บทที่46
เมืองเล็กทางเหนือ
หลังจากรับประทานอาหารมื้อเย็นเสร็จสิ้นเซี่ยอันอวี่และหนานกงจิ่นอวี่ต่างก็แยกย้ายกันเข้าห้องพักผ่อนเวลาค่ำคืนผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งรุ่งสางของวันใหม่มาเยือน
แสงอาทิตย์แรกของยามเช้าส่องลอดผ่านบานหน้าต่างเรือนไม้บรรยากาศภายในจวนเจ้าเมืองยังคงเงียบสงบตามปกติ ทหารบางส่วนเริ่มต้นภารกิจประจำวันเช่นการช่วยกันขุดพรวนดินบริเวณสวนด้านหลังจวน แม้จะเป็นเพียงพื้นที่เล็ก ๆแต่ก็ถือเป็นความพยายามเล็กน้อยในการสร้างแหล่งอาหารภายในเขตเมืองที่แห้งแล้งแห่งนี้
เซี่ยอันอวี่จัดการธุระยามเช้าเสร็จสิ้นตามกิจวัตรของตนนางออกจากเรือนไม้ด้วยท่วงท่าสง่างามร่างระหงในชุดเรียบง่ายยืนอยู่ใต้เงาไม้หน้าเรือนก่อนจะเรียกหาหยางจื้อหลงที่รออยู่ไม่ไกล
“วันนี้...ข้าจะเดินสำรวจเมืองต่อ”
หยางจื้อหลงที่ยืนรอคำสั่งอยู่แล้วพยักหน้ารับอย่างไม่ลังเล เพราะเมื่อวานฮูหยินของท่านแม่ทัพได้แจ้งไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยเขาจึงเตรียมทหารและความพร้อมตั้งแต่ยามเช้า
ไม่นาน ขบวนเล็ก ๆของเซี่ยอันอวี่ก็มุ่งหน้าออกจากจวนเจ้าเมืองอีกครั้งเริ่มต้นการสำรวจเมืองในวันที่สองท่ามกลางแสงแดดอ่อนยามเช้าและสายลมแห้งผากที่พัดผ่าน
ส่วนทางด้านของหนานกงจิ่นอวี่...แม่ทัพหญิงได้ออกเดินทางออกนอกเมืองไปตั้งแต่เช้าตรู่ปล่อยให้เซี่ยอันอวี่จัดการสำรวจเมืองตามความตั้งใจของนาง
วันนี้...ทุกอย่างยังคงไม่ต่างจากเมื่อวานนัก
เซี่ยอันอวี่เดินผ่านถนนสายเก่าพบเจอบ้านเรือนที่ทรุดโทรมและพังทลาย ซากอาคารที่เคยโอ่อ่า บัดนี้เหลือเพียงเศษซากของอารยธรรมที่หลงเหลือจากอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อนผู้คนที่พบเจอก็ยังคงมีสภาพไม่ต่างจากเดิม... ร่างผอมแห้ง ดวงตาว่างเปล่าราวกับเป็นเงาของผู้รอดชีวิตที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด
แต่สิ่งที่แตกต่างจากเมื่อวานคือวันนี้... เซี่ยอันอวี่ได้มีโอกาสเดินทางไปยังจุดสำคัญแห่งหนึ่งของเมือง
บ่อน้ำโบราณ
บ่อน้ำขนาดใหญ่ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองรายล้อมด้วยกำแพงหินเตี้ย ๆ ที่ก่อขึ้นอย่างแข็งแรง แม้จะผ่านกาลเวลามายาวนานแต่บ่อน้ำแห่งนี้ยังคงคงสภาพได้ดีด้านล่างสุดของบ่อเต็มไปด้วยน้ำใสสะอาดซึ่งผุดขึ้นมาจากแหล่งน้ำบาดาลใต้ดิน
เซี่ยอันอวี่ยืนมองบ่อน้ำด้วยสายตาครุ่นคิดดวงตาคู่งามกวาดมองไปรอบ ๆ บริเวณพลางสังเกตเห็นว่ามีชาวบ้านบางส่วนกำลังมาตักน้ำอย่างเป็นระเบียบ แม้จะดูอ่อนแรงแต่พวกเขาก็รู้ดีว่านี่คือเส้นชีวิตเพียงหนึ่งเดียวของเมืองแห่งนี้
สายลมร้อนพัดผ่านปลายผมของนางเซี่ยอันอวี่อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจในใจ
‘ภายในดินแดนที่กว่าแปดส่วนเป็นทะเลทราย...ยังมีบ่อน้ำขนาดใหญ่อยู่ได้อย่างไร’
…
ห่างออกไปทางทิศเหนือของเมืองกู่หลิงซา
ณ ดินแดนแห้งแล้งแห่งหนึ่ง เมืองซวีหลาน เมืองขนาดเล็กที่ครั้งหนึ่งเคยมีชีวิตชีวา แต่บัดนี้เหลือเพียงซากปรักหักพังไร้วี่แววผู้คน
กำแพงเมืองที่เคยยิ่งใหญ่ถูกทลายลงจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมร่องรอยความเสียหายจากการโจมตีของพวกสัตว์อสูรปรากฏให้เห็นทั่วทั้งบริเวณเศษซากอาคารและบ้านเรือนกระจัดกระจายไปทั่ว เมืองทั้งเมืองราวกับถูกกาลเวลากลืนกินเหลือเพียงเงาอดีตให้จดจำ
ในยามนี้ ภายในเมืองซวีหลานมีกลุ่มทหารในชุดเกราะสีดำสนิทราว 20 นายกำลังเคลื่อนพลอย่างระมัดระวัง พวกเขาเดินสำรวจไปตามซากถนนและอาคารที่พังทลายสายตาทุกคู่จับจ้องไปรอบทิศด้วยความระแวดระวัง
นี่คือทหารของ หนานกงจิ่นอวี่แม่ทัพผู้แข็งแกร่งที่นำกองกำลังเข้าสำรวจซากเมืองแห่งนี้หลังจากได้รับรายงานเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของพวกสัตว์อสูรและพ่อค้าทาสในเขตแดนใกล้เคียง
บนหลังคาอาคารสูงเพียงหนึ่งในไม่กี่แห่งที่ยังคงสภาพอยู่ได้ร่างสง่างามในชุดเกราะดำของหนานกงจิ่นอวี่ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางสายลมแรงที่พัดผ่านซากเมือง
หนานกงจิ่นอวี่กวาดสายตาคมกริบมองไปรอบบริเวณเฝ้าสำรวจภาพความพังพินาศตรงหน้า ดวงตาของหนานกงจิ่นอวี่ไร้ซึ่งความหวั่นไหวราวกับคุ้นชินกับภาพเช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วน
เสียงเกราะกระทบกันเบา ๆดังขึ้นจากด้านหลัง
ไม่นาน...ร่างของบุรุษผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนหลังคาข้างกายหนานกงจิ่นอวี่เขาสวมชุดเกราะสีดำเช่นเดียวกัน เส้นผมยาวถูกรวบตึงอย่างเรียบร้อยใบหน้าหล่อเหลาคมเข้ม แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือดวงตาของเขาข้างหนึ่งเป็นสีน้ำเงินเย็นเยียบ อีกข้างหนึ่งแดงฉานดั่งเปลวเพลิง
เขาคือ เหยียนฟางนายทหารคนสนิทของหนานกงจิ่นอวี่
สายลมแห้งแล้งพัดผ่านหลังคาอาคารสูงเศษฝุ่นและทรายปลิวว่อนรอบร่างของสองนายทัพที่ยืนอยู่ท่ามกลางซากเมือง
หนานกงจิ่นอวี่กอดอกพลางกวาดสายตามองรอบบริเวณก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงความหนักแน่น
“...สำรวจแล้วเป็นอย่างไรบ้าง?”
เหยียนฟางที่ยืนอยู่ด้านหลังขยับก้าวเท้าออกมาข้างหน้าอย่างมั่นคงมือขวาของเขายื่นม้วนไม้ไผ่เล่มหนึ่งส่งให้โดยไม่ต้องกล่าวคำใด
หนานกงจิ่นอวี่เหลือบมองเพียงครู่ก่อนจะเอื้อมมือไปรับม้วนนั้นมาอย่างสง่างาม นิ้วเรียวยาวคลี่ม้วนไม้ไผ่ออกช้า ๆดวงตาคมกริบจับจ้องตัวอักษรและแผนผังที่ปรากฏอยู่บนแผ่นไม้
เหยียนฟางเอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำขณะสายตายังคงมองไปยังขอบฟ้าที่เต็มไปด้วยเงาทราย
“ดูเหมือนจะเป็น...ข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันเมืองในช่วงที่พวกสัตว์อสูรบุกโจมตีเมื่ออดีตขอรับ”
เขาหันกลับมาสบตากับหนานกงจิ่นอวี่ก่อนจะกล่าวต่อ
“เราสามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้วางแผนรับมือในยามที่ถึงฤดูคลั่งของพวกสัตว์อสูรได้”
หนานกงจิ่นอวี่กวาดตามองตัวอักษรโบราณและแผนผังต่างๆ บนม้วนไม้ไผ่อย่างละเอียด ดวงตาของนางฉายแววพึงพอใจเล็กน้อยเมื่อพบว่าเนื้อหาภายในบันทึกนั้นกล่าวถึงจุดเด่นและจุดอ่อนของสัตว์อสูรหลากหลายสายพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในทะเลทรายทั้งยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการตั้งรับ การจัดวางกำลังพลและวิธีรับมือกับรูปแบบการโจมตีที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นวัฏจักร
เรียกได้ว่า...นี่คือสมบัติล้ำค่าสำหรับผู้ที่ต้องปกป้องเมืองจากหายนะเช่นนี้
หนานกงจิ่นอวี่พยักหน้าอย่างพอใจก่อนจะม้วนไม้ไผ่เก็บไว้ในอกเสื้อด้วยท่าทีเรียบร้อยนางเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก่อนจะเอ่ยถามต่อด้วยน้ำเสียงเย็นนิ่ง
“นอกจากสิ่งนี้...ยังมีอะไรอีกหรือไม่?”
เหยียนฟางพยักหน้าเขาสาวเท้าเข้ามาใกล้อีกเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมแต่แฝงความตื่นเต้นเล็กน้อยในถ้อยคำ
“ข้าพบ...บันทึกข้อมูลสำคัญอีกชิ้นหนึ่งขอรับ เป็นบันทึกที่ค่อนข้างมหัศจรรย์”
เขาหยุดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ สีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจัง“เพียงแต่มันเสียหายไปมาก จากการโจมตีของพวกสัตว์อสูรคำบางส่วนเลือนรางจนแทบอ่านไม่ออก”
หนานกงจิ่นอวี่เลิกคิ้วเล็กน้อยดวงตาฉายแววสนใจ ขณะที่เหยียนฟางกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“แต่ข้าสามารถถอดความออกมาได้บางส่วน...”
เขาหันไปสบตากับท่านแม่ทัพโดยตรงก่อนจะกล่าวคำสำคัญออกมา
“มันกล่าวถึง...ดอกไม้ชนิดหนึ่ง ที่มีคุณสมบัติในการขับไล่พวกอสูรทะเลทรายบางสายพันธุ์ได้”
หนานกงจิ่นอวี่หรี่ตาลงทันทีเมื่อได้ยินคำพูดนั้นริมฝีปากเอ่ยเสียงต่ำเป็นเชิงสงสัย
“...หืม?”