เกิดใหม่... เป็นมาเฟียในกะลาแลนด์

    บทที่ 5 แผนการ (100%)

            ผมไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปนานแค่ไหนภายในห้องลับที่แสงสว่างส่องไม่ถึงห้องนี้ มันไม่มีทั้งเสียงนก เสียงคนและเสียงปลุกของนาฬิกา ราวกับว่าเวลาได้หยุดเดิน ทั้งที่ไม่ใช่ทุกอย่างนอกห้องยังคงดำเนินไปตามวิถีทางของมัน

            "10 โมงแล้วเหรอเนี่ย"ผมผุดลุกขึ้นนั่ง มองนาฬิกาข้อมือ แล้วมองมือสองข้างที่ไม่คุ้นตา กำแบกำแบมันอยู่หลายครั้ง เหมือนอยากพิสูจน์ให้มั่นใจอีกครั้งว่าผมควบคุมมันได้จริงๆ

            "ได้เวลาทำงานแล้วสินะ"

            โน้ตบุ๊กภายในห้องคือเป้าหมายถัดไปของผมผมกำลังจะทำอะไรน่ะเหรอ... เดี๋ยวก็รู้

            "หึ...เป็นตาแก่ที่หัวสมัยใหม่จริงๆ"ผมมองหน้าจอโน้ตบุ๊กซึ่งมีข้อมูลทุกอย่างที่ผมต้องการไม่ว่าจะเป็นบัญชีธนาคารบนอินเตอร์เน็ต แบงค์กิ้ง พร้อมไอดีและรหัสผ่านยาวยืดแต่ดันบันทึกไว้บนเครื่อง รวมไปถึงข้อมูลบัตรเครดิต, PayPal, Alipay,Payoneer, Western Union

            แน่นอน... พร้อมชื่อไอดี อีเมลและรหัสผ่าน ที่แค่คลิกเมาส์ไม่กี่ครั้งก็โยกย้ายถ่ายเทเงินในบัญชีไปไว้ที่อื่นได้ที่สำคัญคือ มีบัญชีธนาคารชื่อนายตองเก้าซึ่งมีเงินนอนรออยู่ในนั้นเป็นตัวเลข 6หลัก

            "ฟอกเงินเก่งซะด้วย"ผมยิ้มชมจากใจ หลังค้นพบว่าเงินในบัญชีของนายตองเก้าที่งอกขึ้นมาผูกกับร้านค้าออนไลน์ที่ตาแก่โอนจ่ายซื้อของเป็นประจำ แต่สำหรับผม...มันมีช่องทางให้เงินงอกได้มากกว่านั้น

            "ไม่เป็นไรครับผมต้องการเทรดเอง"

            หลังสมัครบัญชีเทรดหุ้น สกุลเงิน ทองคำและน้ำมัน ทางบริษัทโบรกเกอร์ก็โทรมาเสนอความช่วยเหลือให้กับมือใหม่แต่บังเอิญผมไม่ใช่มือใหม่ โชคดีที่ความทรงจำเก่าๆ ตอนเป็นมนุษย์ยังหลงเหลือ และผมมั่นใจว่าผมสามารถสร้างเงินจำนวนมหาศาลได้จากเมาส์ในมือ

            หลังจากนี้ไม่เกิน 1 เดือนชื่อของผมจะต้องดังไปเข้าหูรัฐบาลกะลาแลนด์ แต่... ไม่ใช่จากการเป็นนักเทรดหุ้น

            ตู๊ดดดดด...

            เสียงบางอย่างดังมาจากด้านนอกห้องทำให้ผมต้องลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินไปสแกนลายนิ้วมือที่หน้าประตูเพื่อให้มันเปิดออกก่อนจะพบว่าต้นเสียงคือสปีกเกอร์โฟนที่เชื่อมต่อกับห้องทำงานข้างบน

            "เงินค่าอาหารพนักงานหมดแล้วกรุณาโอนให้ด้วยครับ"

            เสียงของนายปันผลดังขึ้นทันทีที่ผมเปิดโหมดลำโพงโดยมีแบคกราวนด์เป็นเสียงพูดคุยจ้อกแจ้กจอแจของคนในห้อง

            "ต้องโอนเท่าไหร่?"

            คำถามของผมทำให้เดซิเบลเสียงแบคกราวนด์ดังเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า

            "นายใหญ่ไปไหน?" นายปันผลย้อนถามกลับมาโดยไม่ได้ตอบคำถามของผม

            "ตาแก่ตายไปแล้ว"ผมตอบด้วยน้ำเสียงปกติแต่ดูเหมือนมันจะยิ่งทำให้เสียงแบคกราวนด์ข้างหลังนายปันผลดังขึ้นอีก

            "เฮ้ย! เงียบๆ กันหน่อย" คนทางนั้นสวนขึ้นเสียงเข้มซึ่งก็เป็นไปตามคาดที่เสียงซึ่งดังประสานจนฟังไม่ได้ศัพท์ภายในห้องเงียบสนิทแทบจะในทันที

            "หมายความว่ายังไงนายใหญ่เป็นอะไรตาย ศพอยู่ที่ไหน?" คำถามที่ผมยังไม่ได้คิดคำตอบดังตามมารัวๆ

            "นายคิดว่ายังไงล่ะ?"

            จริงอยู่ที่ผมอยากรู้คำตอบของอีกฝ่ายแต่ถ้าพูดกันตามตรงจะให้ผมตอบว่าร่างตาแก่โดนพลังของหัวหน้ายมทูตสลายเป็นธุลีไปแล้วหรือวิญญาณที่ตาแก่สูบเข้าไปให้ตัวเองเป็นอมตะ ถูกส่งไปพิจารณาโทษจนหมดร่างหงำเหงือกนั่นเลยสลายไป ก็คงจะไม่ได้

            "ฉันคิดว่าควรได้คำตอบจากนาย เพราะนายคือคนที่น่าจะรู้ดีที่สุด"

            น้ำเสียงของนายปันผลทำให้ผมรู้สึกเหมือนเป็นฆาตกรที่กำลังถูกตำรวจสอบปากคำแต่บังเอิญผมไม่ใช่ฆาตกรในคดีนี้ หัวหน้านับเงินต่างหาก

            "ผมมีให้นายแค่ใบโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สมบัติของตาแก่ถ้าอยากรู้มากกว่านี้ นายคงต้องไปถามยมทูตเอาเอง"

            คำตอบของผมทำให้คนคนนั้นเงียบไปเป็นโอกาสให้ผมถามย้ำถึงเรื่องที่น่าจะสำคัญกว่าอย่างน้อยก็สำหรับการดำรงชีวิตของคนจำนวนหลายสิบในห้องห้องนั้น

            "จะให้ผมโอนเงินค่าอาหารไปให้ยังไงเท่าไหร่?"

            สิ้นเสียงตั้งคำถามของผมเสียงไม่พึงประสงค์ก็ดังแทรกขึ้นมาแทนเสียงของคนที่ควรตอบ

            "โอนมาสักแสนก็ได้อุตส่าห์ได้สมบัติทั้งที ไม่คิดจะเลี้ยงเพื่อนฝูงเลยหรือไงวะ จริงไหมพวกเรา?"ต้นเสียงที่คุณก็รู้ว่าใครร้องถามสมัครพรรคพวกที่ล้วนเข้าใจว่าพวกเขาคือเพื่อนของผมก่อนที่เสียงเฮนับสิบจะดังตามมา

            "ผมจะเลี้ยงเฉพาะคนที่มีหลักฐานความเป็นเพื่อนถ้าพวกนายมั่นใจว่าตัวเองเหมาะสมกับคำว่าเพื่อน ก็ลองว่ามาแต่ถ้าผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่ พวกนายคงต้องไปหาข้าวกินเอาข้างหน้า"

            เปล่าเลย... นี่ไม่ใช่คำขู่และไม่ใช่แค่คำพูดเพ้อเจ้ออย่างที่เจ้าของเสียงหัวเราะบางเสียงเข้าใจ

            "แหม... ใหญ่โตจังนะคิดว่ารวยแล้วพวกกูจะก้มหัวให้หรือไงวะ"

            คำพูดถากถางที่ดังสวนทำเอาผมอยากดัดสันดานใครสักหลายๆ คนขึ้นมาทันที

            "ก็แล้วแต่จะคิดผมไปบังคับให้คุณอยู่ที่นี่หรือไง ถ้าคิดว่าปีกกล้าขาแข็งในกัมพูชา ก็ไปสิผมอนุญาต"

            เสียงโวยวายล้มโต๊ะเก้าอี้และขว้างปาข้าวของ ดังประท้วงคำพูดเมื่อครู่ของผมตามมาด้วยเสียงเปิดประตูห้องกระแทกผนัง และเสียงฝีเท้านับสิบที่กรูกันออกไปแล้วผมก็ยืนฟังมันจนเสียงทั้งหมดเงียบลง คล้ายจะหลงเหลือเพียงความว่างเปล่า

            ...อันที่จริงผมตั้งใจว่าจะเลือกนายปันผลกับนายหัวเจลมาช่วยงานแต่ก็ช่างมันเถอะ

            "ยังฟังอยู่รึเปล่า ฉันจะบอกเลขบัญชีธนาคารค่าอาหาร 3 มื้อ วันละ 72,000 เรียลกัมพูชาต่อคน จะโอนรายวันรายอาทิตย์ หรือรายเดือนก็แล้วแต่นาย ถ้าโอนเพิ่มให้จะดีมาก" เสียงของนายปันผลที่ดังผ่านสปีกเกอร์โฟนทำเอาผมถึงกับชะงัก

            "อย่าลืมค่าเก้าอี้ผมล่ะ" เสียงคุ้นหูอีกเสียงดังตามมาติดๆ และมันก็ทำให้ผมอดยิ้มออกมาไม่ได้

            "เหลือกี่คน?" ผมไม่ได้ถามเพื่อคำนวณหาค่าอาหารทั้งหมดแต่ถามเพื่อประมวลผลในการหาวิธีจัดการกับคนที่ไม่ได้อยู่ที่นี่

            "สองคน"

            คำตอบที่ได้ยินทำให้ผมยิ้มออกมาอีกครั้งบททดสอบและเกมล่าแม่มด... กำลังจะเริ่มต้นขึ้นหลังจากนี้

            "เอาบัตรเครดิตให้ฉันทำไม?"นายปันผลนิ่วหน้าถามเมื่อเห็นผมเข้ามาในห้องแล้วยื่นบัตรเครดิตให้แทนการโอนเงิน

            "ผมเทรดหุ้นอยู่ไม่สะดวกโอน" ผมตอบสั้นๆ แบบไม่ให้ความกระจ่างซ้ำยังอาจเกิดคำถามตามมาอีกนับไม่ถ้วน ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่ได้เตรียมคำตอบใดๆ ไว้

            "งั้นถ้าซื้อข้าวกับเก้าอี้แล้วจะเอามาคืน"

            คำตอบที่ปราศจากคำถามทำเอาผมรู้สึกแปลกใจนิดหน่อยตรงข้ามกับนายหัวเจลที่ดูจะพอใจมากกับคำว่าเก้าอี้ในประโยคคำพูดนั้น

            "ไม่ต้องเอาไว้ที่นายนั่นแหละ" ผมเริ่มต้นบททดสอบที่อาจจะต้องใช้เวลายาวนานสักหน่อยกว่าจะตัดสินได้ว่าผ่านหรือไม่

            "แล้วนายจะกินอะไรฉันจะซื้อเข้ามาให้" คำถามที่คาดไม่ถึงทำเอาผมชะงักไปอีกครั้ง

            "อะไรก็ได้ที่นายคิดว่าผมควรจะกิน"

            นี่ไม่ใช่แบบทดสอบแต่เป็นการด้นสดที่ผมค่อนข้างคาดหวังกับผลลัพธ์ของมันอยู่บ้างทว่าเมื่อกลับลงมาที่ห้องใต้ดินข้างล่าง สิ่งเดียวที่ดึงความสนใจของผมได้ก็ยังคงเป็นการเทรดหุ้นเหมือนเดิม จนกระทั่ง...

            ตู๊ดดดดด...

            เสียงสปีกเกอร์โฟนที่ผมย้ายตำแหน่งของมันมาตั้งไว้ข้างโน้ตบุ๊กดังขึ้นเป็นสัญญาณการติดต่อมาของคนคนนั้น

            "ฉันซื้อข้าวของนายมาแล้วจะให้เอาไปให้ยังไง?" หมอนั่นพูดโดยมีเสียงถุงพลาสติกในมือดังลอดเข้ามาด้วย

            "ลงมาหาผมข้างล่างผมมีงานให้พวกนายทำ" ผมตอบโดยที่ตายังคงมองหน้าจอโน้ตบุ๊กและมือยังคงจับเมาส์

            "แล้ว... เก้าอี้?"

            เสียงของนายหัวเจลดังแทรกขึ้นน้ำเสียงบ่งบอกว่ากำลังรู้สึกเสียดาย ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเสียดายเก้าอี้หรือเสียดายเงินค่าเก้าอี้

            "ถ้านายรักมันมากจะเอามันลงมาด้วยก็ได้" ผมคิดว่าคงมีแค่คนบ้าที่เห็นบันไดทางขึ้นลงชั้นใต้ดินแล้วยังดันทุรังหอบเก้าอี้ติดตัวเหมือนมันเป็นอวัยวะส่วนหนึ่ง แต่ผมคงคิดผิดหรือไม่... ผมก็อาจกำลังรับคนบ้าเข้ามาทำงานก็ได้

            "ขอจองที่ตรงนั้นนะ น่าจะสบาย"นายหัวเจลนั่งลงบนเก้าอี้เกมมิ่งที่ผมไม่รู้ว่าทั้งคู่ไปสรรหามาจากไหนก่อนจะใช้เท้าสไลด์ให้มันพาตัวเองไปซุกอยู่ตรงมุมห้องดูเหมือนหาที่พักผ่อนมากกว่าที่นั่งทำงาน

            "ตามสบายผมกินข้าวแล้วจะออกมาคุยเรื่องงาน"ผมบอกทั้งคู่ก่อนจะกลับเข้ามานั่งกินสเต็กกับสลัดตรงหน้าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กจริงอยู่ที่ตลาดหุ้นปิดแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะต้องว่างงาน

            "อวดคุณสมบัติ 18 มงกุฎกันขนาดนี้คงแก้ตัวไม่ได้หรอกมั้ง... ว่าโดนเขาหลอกมา"ผมยิ้มให้กับไฟล์ใบสมัครทั้งหมดในโฟลเดอร์เอกสารพนักงานซึ่งถ้าไม่ใช่ฝีมือการรวบรวมของตาแก่ ก็คงเป็นนายก้อนดิน แฝดนรกของยมทูตก้อนหินร่างใหม่ที่ตาแก่เคยหมายตาไว้ แต่ดันถูกน้องชายส่งลงนรกไปเสียก่อน

            "ขอให้สนุก... กับการถูกล่า"

            แค่ไม่กี่คลิกภาพใบสมัครงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์เกือบทั้งหมดก็ถูกปล่อยลงบนโลกออนไลน์แน่นอนว่าผมแยกไฟล์ใบสมัครของนายปันผลกับนายหัวเจลไว้ก่อนหน้านี้แล้วแต่ถ้าวันไหนใครคนหนึ่งเกิดไม่ผ่านการทดสอบขึ้นมาก็อาจมีโอกาสได้ใช้ชีวิตโลดโผนในกัมพูชาแบบเดียวกับคนพวกนี้

            "คร่อกกกก..."

            ถึงจะอ่านสิ่งที่ถูกเขียนลงไปบนใบสมัครแบบคร่าวๆแล้ว ผมก็ตั้งใจจะพูดคุยกับทั้งคู่ให้รู้นิสัยใจคอ เพื่อจะได้ใช้คนให้ถูกงานแต่ดูเหมือนเสียงกรนที่ดังมาเข้าหู ทันทีที่ประตูห้องเปิดออกจะบ่งบอกว่าผมปล่อยให้พวกเขารอนานเกินไป

            "เฮ้ย! ตื่นได้แล้ว"นายปันผลที่นั่งอยู่ตรงโซฟา ปลุกนายหัวเจลด้วยการถีบเก้าอี้ให้หัวที่กำลังสัปหงกไปกระแทกกับผนังห้อง

            "ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อมะเขือแกงไก่!!"นายหัวเจลลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ พร้อมกับร้องเพลงออกมา 1 ประโยค

            "กินข้าวไม่อิ่มเหรอ?"ผมถามให้แน่ใจว่าหมอนี่ฟั่นเฟือนจากการกระแทก หรือเป็นแต่กำเนิด

            "เปล่า มันเป็นสไตล์"

            คำตอบที่ได้รับกับรอยยิ้มภาคภูมิทำให้ผมมั่นใจแล้วว่ากำลังจะได้ลูกน้องแบบไหนเข้ามาทำงาน

            "ดี!งั้นผมจะขอสัมภาษณ์พวกนายสักหน่อย เผื่อจะได้หางานให้ถูก"ผมนั่งลงตรงโซฟาฝั่งตรงข้ามกับนายปันผลขณะที่นายหัวเจลรีบสไลด์เก้าอี้มานั่งทำตาเป็นประกายอยู่ข้างโซฟา

            "พวกเราไม่ต้องทำงานคอลเซ็นเตอร์แล้วหรือไง?"นายปันผลเป็นฝ่ายถามขึ้นก่อนที่ผมจะทันได้สัมภาษณ์อะไร

            "แก๊งคอลเซ็นเตอร์มันจบไปตั้งแต่ตาแก่ตายแล้วถ้าพวกนายอยากกลับไปทำอีก ก็คงต้องไปหาแก๊งใหม่เอง"ผมถามหยั่งเชิงดูแนวความคิด เผื่อว่าพวกเขาจะอยากหยุดอยู่แค่การหลอกเอาเงินคนอื่นและไม่ได้ต้องการชั่วช้าไปมากกว่านี้

            "งั้นก็เริ่มสัมภาษณ์เลยฉันจะได้รู้ว่านายอยากส่งฉันไปทำอะไร"

            สีหน้าท่าทางของนายปันผลไม่แสดงออกถึงความรู้สึกใดๆเหมือนเคย ต่างจากนายหัวเจลที่ยังนั่งตาเป็นประกายตลอดเวลาทั้งที่ไม่รู้ว่าตัวเองจะถูกส่งไปตักขี้หมูที่ไหนหรือเปล่าดูเหมาะกับงานที่ต้องใช้คนสติเกินร้อยดี

            "แนะนำตัวให้ผมฟังหน่อย หรือถ้าอยากบอกอะไรด้วยก็ว่ามา"

            นั่นคือคำถามที่ผมเคยได้รับจากฝ่ายบุคคลของบริษัทแห่งหนึ่งและยังจดจำมันได้ดี เพียงแต่...คำตอบที่ผมคาดหวังคงไม่เหมือนกับคำตอบที่พวกเขาคาดหวัง

            "ชื่อปันผล อายุ 22 ปีภูมิลำเนาอยู่ที่ไทย แต่มาทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์เพราะร้อนเงิน ขับรถได้ ยิงปืนได้มีใบขับขี่ทุกประเภท ไม่มีใบอนุญาตพกพาและใช้อาวุธปืน ไม่เกี่ยงงานแต่พิจารณางานจากฐานเงินเดือน"

            ประโยคปิดท้ายการแนะนำตัวของนายปันผลฟังดูย้อนแย้งแต่ก็ไม่ได้เกินความคาดหมายของผมสักเท่าไหร่

            "ชื่อปริ่ม แต่เพื่อนเรียกสมมึนอายุ 21 บ้านอยู่ไทย มาทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์เพราะหนีทหาร ขับรถไม่ได้ยิงปืนไม่เป็น เพราะไม่มีคนสอน ไม่มีใบขับขี่ ไม่มีใบอนุญาตพกและใช้อาวุธปืนไม่เกี่ยงงาน ขอแค่กินอิ่ม นอนหลับ มีมือถือไว้เล่นเกมแต่ถ้ามีเงินไว้ซื้อเครื่องเกมกับทีวีด้วยจะดีมาก"

            การแนะนำตัวของนายหัวเจล ฟังดูเป็นคนสมถะและติดเกมดีแต่แค่นี้ยังไม่เพียงพอที่ผมจะจัดสรรงานให้ได้

            "เรื่องชั่วๆที่พวกนายไม่คิดจะทำมีอะไรบ้าง?" ผมเริ่มคำถามถัดไปที่ค่อนข้างมั่นใจว่าไม่มีฝ่ายบุคคลบริษัทไหนเคยถามมาก่อน

            "ทุกเรื่องที่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับคนในครอบครัวของฉัน"

            คำตอบของนายปันผลทำให้ผมต้องขัดจังหวะนายหัวเจลที่กำลังจะอ้าปากตอบ

            "คำว่าครอบครัวของนายหมายถึงใคร?"ผมย้ำเสียงเข้มเป็นสัญญาณว่าให้ลงรายละเอียดทั้งหมดเพราะนั่นคือสิ่งที่ผมจำเป็นต้องรู้

            "แม่กับน้อง"

            แววตาระหว่างแจกแจงความหมายคำว่าครอบครัวของหมอนั่นสั่นไหวนิดหนึ่ง ก่อนจะกลับเป็นปกติในไม่กี่วินาที ต่อไปเป็นตานายหัวเจลตอบคำถาม

            ...ทำไมผมถึงไม่เรียกปริ่มหรือสมมึนงั้นเหรอ ก็แค่ไม่อยากเรียกไง

            "ชั่ว?" จู่ๆนายหัวเจลก็ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดขึ้นมากับคำคำนั้นในประโยคคำถาม "คืออะไร?ดีดไข่เพื่อนเหรอ?" หมอนั่นหัวเราะขำปิดท้าย "ดีดมาก็บีบกลับ ง่ายจะตาย"

            คำพูดที่บ่งบอกว่าสามารถชั่วได้แบบไม่จำกัดลิมิตดูไม่ค่อยเข้ากับหมอนั่นสักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่เป็นไรผมจะไม่ตัดสินคนจากระดับความล้นของสติปัญญา

            "บอกเงินเดือนและสวัสดิการที่พวกนายต้องการมา"นี่ไม่ใช่คำถามสุดท้าย แต่มันก็อาจจะเป็นคำถามที่ใช้ตัดสินใจจ้างงานก็ได้

            "ฉันรับจ้างทำงานเป็นชิ้นค่าจ้างขึ้นอยู่กับความยาก ฉันระบุไม่ได้ ส่วนสวัสดิการก็แล้วแต่เลย"นายปันผลเป็นฝ่ายตอบก่อน เหมือนไม่แคร์ถ้าจะถูกลอกดูท่าว่าหมอนี่จะเน้นตัวเงินเป็นพิเศษสมกับที่บอกว่าร้อนเงินแต่นั่นยังไม่ใช่คำตอบที่ผมต้องการ

            "นายอาจจะเป็นมือปืนรับจ้างได้แต่นายอยากเป็นแท็กซี่ด้วยหรือไง ผมต้องเอามิเตอร์ติดรถไว้เพื่อนายงั้นเหรอ?"ผมเลิกคิ้วถามด้วยสีหน้าที่มั่นใจว่าไร้ความรู้สึกพอกัน

            "งานขับรถของนายคงไม่ใช่แค่ขับรถไปกลับบ้านที่ทำงาน แวะห้าง เข้าผับหรอกมั้ง โดยเฉพาะถ้ามีไอ้หมอนี่ไปด้วย"หมอนั่นพยักพเยิดหน้าไปทางว่าที่เพื่อนร่วมงานข้างๆที่กำลังนั่งแคะขี้มูกขี้ฟันด้วยเล็บนิ้วก้อยข้างขวาเหมือนไม่ได้แคร์ว่าคนสัมภาษณ์จะหักคะแนนหรือเปล่า

            "ผมจะจ้างนายขับรถเดือนละห้าหมื่นบาทเริ่มตั้งแต่เดือนหน้า ส่วนเดือนนี้นายมีหน้าที่สอนหมอนี่ยิงปืนให้คล่องค่าจ้างเรียกมาตามที่เห็นสมควร อุปกรณ์ทั้งหมดผมจะเป็นคนจัดหา"ผมสรุปรายละเอียดการจ้างงาน เพียงแต่นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมด

            "โอเค... ถ้าฉันเรียกแพงก็โทษมันแล้วกันที่สอนยากสอนเย็น"นายปันผลชำเลืองมองว่าที่นักเรียนยิงปืนในความดูแล ด้วยความมั่นใจว่าอีกฝ่ายจะต้องบ้าคูณสองดื้อคูณสาม และสร้างปัญหาคูณสี่

            "นายก็สอนแบบสบายๆ สิจะสอนยากสอนเย็นทำไม" นายหัวเจลโพล่งขึ้นระหว่างปั้นขี้มูกรวมกับขี้ฟัน

            "ถ้านายให้ฉันอัดหมอนี่ได้ฉันจะลดค่าจ้างให้เป็นพิเศษเลย" นายปันผลหันมาบอกผม ท่าทางหงุดหงิด

            "ถ้าอัดแล้วหมอนี่ยิงปืนแม่นขึ้นผมก็ไม่ว่าอะไร" ผมเอนหลังพิงพนักโซฟาแล้วหันไปมองหน้านายหัวเจลเป็นสัญญาณว่ากำลังรอฟังคำตอบ ไม่ว่าเรื่องเงินเดือนสวัสดิการ หรือการฝึกยิงปืน

            "เงินเดือนไม่เน้นเน้นที่นอนนุ่มๆ อาหารจุกๆ ห้องนอนห้องน้ำส่วนตัว สวัสดิการขอทีวีกับเครื่องเกมแล้วก็กฎการแลกเปลี่ยนอย่างเท่าเทียม"

            ประโยคปิดท้ายของหมอนั่นทำให้ผมต้องตั้งคำถามเพิ่มอีก

            "กฎการแลกเปลี่ยนอย่างเท่าเทียมอะไร?"

            รอยยิ้มของนายหัวเจลผุดขึ้นบนใบหน้าทันทีที่ได้ยินคำถามของผม

            "อัดมาอัดกลับ"หมอนั่นตอบพร้อมกับฉีกยิ้มเหมือนไม่มีอะไรในคำพูด แต่ผมว่าไม่น่าใช่

            "เอาเป็นว่าผมไม่อนุญาตให้พวกเดียวกันตีกันเองถ้าอยากได้เหยื่อไว้ระบายอารมณ์ เดี๋ยวจะหาให้"ผมตัดบทก่อนจะมีเหตุการณ์ดีดไข่มา บีบไข่กลับเกิดขึ้นพร้อมสรุปผลการพิจารณาตำแหน่งงาน

            "ใน 1 เดือนนี้ผมจะจ่ายค่าสอนยิงปืนให้นาย และจะออกค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตทั้งหมดให้พวกนายจากนี้ 1 เดือน พวกนายจะได้ทั้งหมดที่เรียกร้องมา นั่นคือเส้นตายของผมส่วนเส้นตายของนาย สอนหมอนี่ยิงปืนให้ได้ภายใน 1 เดือนและนายต้องยิงปืนให้คล่องภายใน 1 เดือน มีใครจะค้าน หรืออยากถามอะไรไหม?"

            แน่นอน... ผมรับฟังทั้งลูกน้อง ลูกจ้างและเพื่อนร่วมงาน แต่นั่นก็ต้องแลกกับการทำงานให้ผมอย่างเต็มความสามารถด้วยเหมือนกัน

            "ถ้านายทำไม่ได้อย่างที่พูดล่ะ?"นายปันผลจ้องหน้าผมเขม็งเหมือนจะพิจารณางานจากนายจ้างอย่างผมด้วยอีกอย่าง

            "นายก็เอาปืนที่ผมให้ ทำตามใจซะสิแต่ถ้าพวกนายตุกติก ผมก็จะใช้ปืนที่ผมมี ทำตามใจตัวเองเหมือนกัน" ผมจ้องตอบจนคนตรงข้ามต้องเป็นฝ่ายหลบตาก่อน

            "ใครไม่เอา ผมเอา ไม่คิดเล็กไม่คิดน้อย ไม่คิดเยอะ" นายหัวเจลโพล่งขึ้นมาก่อนและดูเหมือนนั่นจะเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้นายปันผลตัดสินใจได้เสียที

            "ฉันขอดูลาดเลาก่อนแล้วกันถ้านายทำตามที่พูดได้ ฉันก็ไม่ขัดที่จะร่วมงานด้วย"

            คงไม่จำเป็นต้องบอกว่าผมเองก็รอดูผลงานของพวกเขาเหมือนกัน และแน่นอนว่าถ้าผลลัพธ์คือการทรยศ หักหลังหรือแม้แต่การทำงานกินเงินเดือนแบบเช้าชามเย็นชาม มันจะไม่จบที่กระสุนนัดเดียว

            "ข้างบนไม่ปลอดภัยคืนนี้นอนที่นี่ไปก่อน พรุ่งนี้ผมจะหาที่นอนใหม่ให้" ผมทิ้งท้ายไว้ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปที่ประตูห้อง เพื่อกลับเข้าไปทำงานต่อ

            "นายจะกินข้าวเย็นหรือเปล่าฉันจะได้ซื้อมาเผื่อ" คำถามจากนายปันผลทำให้ผมจำต้องชะงักฝีเท้า

            "ผมไม่กินข้าวเย็น"ผมตอบสั้นๆ และมั่นใจว่าได้ใจความชัดเจนเพียงพอ แต่ดูเหมือนผมจะเข้าใจผิด

            "แต่วันนี้นายพึ่งกินข้าวไปมื้อเดียว"เสียงของคนคนนั้นดังขึ้นอีก

            "แล้วแต่นายเลยถ้าอยากให้ผมกิน ก็แค่ซื้อมา"

            ดูเหมือนคำตอบสุดท้ายของผมจะทำให้หมอนั่นหงุดหงิดตรงข้ามกับนายหัวเจลที่ตาเป็นประกายขึ้นมาอีกรอบ หลังได้ยินคำว่าข้าวเย็น

            "นายไปคิดชื่อใหม่ให้ตัวเองมาด้วยถ้าคิดไม่ออก ผมจะคิดให้"ผมปิดท้ายด้วยการหันไปพูดกับเจ้าของชื่อปริ่มและสมมึนก่อนจะก้าวผ่านประตูเข้าไปในห้อง

            "ถ้าไม่ใช่วิญญาณหัวหน้าแก๊งยากูซ่าเข้าร่างผิดก็ต้องเป็นมาเฟียต่างดาวโคลนนิ่งหน้าไอ้ตองเก้าแหงๆ"

            เสียงของนายหัวเจลดังลอดผ่านประตูเข้ามาและนั่นคือสาเหตุที่ทำให้ผมต้องเปิดประตูห้องออกไปอีกรอบ

            "ต่อไปให้เรียกผมว่าไมเคิลและอย่าเรียกผมว่าตองเก้าอีก"

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่... เป็นมาเฟียในกะลาแลนด์ ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371