บทที่ 22 ผู้หญิงหน้าไม่อาย (รีไรท์)
“ฮึก หนิงจินกลัว สายตาของพี่สะใภ้ที่มองมาเหมือนจะอยากจับหนิงจินไปทำโทษ”
“อย่าคิดมากเลย ไม่มีอะไรหรอก พี่อยู่ด้วยทั้งคนจะมีใครทำอะไรหนิงจินได้”
“ฮึก แต่พี่เหวินโหร่วไม่ได้อยู่ที่บ้านตลอด ต้องออกไปหาเงินอีกไม่ใช่เหรอ แม่เองก็ต้องออกไปรับจ้างทำสวน วันไหนที่หนิงจินไม่ต้องไปโรงเรียนก็จะอยู่กับพี่เหวินฟู่และพี่…หลันฮวา”
“มีพี่เหวินฟู่อยู่ทั้งคน ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวสิ่งใดหรอก” ต้าเหวินโหร่วเอ่ยปลอบ ทว่านั่นกลับทำให้เด็กสาวร้องไห้ออกมาหนักกว่าเดิม อีกทั้งยังส่ายหน้าไปมาราวกับไม่ต้องการที่จะฟังเช่นนั้น ความหวาดกลัวก่อเกิดขึ้นมาในใจของเธอ ทั้งที่วัยนี้ไม่ควรที่จะมีความรู้สึกเช่นนั้นต่อคนในครอบครัว
“มีพี่เหวินฟู่ก็ไม่ต่างกับไม่มี ฮึก พี่เหวินฟู่เปลี่ยนไปเช่นนั้น ไม่ได้ใจดีและคอยตามใจหนิงจินเหมือนเมื่อก่อน ตั้งแต่ที่มีพี่หลันฮวาเข้ามา พี่เหวินฟู่ก็มักจะเรียกหนิงจินไปดุด่าในตอนที่ทำผิด และลงโทษเวลาที่หนิงจินไปเที่ยวเล่น แต่ถึงหนิงจินจะเที่ยวเล่นอย่างไรก็กลับมาบ้านตามเวลาที่พี่เหวินโหร่วบอก ไม่เคยเกินด้วยซ้ำ”
“ฮึก พี่เหวินฟู่ชอบลงโทษหนิงจินโดยไม่มีเหตุผลเลย” ยิ่งต้าหนิงจินเอ่ยตัดพ้อ และเล่าถึงพฤติกรรมที่แปรเปลี่ยนไปของพี่ชายใหญ่มากเท่าไหร่ก็ยิ่งร้องไห้ออกมาหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นเสียงสะอื้น
ไม่ใช่เพียงแค่เขาที่คิดไปเองว่าพี่เหวินฟู่เปลี่ยนไป แต่หนิงจินที่เป็นน้องสาวก็คิดแบบนั้นเช่นกัน
“ดึกแล้วนอนเถอะ หยุดร้องไห้ได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียนไม่ใช่หรือไง” น้ำเสียงที่เอ่ยนั้นอ่อนโยน ลากปลายนิ้วไปเกลี่ยหยาดน้ำตาที่ไหลเปื้อนออกจากพวงแก้มที่แปรเปลี่ยนไปเป็นสีแดงก่ำของต้าหนิงจิน
“ฮึก พี่เหวินโหร่วจะเดินไปส่งหรือเปล่า?”
“อืม”
“แล้วงานชิวอิกล่ะ หนิงจินจะได้ไปเที่ยวหรือเปล่า?”
ต้าเหวินโหร่วหยักยิ้ม มองผู้เป็นน้องสาวด้วยสายตาอ่อนโยนอย่างเห็นได้ชัด ร้องไห้เสียใจหนักถึงขนาดนี้ก็ยังไม่วายเป็นห่วงเรื่องไปเที่ยวอีกอย่างนั้นหรือ
“ถ้าหากเชื่อฟังพี่ เป็นเด็กดีไม่ดื้อไม่ซนที่ไหน พี่ก็จะอนุญาตให้ไป” พลันเสียงสะอึกสะอื้นที่มีหยุดชะงักลงเพียงแค่ได้ยินเช่นนั้น สองมือเล็กรีบยกขึ้นมาปาดเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของตัวเองออกลวก ๆ ก่อนที่ต้าหนิงจินจะฉีกยิ้มออกมาด้วยความดีใจ จนต้าเหวินโหร่วที่เห็นเช่นนั้นก็อดที่จะยิ้มตามไปด้วยไม่ได้
เรื่องนี้เขาคงจะไม่ปล่อยผ่านไปง่าย ๆ หนิงจินเป็นเพียงเด็กสาวที่ต้องการความรักจากครอบครัว การไปเที่ยวเล่นตามประสาเด็กนั้นไม่ใช่เรื่องที่ผิด อย่าคิดเอาสิ่งที่ตัวเองไม่เคยได้รับยัดเยียดให้ผู้อื่น หากพี่เหวินฟู่ยังเชื่อฟังคำพูดของภรรยามากเช่นนั้น จนทำร้ายคนในครอบครัว เขาเองก็จะไม่ยอม หากจะต้องแตกหักเพราะเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่เขาเองก็ช่วยไม่ได้เช่นกัน
ต้าเหวินโหร่วยังคงอยู่ในห้องนอนของต้าหนิงจิน รอจนกระทั่งน้องสาวของตัวเองหลับไปถึงได้ค่อย ๆ เดินออกมาด้วยความระมัดระวัง ชายหนุ่มปรายสายตาไปยังโถงหน้าบ้าน พี่ชายและพี่สะใภ้ของเขาคงจะเข้านอนกันแล้ว ก่อนที่เขาจะช้อนตาขึ้นมองไปยังดวงไฟด้านบนที่ยังคงเปิดสว่าง
ไม่แม้แต่จะช่วยกันประหยัดเลยด้วยซ้ำ ทั้งบนโต๊ะก็มีอาหารอีกมากมายที่ไม่รู้จักเก็บ แล้วยังกินทิ้งกินขว้างอีก
เสียงลมหายใจถอดถอนออกมาอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะเดินเก็บของเหล่านั้น ไม่ได้ปริปากบ่นออกไปเพราะถึงอย่างไร ลึก ๆ แล้วเขาก็ยังมีความนับถือพี่ชายของตนอยู่ ก่อนจะตบแต่งหลงหลันฮวาเข้ามาเป็นสะใภ้ พี่ชายของตนนั้นมีความขยันเป็นอย่างมาก ทำงานหนักเช่นเขาเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว ทว่าเมื่อหลงหลันฮวาเข้ามา กลับรู้สึกอับอายที่สามีของเธอนั้นเป็นเพียงแรงงานต่ำต้อย ที่หาเช้ากินค่ำไปวัน ๆ จนยุยงให้ต้าเหวินฟู่ออกจากงาน
แม้เถ้าแก่จะตามมาถึงที่บ้านก็ไม่ยอมออกไปพบหน้า หมกตัวอยู่แต่กับภรรยาจนในที่สุดก็ไม่มีงานให้ทำอีกหลังจากนั้น หลงหลันฮวาที่รู้ทั้งรู้ตั้งแต่ก่อนจะตบแต่งเข้ามา ว่าต้าเหวินฟู่นั้นเป็นเพียงบุคคลธรรมดาที่มีฐานะยากจนแต่ก็เลือกที่จะทำเช่นนั้น เสี้ยมยุสามีให้ทำงานอย่างอื่น เช่นเป็นนายหน้าขายที่ดินในเมืองหลวง หาทำเลเพื่อทำการค้าขาย หรืองานอื่น ๆ ที่เห็นว่าได้ผลตอบแทนเม็ดงาม แต่ก็ไม่มีสิ่งใดที่ประสบผลสำเร็จเลยสักอย่างเดียว จนต้องระเหเร่ร่อนกลับมายังบ้านเกิด แต่ก็ยังไม่คิดที่จะหางานทำเป็นชิ้นเป็นอันเสียที ส่วนหลงหลันฮวาเองก็เกียจคร้านยิ่งนัก งานการไม่คิดจะทำช่วยสามี ไม่พอยังใช้ให้สามีทำหน้าที่นั้นแทนตัวเองอีก
ยิ่งคิดก็มีแต่จะทำให้รู้สึกไม่ดีต่อคนเป็นพี่ และหากเป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ อีกไม่นานคนในบ้านก็จะไม่มีใครเคารพต้าเหวินฟู่จริง ๆ
…
เป็นอีกวันที่บรรยากาศด้านนอกช่างสดใส ลมเย็นพัดผ่าน เล็ดลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามาจนผ้าม่านสีอ่อนที่พลิ้วไสวไปตามแรงลม ปัดผ่านใบหน้าสวยจนเจ้าของใบหน้างดงามนั้นต้องลืมตาตื่นขึ้นมา หลิวไป๋ฮวาหยัดกายขึ้นนั่งบนเตียง กลุ่มผมยาวพันกันยุ่งเหยิง ดวงตาหลิวไป๋ฮวาในตอนนี้นั้นเหม่อลอยเต็มที คล้ายจะยังไม่ตื่นดีเสียด้วยซ้ำ
เนื่องจากเมื่อคืนเธอเผลอคิดมากเรื่องของต้าเหวินโหร่ว กว่าจะข่มตาหลับได้ เวลาก็ล่วงเลยไปเกือบค่อนคืนเสียแล้ว
ทั้งที่วันนี้เป็นวันชิวอิก ควรละเว้นเรื่องที่ทำให้ทุกข์ใจเพื่อเป็นการเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ เข้ามา ทว่าหลิวไป๋ฮวาผู้นี้กลับทำไม่ได้ เธอจะทำได้อย่างไรในเมื่อต้าเหวินโหร่วที่กลายเป็นศูนย์รวมความรู้สึกของเธอนั้น แสดงท่าทีห่างเหินออกมา อีกทั้งสายตาที่คล้ายจะไม่อยากมองหน้ากันนั้น เธอยังจำมันได้ฝังใจ
เมื่อวานบรรยากาศระหว่างเรามันเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นไม่ใช่เหรอ แต่ยังไม่ทันข้ามวัน ทำไมทุกอย่างถึงกลับไปย่ำแย่เช่นเดิมอีกแล้ว
เพียงแค่คิดก็รู้สึกเหนื่อยหนายใจอีกครั้ง ถ้ายังเป็นเช่นนี้อยู่แล้วเมื่อไหร่ต้าเหวินโหร่วจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมกับเธออีกครั้ง แม้จะรู้ดีว่านี่คงจะเป็นผลกรรมที่เธอก่อเอาไว้ หากแต่เธอก็พยายามแก้ไขอยู่ไม่ใช่หรือไง ทำไมท่านเทพถึงไม่เห็นใจเธอบ้าง
เมื่อวานก็ทำเรื่องที่น่าขายหน้า รั้งต้าเหวินโหร่วทุกวิถีทาง แม้ว่าอีกฝ่ายจะปฏิเสธมากเท่าไหร่ก็ตาม ไม่รู้หรือไงว่าการกระทำแบบนั้นมันสร้างความอับอายให้กับเธอน่ะ แค่คิดน้ำตาก็พานจะรินไหล ไม่รู้ว่าใครเห็นท่าทางเช่นนั้นของเธอบ้างหรือเปล่า
“โอ๊ย นี่ถ้ามีใครเห็นเข้าก็คงคิดว่าฉันเป็นผู้หญิงหน้าไม่อาย พยายามชวนผู้ชายเข้าบ้านแน่เลย!” หลิวไป๋ฮวาเอ่ยออกมาเสียงดัง ทั้งยังยกมือขึ้นมาขยี้กลุ่มผมของตนเองจนยุ่งเหยิงมากกว่าเก่า หญิงสาวส่งเสียงคร่ำครวญออกมานานหลายนาที
ไม่รู้ว่าการกระทำเมื่อวาน ต้าเหวินโหร่วจะมองเธอเป็นผู้หญิงอย่างไร ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว คร่ำครวญไปก็เท่านั้น เมื่อคิดได้หลิวไป๋ฮวาจึงค่อย ๆ ผละกายลุกออกจากเตียงเพื่อจัดการธุระส่วนตัวของตน เพราะถึงคิดไปก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว