฟิงจิ่วไม่ได้อยู่ที่นี่ก็รู้สึกดีขึ้นมาก

            “ในฐานะคู่รักก็คือพวกเราถือว่าได้หมั้นหมายกันแล้วต้องรักและปกป้องกันและกัน เคารพซึ่งกันและกัน”

            “เอ่อใกล้ชิดกันไม่ได้อย่างนั้นหรือ?”

            กงจื้อหมิงได้ฟังแล้วก็รู้สึกขบขันไม่รู้ว่าสมองของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้โตมาอย่างไร ถึงได้เต็มไปด้วยความคิดแปลกประหลาดมากมายหรือว่านางจะได้รับการสั่งสอนสิ่งเหล่านี้จากท่านย่าเทวาภูเขาจริงๆ อย่างนั้นหรือ?

            อย่างไรก็ตามไม่ว่านางจะพยายามดิ้นรนสักแค่ไหน ชาตินี้ก็อย่าหวังว่าจะหนีไปจากข้างกายของเขาได้

            “ตกลง”

            “เอ๋?”เดิมทีติงเหว่ยวางแผนที่จะอธิบายข้อเสนอที่ “อุกอาจ” ของนางคิดไม่ถึงว่ากงจื้อหมิงจะตอบรับอย่างง่ายดายในคำเดียว ทำให้นางอดแปลกใจไม่ได้“ทำไมถึงรับปากแล้วล่ะ?”

            กงจื้อหมิงมองไปที่ปากเล็กๆของนางที่บวมเล็กน้อยจากการจูบเมื่อครู่กำลังอ้าออกเล็กน้อยด้วยความตกใจหัวใจของเขาก็เริ่มรู้สึกร้อนรนอีกครั้ง รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่หางตาและคิ้วของเขาสีหน้าที่เย็นชาราวกับน้ำแข็งมาโดยตลอดเปลี่ยนไปราวทะเลสาบที่แข็งเป็นน้ำแข็งได้ละลายหายไปในชั่วพริบตาเดียวสายลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านใบหน้าของเขา คลื่นน้ำที่แสนอ่อนโยนพัดมาเป็นระลอกๆ…

            “ขอเพียงเจ้าเอ่ยออกมาข้าก็จะรับปาก”

            ติงเหว่ยไม่สามารถอธิบายได้ว่านางรู้สึกอย่างไรในใจนางรู้สึกขอบคุณสามส่วน ลังเลสามส่วน และหวานล้ำสี่ส่วนโชคดีที่นางได้พบกับผู้ชายที่เชื่อฟังคำพูดของนางในยุคสมัยที่ให้ความสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิงสิ่งที่ยังลังเลก็คือความยุ่งเหยิงในใจที่ยังไม่ได้คลี่คลายเหล่านั้นความหอมหวานนั้นก็หวานเสียยิ่งกว่าเถียนกวา [1] ที่สุกงอมนางไม่อาจต้านทานสิ่งล่อใจเหล่านี้ได้

            กงจื้อหมิงเกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวยและอาศัยอยู่ในเมืองหลวงมาโดยตลอดเขาจึงเป็นผู้เชี่ยวชาญในการสังเกตสีหน้าของคนอื่นเมื่อเห็นสีหน้าของสาวน้อยที่เขารักเปลี่ยนไป เขาก็แทบจะเดาความรู้สึกของนางออกมาได้ในทันทีดังนั้นมือใหญ่เอื้อมไปจับมือเล็กๆ อันนุ่มนวลเอาไว้พร้อมเอ่ยคำสัญญาอย่างหนักแน่นว่า“เจ้าวางใจเถอะ ข้ารับรองว่าจะทำให้เจ้ามีแต่ความสุขและไร้ความกังลไปชั่วชีวิต”

            ติงเหว่ยเงยหน้าขึ้นและมองเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทของเขาหัวใจของนางพลันสั่นไหวเล็กน้อย และนางก็ตอบออกมาเบาๆ ว่า “ตกลง”

            บางทีสายลมในฤดูร้อนอาจจะฟังจนพอใจแล้วมันหัวเราะคิกคักและหมุนตัวออกไป ทำให้ใบของต้นพลับที่มุมเรือนปลิวไปมาราวกับคลื่นในท้องทะเล

            ……

            ฤดูร้อนเป็นช่วงที่อากาศร้อนที่สุดของปีเมื่อยืนใต้แสงแดดเป็นเวลานานก็ต้องระวังว่าจะโดนเผาจนละลายนับประสาอะไรกับคนที่มีความรักอันหวานชื่นเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา

            บางทีอาจเป็นเพราะพลังความรักอันยิ่งใหญ่การแก้พิษของกงจื้อหมิงหลังจากวันนั้นก็ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วผ่านไปไม่ถึงครึ่งเดือนก็สามารถใช้ไม้เท้าเดินได้อย่างช้าๆ ยกเว้นบางจุดใหญ่ๆไม่กี่แห่ง จุดที่เหลือต่างก็คืนสภาพเดิมหมดแล้วเห็นได้อย่างชัดเจนว่าวันเวลาที่เขาจะได้ขึ้นหลังม้าและตวัดแส้นั้นอยู่ไม่ไกลแล้ว

            อย่างไรติงเหว่ยก็เป็นผู้หญิงที่ได้รับการศึกษาสมัยใหม่มานานกว่า20 ปี หลังจากผ่านความลังเลและความขัดแย้งในช่วงสองสามวันที่ผ่านมานางก็อุทิศทั้งร่างกายและจิตใจในการดูแลกงจื้อหมิงเพื่อ “หน้าที่อันยิ่งใหญ่”ไม่ว่าจะเป็นอาหารสามมื้อรวมถึงกิจวัตรประจำวันต่างๆ ในแต่ละวันอย่างพิถีพิถันและประณีตที่สุดจนทำให้ทุกคนถึงกับพูดไม่ออก

            และแน่นอนว่าผู้อาวุโสเหว่ยเองก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะดื่มจนเมาหัวราน้ำโชคดีที่ติงเหว่ยไม่เคยรู้สึกเหนื่อยล้าและเกียจคร้านกับเขาอาหารของเขานางเองก็ไม่เคยลืม ท่านผู้อาวุโสพูดอึกๆ อักๆเหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็ไม่กล้าพูดออกมาสุดท้ายก็ทนไม่ได้ที่จะไปลบล้างรอยยิ้มกับสายตาและคิ้วที่แสนหวานของลูกศิษย์ของเขาจึงได้แต่เก็บคำพูดทุกอย่างเอาไว้ในใจ

            แผนการณ์ที่ท่านผู้อาวุโสวางไว้นั้นร้ายกาจเกินไปจนทำให้ทุกคนในห้องที่กำลังพูดคุยเรื่องการจัดงานฉลองวันเกิดของอันเกอเอ๋อร์อย่างสนุกสนานอดที่จะขนลุกขึ้นมาไม่ได้จากนั้นก็มองไปรอบๆ ด้วยความสงสัยในเรือนยังคงมีเสียงตั๊กแตนร้องเรียกอย่างมีความสุขเช่นเดิมไม่เหมือนว่าจะมีอันตรายอะไรนี่นา?

            ในทางกลับกันกงจื้อหมิงเหลือบมองผู้อาวุโสเล็กน้อยและดื่มชาต่อไปอย่างช้าๆ ตามปกติบางครั้งเขาก็หันศีรษะและกระซิบคำพูดสองสามประโยคกับติงเหว่ยทำให้ผู้อาวุโสเกือบจะลุกออกไปด้วยความโมโห

            เวลาก็เหมือนกับหัวขโมยไม่มีผิดมันมักจะมาในตอนที่เราไม่ทันได้ระวังตัวและจะแอบหนีไปจากเราเงียบๆ

            ราวกับว่าความรู้สึกอันตรายในยามที่ให้กำเนิดบุตรครั้งแรกยังอยู่ตรงหน้าแต่ปรากฏว่าช่วงเวลาเพียงหันหลังกลับ อันเกอเอ๋อร์ก็อายุครบหนึ่งปีแล้ว

            เจ้าเด็กอ้วนมักจะกินอิ่มนอนหลับอยู่เสมอและยังเป็นที่รักของทุกคนขนาดนี้ ทุกวันนี้เขาเพิ่งจะอายุประมาณหนึ่งขวบทว่ากลับแข็งแรงราวกับลูกวัวตัวน้อยๆ แขนและขาเล็กๆ ของเขาทั้งขาวนุ่มและแข็งแกร่งบนศีรษะของเขาถักเปียและผูกด้วยผ้าสีแดง คอของเขาสวมสร้อยทองคำบนร่างกายของเขาสวมตู้โตวสีแดงที่ปักลายอู่ฝูเอาไว้ ในขณะที่เขากำลังวิ่งเล่นไปรอบๆขาอ้วนๆ ของเขาที่สวมกางเกงขาสั้นบางๆ แกว่งไปมาไม่หยุด คงไม่ต้องบอกว่าน่ารักมากแค่ไหน

            ครอบครัวสกุลอวิ๋นทุกคนที่รู้เรื่องราวภายในไม่กี่คนเช่น ลุงอวิ๋น อวิ๋นอิ่ง เฟิงจิ่ว และซานอี ต่างก็ทุ่มเทอย่างมากในพิธีจวาโจว [2] ของคุณชายน้อยและเหล่าองครักษ์ที่ฉลาดเฉลียวก็ยังรู้สึกผิดต่อคุณชายน้อยเช่นเดิมเมื่อเห็นว่านายท่านของตนปฏิบัติต่อติงเหว่ยสองแม่ลูกเป็นพิเศษ พวกเขาก็ยุ่งไม่หยุดตามกันไปด้วยส่วนฟางซิ่นนั้นเอ็นดูอันเกอเอ๋อร์อย่างแท้จริง ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เขามีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าพี่เลี้ยงเด็กเขาดูแลอันเกอเอ๋อร์ราวกับมองดูตนเองในวัยเด็ก โดยตั้งใจจะชดเชยสิ่งที่ขาดหายไปในวัยเด็กของเขาดังนั้นเขาจึงทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่เขามี ส่วนป้าหลี่และคนอื่นๆที่เรือนด้านนอกปกติก็ได้รับการดูแลจากติงเหว่ยเป็นอย่างดีและติงเหว่ยก็ส่งเสื้อผ้า รองเท้า ถุงเท้าไปให้ไม่เคยขาด

            ติงเหว่ยได้รับคำสั่งจากท่านลุงอวิ๋นตั้งแต่แรกว่าให้นางตั้งใจดูแลกงจื้อหมิงอย่างเดียวก็พอแล้วส่วนเรื่องงานฉลองพิธีจวาโจวของอันเกอเอ๋อร์นางไม่จำเป็นต้องกังวลพอถึงเวลานั้นก็แค่ส่งจดหมายไปเชิญครอบครัวสกุลติงมาดื่มเหล้าก็พอแล้ว

            ติงเหว่ยต้องจดจำใบสั่งยาทุกประเภทและเรียนรู้ที่จะระบุชนิดของยาสมุนไพร ฝึกการใช้เข็มบินดูแลกิจวัตรประจำวันและการรับประทานอาหารสามมื้อของกงจื้อหมิงและกอดลูกชายตัวอ้วนของนางเป็นครั้งคราว ทำให้นางยุ่งจนแทบอยากจะแยกร่างออกมาเมื่อคิดถึงพิธีจวาโจวของเด็กน้อยขึ้นมา ก็แค่การวางพู่กัน แท่นหมึก และลูกคิดอะไรเหล่านั้นไม่กี่อย่างก็พอแล้วดังนั้นนางจึงพยักหน้าโดยไม่ลังเล

            ปรากฏว่าเมื่อถึงวันพิธีจวาโจวนั้นนางก็ไปรอรับท่านพ่อ ท่านแม่พี่ชายและพี่สะใภ้อยู่ที่หน้าประตูจากนั้นก็พากลับมาที่เรือนหลัก เมื่อเห็นว่าในลานมีโต๊ะยาวที่เต็มไปด้วยของนานาชนิดนางก็ตกใจเป็นอย่างมาก

            ภายใต้แสงแดดมีสีทองระยิบระยับดูอุดมสมบูรณ์และละลานตาไปหมด ทำเอาคนในครอบครัวสกุลติงทั้งหมดต่างก็ตกตะลึง

            บริเวณใจกลางของโต๊ะถูกจัดวางด้วยสิ่งล้ำค่าทั้งสี่ในห้องหนังสือ[3] ที่เป็นของใหม่เอี่ยมยกชุด ถึงแม้จะดูไม่ออกว่าของนั้นดีหรือไม่ดีแต่ก็ยังสามารถได้กลิ่นหอมของหมึกจางๆ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ของธรรมดาทั่วไปส่วนบริเวณรอบนอกก็จะเป็นลูกคิดทองคำขนาดใหญ่ลูกปัดที่อยู่บนลูกคิดมีขนาดใหญ่กว่าลูกพุทราเสียด้วยซ้ำไม่รู้ว่าคนรวยคนไหนบริจาคมาให้ และที่ด้านข้างของลูกคิดก็ยังมีกล่องไม้จันทน์สีม่วงที่ถูกแกะสลักลายดอกไม้ไม้บรรทัดที่ทำจากไม้พะยูง สร้อยกระพรวนทองคำขนาดเท่ากำปั้นของอันเกอเอ๋อร์กำไลข้อมือหยกสีเขียวหนึ่งวง ต่างหูที่ทำจากหยกมันแพะ [4] หนึ่งคู่ผ้าไหมผ้าแพรชั้นดี กรรไกรทองคำ และวงรอบนอกสุดยังมีแส้ม้าที่ไม่รู้ทำจากอะไรกระบี่ที่อยู่ในฝัก และก็มีของเล่นที่จากของล้ำค่าทั้งเจ็ด ได้แก่ ทอง เงิน แก้วปะการัง หอยมือเสือ ไข่มุกสีแดง และหินโมรา

            สิ่งของทั้งหมดที่อยู่บนโต๊ะนี้เกรงว่าต่อให้จะเป็นคนโง่เขลาก็ยังสามารถคาดเดาได้ว่ามีมูลค่ามหาศาลยิ่งไม่ต้องพูดถึงเด็กที่เกิดในครอบครัวชาวนาและไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อเป็นใครต่อให้เป็นเหล่าชนชั้นสูงในเมืองหลวงก็ไม่แน่ว่าจะมีการตระเตรียมของที่เพียบพร้อมและสวยงามตระการตามากมายขนาดนี้หรอก?

            ครอบครัวสกุลติงทั้งหมดต่างก็รู้สึกประหลาดใจจากการได้รับความสำคัญขนาดนี้พวกเขามองไปที่แผ่นหลังของบุตรสาวและอดไม่ได้ที่จะลากนางมาถามทันทีว่านางให้อะไรกับครอบครัวสกุลอวิ๋นไปกันแน่วันนี้พวกเขาถึงได้ปฏิบัติดีขนาดนี้

            แม้ว่าติงเหว่ยจะตกใจเช่นกันแต่เมื่อนึกถึงวันที่ลุงอวิ๋นกระตือรือร้นที่จะช่วยจัดเตรียมงาน นางก็ไม่รู้สึกแปลกใจอะไรและเก็บสีหน้าอย่างรวดเร็วจากนั้นก็หันหลังกลับเพื่อเชิญพ่อกับแม่และพี่ชายพี่สะใภ้ให้ไปคำนับท่านลุงอวิ๋นและคนอื่นๆก่อน

            ผู้อาวุโสติงและแม่นางหลี่ว์ไม่เห็นท่าทีผิดปกติของบุตรสาวพวกเขาคิดไปถึงเมื่อก่อนที่พวกเขามาเยี่ยมหลายครั้งสกุลอวิ๋นก็ปฏิบัติต่ออันเกอเอ๋อร์ด้วยความรักและความเอ็นดูพวกเขาจึงฝืนยิ้มออกมาและฝังความสงสัยเอาไว้ในใจ

            พี่ใหญ่สกุลติงเป็นคนซื่อๆขอเพียงน้องสาวและหลานชายมีชีวิตที่ดี เขาเองก็มีความสุขและไม่ได้คิดอะไรมากมายส่วนพี่รองก็แอบเปรียบเทียบในใจและเดินตามบิดากับมารดาไปข้างหน้าตั้งนานแล้วเหลือไว้เพียงแม่นางหลิวและแม่นางหวัง ทั้งสองนางสบตากันและในแววตาต่างก็มีความอิจฉามากกว่าความสงสัย

            แต่ไม่ว่าจะอย่างไรทุกคนต่างก็คำนับพูดคุยยิ้มแย้มด้วยกัน และดูมีชีวิตชีวาเป็นอย่างมาก

            ผ่านไปไม่ทันไรก็ถึงเวลาเที่ยงตรงอันเกอเอ๋อร์ที่ถูกจับให้แต่งตัวอย่างพิถีพิถันก็ถูกอวิ๋นอิ่งอุ้มออกมาจากห้อง

            เจ้าเด็กตัวอ้วนที่เดิมทีคิ้วหนาตาโต ปากแดงและฟันขาว ยามนี้เมื่อใส่เสื้อและกางเกงผ้าฝ้ายพร้อมใส่หมวกกลมทรงจีนโบราณที่ปักด้วยด้ายทองบนหน้าอกของเขายังมีสร้อยทองคำเส้นใหญ่ที่มีจี้หยกห้อยอยู่บนนั้นและเขาก็สวมรองเท้าที่เป็นรูปหัวเสือดูแล้วช่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายของชนชั้นสูงอย่างมาก

            เดิมทีแม่นางหวังตั้งใจจะเอาใจจึงหมายจะเดินไปข้างหน้าเพื่อรับอันเกอเอ๋อร์มาถึงแม้ติงเหว่ยสองแม่ลูกจะอยู่ที่จวนสกุลอวิ๋น แต่ความจริงแล้วก็เป็นสกุลติงนางไม่อยากให้อันเกอเอ๋อร์เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่เกินไปในขณะที่นางกำลังลังเลอยู่ครู่หนึ่งลุงอวิ๋นกลับหัวเราะคิกคักก้าวไปข้างหน้าและอุ้มอันเกอเอ๋อร์ไป

            “โอ้โหอันเกอเอ๋อร์วันนี้แต่งตัวดูดีทีเดียวเชียวมีกลิ่นอายของชนชั้นสูงเช่นนี้แหละถูกแล้ว!”

            ผู้อาวุโสเหว่ยมาช้าไปก้าวหนึ่งในใจเขาก็ยังไม่ยอมแพ้เมื่อได้ยินลุงอวิ๋นพูดเช่นนั้นก็รีบลากผู้อาวุโสติงไปข้างหน้าเพื่อแย่งคน “เฮ้ยข้ากับพี่ติง คนหนึ่งเป็นตาแท้ๆ อีกคนก็เป็นอาจารย์ตาแท้ๆพวกเรายังไม่ทันได้อุ้มเลยแล้วเจ้ามาร่วมสนุกอะไรกัน?”

            หลังจากพูดจบเขาก็ยื่นมือออกไป“อุ้ม” เด็กชายเข้ามา แล้วหอมแก้มแรงๆ หนึ่งทีดังนั้นเขาเองก็ยังไม่อยากจะส่งต่อไปในอ้อมแขนของผู้อาวุโสติง

            ในที่สุดผู้อาวุโสติงก็ได้อุ้มหลานชายของเขาสักทีหนวดเคราของเขายกขึ้นด้วยความดีใจ แต่เขาก็เป็นเช่นเดียวกัน ยังไม่ทันได้กอดจนหนำใจก็ถูกแม่นางหลี่ว์ที่ใจร้อนแย่งเอาไป

            “อันเกอเอ๋อร์คงจะคิดถึงยายมากเลยใช่ไหม รีบมาให้ยายกอดเร็วเข้าตัวหนักขึ้นจนเต็มไม้เต็มมือยายไปหมดแล้ว!” แม่นางหลี่ว์ตะโกนออกมาอย่างมีความสุขนางอยากจะเอาหลานชายเข้าไปไว้ในปากและกัดอย่างหมั่นเขี้ยว

            แม่นางหลิวและแม่นางหวังเห็นแล้วรู้สึกอิจฉาอยู่บ้างลูกชายและลูกสาวของพวกนางเองก็เป็นคนสกุลติงเหมือนกันแต่ไม่เห็นว่าสามีภรรยาสูงวัยคู่นี้จะหวงแหนขนาดนี้ทว่าเมื่อทั้งสองคนคิดถึงสิ่งของที่ติงเหว่ยส่งกลับบ้านทุกเดือนและมองไปที่เสื้อผ้าของอันเกอเอ๋อร์ก็รีบกลืนความอิจฉาริษยาในใจไปอย่างรวดเร็ว

            ติงเหว่ยเองก็รู้สึกว่าลุงอวิ๋นและคนอื่นๆจัดพิธีจวาโจวเล็กๆ นี้ยิ่งใหญ่เกินไป แต่มันก็เป็นความตั้งใจของพวกเขานางเองก็ไม่อาจตำหนิได้ ดังนั้นจึงยิ้มให้กับทุกคนแล้วกล่าวขอบคุณจากนั้นก็วางลูกชายไว้บนโต๊ะตัวใหญ่

            -----------------------------------------

            [1] เถียนกวา 甜瓜หมายถึงแคนตาลูป

            [2] พิธีจวาโจว 抓周หมายถึงพิธีเสี่ยงทายอนาคตเด็กตอนอายุครบขวบปีแรก โดยวันที่ทารกอายุครบหนึ่งขวบจะให้ทารกสวมเสื้อผ้าใหม่และเริ่มไหว้บรรพบุรุษบอกกล่าวบรรพบุรุษว่าทารกอายุครบหนึ่งขวบบันทึกชื่อเข้าสกุลและสวดอ้อนวอนให้ทารกเติบโตขึ้นอย่างมีสุขภาพดีจากนั้นเลือกบ้านที่มีพื้นที่กว้างขวางมากขึ้น วางโต๊ะสี่เหลี่ยมสองตัวเคียงกัน ตรงกลางปูผ้าหรือเสื่อและวางของที่เตรียมไว้สำหรับให้ทารกจับเสี่ยงทายที่ปลายด้านหนึ่งของโต๊ะในลักษณะกึ่งโค้งอีกด้านหนึ่งของโต๊ะจะปล่อยให้ทารกนั่งจับของเสี่ยงทาย และจะคาดเดาความสนใจ งานอดิเรกและอาชีพในอนาคตของทารกโดยพิจารณาจากสิ่งของที่จับได้

            [3] สิ่งล้ำค่าทั้งสี่ในห้องหนังสือ 文房四宝หมายถึงพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึก

            [4] หยกมันแพะ 羊脂玉镯 หมายถึงหยกที่มีสีขาวปนเหลืองอ่อนๆ และไม่ขาวแบบไข่ปอก หรือเรียกว่า สีมันแพะ ซึ่งนับเป็นหยกราคาสูง

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138