ในที่สุด สำนักศึกษาเซียนเหรินซาน สถานที่แห่งความหวังของคนหนุ่มสาวในยุคสมัยที่แผ่นดินเสื่อมโทรมขาดพลังแห่งฟ้าดิน ก็ได้เปิดภาคเรียนอย่างเป็ทางการ แน่นอนว่าคนจำนวนเกือบพันคนที่เข้าร่วมภารกิจทดสอบเมื่อเจ็ดวันก่อน มีเพียงร้อยกว่าคนเท่านั้นที่ได้เข้ามาในสถานที่แห่งนี้อย่างภาคภูมิใจ
เช้าวันนี้ ฟางหลงกับฟางจื่อเหลียน สองสหายจากตระกูลฟางได้รีบเร่งแต่งตัวทำธุระเพื่อไปให้ทันการคัดเลือกหมวดวิชา ความตื่นเต้นในดวงตาของทั้งคู่แสดงออกมาอย่างชัดเจน
“จื่อเหลียน เ้าอยากเรียนวิชาใด?” ฟางหลงถามด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความอยากรู้
ฟางจื่อเหลียนหยุดคิดชั่วครู่
“ข้ายังไม่แน่ใจ ข้ารู้เพียงว่าต้องเรียนวิชาต่อสู้เพื่อที่จะได้ปกป้องท่านได้ในอนาคต”
ฟางจื่อเหลียนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เพราะั้แ่ที่เขาจำความได้ ภาระอันหนักอึ้งนี้ก็ถูกเขาแบกรับเอาไว้ตั้งนานแล้ว
หลังจากรู้คำตอบ ฟางหลงก็ทำได้เพียงส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ เขาไม่รู้ว่าจะหาวิธีใดมาคัดค้านอีกฝ่ายได้ ขนาดต้องยอมอดหลับอดนอนนั่งเฝ้าตนตลอดทั้งคืน อีกฝ่ายก็ยังทำมาแล้ว
ดังนั้นฟางหลงจึงปล่อยเลยตามเลย
สำนักศึกษาแห่งนี้ไม่เหมือนที่อื่น เพราะมีแิเปิดกว้าง ใครใคร่เรียนวิชาใดก็สามารถลงเรียนได้โดยไม่มีการหวงห้าม เพียงแต่ว่าต้องรู้จักบริหารจัดการให้ดี อย่าทำให้เรี่ยวแรงที่ลงไปต้องสูญเปล่าเพราะการเลือกเรียนหลายหมวดวิชา
ดังนั้น โดยปกติแล้ว ศิษย์ของสำนักนี้จึงมักจะเรียนเพียงวิชาที่ตนชอบและถนัดวิชาเดียวเท่านั้น และทำมันให้ดีที่สุด
ทั้งสองเดินไปตามทางที่ปูด้วยหินเก่าแก่ ความเงียบสงัดของเช้าวันใหม่ที่ถูกแต่งแต้มด้วยเสียงนกร้องเบาๆ ทำให้ใจของพวกเขารู้สึกสงบ
เมื่อเข้าสู่ลานกว้างของสำนักซึ่งเต็มไปด้วยศิษย์ใหม่ที่มาจากทั่วทุกสารทิศ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความหวัง ในขณะที่พวกเขาเดินไปที่โต๊ะปรึกษากลางของสำนักศึกษาเพื่อฟังคำแนะนำเกี่ยวกับการลงทะเบียนเรียน ทันใดนั้นเสียงระฆังทองคำที่แขวนอยู่ด้านข้างก็ดังขึ้นทั่วลานใหญ่ เป็สัญญาณให้ทุกคนทราบว่าการคัดเลือกใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว
เสียงระฆังนั้นดังก้องกังวาน ราวกับจะเรียกิญญาของผู้กล้าในอดีตให้กลับมารับรู้ถึงความพยายามและความใฝ่ฝันของคนรุ่นใหม่ ความเงียบสงัดเคลื่อนเข้ามาแทนที่เสียงพูดคุย ทุกคนต่างเตรียมตัวและตั้งใจฟังคำสั่งอย่างเคร่งครัด
เมื่อคำบรรยายจบลง ฟางหลงจ้องมองไปที่ฟางจื่อเหลียนอีกครั้ง พร้อมกับตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ ขมวดคิ้วเอ่ยปากถาม
“สรุปแล้วเ้าจะเลือกหมวดวิชาใด?” เขาถามด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความอยากรู้ ทว่าความจริงแล้วเขา้าให้อีกฝ่ายเลือกเรียนในสิ่งที่้า ไม่ใช่เพื่อปกป้องตน ฟางจื่อเหลียนหันหน้ายิ้มแล้วเอ่ยตอบ
“ข้าจะเลือกวิชา กระบี่ปราบปีศาจ ข้าเชื่อว่านี่คือทางที่ดีที่สุด อีกทั้งหลังจากได้เห็นภูตผีเ่าั้แล้ว ข้าก็มั่นใจมาก” หลังจากหยุดไปพักหนึ่งจึงกล่าวอีกครั้งด้วยเสียงที่เบาลง
“นายน้อย ท่านไม่ต้องห้ามข้า เพราะถึงอย่างไรแผ่นดินนี้ก็เต็มไปด้วยสิ่งชั่วร้าย สิ่งที่ข้าเลือกย่อมไม่เปล่าประโยชน์อย่างแน่นอน”
หลังจากนั้น ทั้งสองจึงพากันเดินเข้าสู่ห้องโถงใหญ่ของสำนักศึกษา ในห้องนั้นเต็มไปด้วยศิษย์ใหม่มากหน้าหลายตา ทั้งสองมองเห็นโต๊ะยาวที่ตั้งอยู่ใจกลางห้อง เสียงกระซิบกระซาบของศิษย์ใหม่ที่พูดคุยกันเกี่ยวกับการเลือกหมวดวิชาดังไปทั่วห้อง
ฟางจื่อเหลียนหันมาป้องปากแล้วกระซิบว่า
“ท่านคิดจะเรียนวิชาใด?” ฟางหลงยิ้มบางๆ ก่อนตอบ
“แน่นอนว่าข้าจะเรียน วิชายันต์ เพราะข้าเชื่อว่ามันจะช่วยให้ข้าแข็งแกร่งขึ้นในเวลาอันสั้น” เขาตอบโดยไม่ลังเลเลยสักนิด
แน่นอนว่าสิ่งที่ฟางหลงเลือกย่อมไม่ใช่สิ่งที่ผู้เป็ปู่กำชับมา เพราะแต่ไหนแต่ไรมา ถึงแม้ตระกูลฟางจะถนัดด้านยาสมุนไพร แต่ความจริงแล้วกลับมีวิชากระบี่อันร้ายกาจและลึกล้ำสืบทอดมารุ่นสู่รุ่น ดังนั้นการที่ฟางหลงถนัดวิชายันต์จึงถือว่าผิดแปลกไปจากบรรพบุรุษ
...
“ฟางหลง เ้า...เ้าก็เลือกวิชายันต์เช่นนั้นหรือ?”
เสียงสดใสของหรงโหรวดังขึ้นภายในห้องไม้เก่าแก่ขนาดใหญ่ที่รองรับผู้คนได้เกือบร้อยคน ระหว่างหาที่นั่ง นางเห็นใบหน้าที่คุ้นตาจึงอดอุทานอย่างแปลกใจไม่ได้
“เหตุใดข้าจะเรียนวิชายันต์ไม่ได้?” ฟางหลงถามกลับพร้อมกับทำท่าทางลอยหน้าลอยตา
“ก็เ้าถนัดด้านยาสมุนไพร ข้าเลยไม่คิดว่าเ้าจะเลือกเรียนวิชายันต์” หรงโหรวตอบกลับ สิ้นเสียงของหญิงสาว ฟางหลงก็ขมวดคิ้วทันที
“เ้าก็เป็ถึงทายาทของร้านขายสมุนไพร แล้วเหตุใดถึงมาเรียนวิชายันต์?” ฟางหลงก็แปลกใจเช่นเดียวกัน ความสับสนและความสงสัยเต็มเปี่ยมในดวงตาของเขา
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หรงโหรวจึงกำมือแน่น ทำท่าจะบอกกล่าวอะไรบางอย่าง แต่ทันใดนั้นเสียงของชายชราก็ดังขึ้นเสียก่อน จึงทำให้นางต้องรีบหาที่นั่งทันที
เสียงของชายชรานั้นดังกังวานและเต็มไปด้วยอำนาจ สะท้อนก้องทั่วห้องไม้ใหญ่
“นั่งลง! การเรียนวิชายันต์นั้นไม่ใช่เื่ง่ายดาย พวกเ้าทุกคนต้องมุ่งมั่นและเอาจริงเอาจัง”
ฟางหลงและหรงโหรวสบตากันอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันไปยังที่นั่งของตนเอง ความสงสัยและความคาดหวังที่ต่างกันนั้นยังคงอยู่ในใจของทั้งสอง แต่ในที่สุดก็ต้องเงียบสงบตามคำสั่งของชายชรา
“หรงโหรว เหตุใดเ้าถึงเรียนวิชายันต์?” ฟางหลงกระซิบถามด้วยเสียงที่แ่เบา เขาไม่อาจยับยั้งความอยากรู้ได้อีกต่อไป มิฉะนั้น ตลอดการเรียนในวันนี้เขาคงอกแตกตายแน่
หรงโหรวพยายามจะตอบ แต่ก่อนที่นางจะพูด ชายชราก็เริ่มต้นการบรรยายทันที
“การเรียนวิชายันต์มีความสำคัญและความลึกลับที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำพูด มันคือศาสตร์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ หากพวกเ้ามีความกล้าและปัญญาเพียงพอ วิชายันต์มิใช่เพียงศาสตร์แห่งการเขียนตัวอักษรและสัญลักษณ์ แต่มันคือการฝังจิติญญาและความตั้งใจลงในลายเส้น ทุกการเขียนจะต้องมีความหมายและพลังในตัวมันเอง...”
...
ณ โถงพฤกษาที่ตั้งอยู่บนยอดเขาด้านหลังสำนัก
ห้องโถงแห่งนี้คือสถานที่ขึ้นชื่อแห่งหนึ่งของสำนักศึกษาเซียนเหรินซาน แม้ว่าฟ้าดินจะเปลี่ยนแปลงไป แต่บนเขาเซียนเหรินแห่งนี้ยังคงอุดมสมบูรณ์มีพลังฟ้าดินเต็มเปี่ยม ดังนั้นสวนสมุนไพรที่นี่จึงมีมากมาย แต่ก็มีบางส่วนที่ไม่อาจปลูกขึ้นในที่แห่งนี้ได้ จึงมักต้องเขียนภารกิจลงไปเพื่อให้ศิษย์ในสำนักออกไปตามหาอยู่เสมอ
จากสาเหตุที่กลุ่มของฟางหลงเก็บสมุนไพรได้เยอะกว่ากลุ่มอื่นๆ จนผิดสังเกตในตอนปฏิบัติภารกิจทดสอบ ทำให้ผู้าุโอวี้หยุน ผู้เฒ่าแห่งโถงยาแห่งนี้รู้สึกแปลกใจ จึงได้เรียกเฉินเมิ่งมาสอบถามถึงสาเหตุที่ว่านี้
“ตามที่ข้าได้บอกไปขอรับ ศิษย์น้องฟางหลงผู้นั้นดูมีความรู้ด้านนี้อยู่ไม่น้อย อีกทั้งยังเป็ผู้นำในการทดสอบครั้งนี้ด้วย”
เฉินเมิ่งยืนค้อมตัวอธิบายอย่างนอบน้อม แม้ว่าสีหน้าของเขาจะเ็า แต่อวี้หยุนก็คุ้นชินเสียแล้วจึงไม่ได้ตำหนิอะไร
“ฟางหลง...ตระกูลฟาง...ข้าไม่แปลกใจเลย”
ผู้าุโอวี้หยุนกล่าวพึมพำ พร้อมกับใช้มือสาวเคราที่ยาวจนเกือบถึงหน้าอกขึ้นลง
“ข้าคิดว่าตระกูลฟางอาจมีวิชาลับในตระกูลที่ไม่เปิดเผยต่อผู้อื่น” อวี้หยุนพูดกับตัวเองพลางพยักหน้าเบาๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความคิดลึกซึ้ง
เสียงลมพัดเบาๆ พาต้นไม้ในสวนสมุนไพรโอนเอนไปมา ผู้าุโอวี้หยุนหันมองไปยังท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสี คิดถึงความลึกลับของตระกูลฟางและความสามารถของฟางหลงที่เกินระดับศิษย์ทั่วไป
เฉินเมิ่งเห็นว่าอีกฝ่ายหันหลังให้จึงโค้งคำนับอีกครั้ง ก่อนจะถอยออกไป ทิ้งให้ผู้าุโอวี้หยุนยืนอยู่เพียงลำพังในสวนสมุนไพรที่เงียบสงบ
...
เช้าวันต่อมา วันนี้ฟางหลงได้สังเกตว่าหรงโหรวแต่งตัวงดงามเป็พิเศษ แม้ว่าจะใส่ชุดของสำนักศึกษาที่ดูเหมือนกับคนอื่นๆ แต่ก็มีบางอย่างที่แปลกไป นางดูมีประกายบางอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน รอยยิ้มของนางดูสดใสมากขึ้น หรือบางทีอาจจะเป็ประกายแวววาวในดวงตาที่ทำให้ฟางหลงรู้สึกถึงความไม่ธรรมดา
ขณะที่ศิษย์ใหม่ทั้งหมดกำลังเงยหน้าฟังการบรรยายอย่างตั้งอกตั้งใจ ทันใดนั้น เสียงชราเสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา
“เหล่าเฉา ข้าต้องเสียมารยาทกับเ้าแล้ว”
ชายชราในชุดคลุมยาวสีเทาพูดขึ้น น้ำเสียงนั้นทรงพลังแต่ดูมีเมตตา เต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา
หลังจากสองผู้เฒ่าพูดคุยปรึกษากัน ฟางหลงก็แอบเห็นว่าสายตาของชายชราผู้มาใหม่นั้นได้กวาดตาไปมาราวกับจะหาอะไรบางอย่าง ก่อนที่เสียงทรงอำนาจจะดังขึ้นอีกครั้ง
“ใครชื่อฟางหลง ให้ลุกขึ้นแล้วตามข้ามา”
ผู้าุโผู้นั้นไม่อธิบายใดๆ หลังจากออกคำสั่งก็เดินนำออกจากห้องเรียนไปทันที
ฟางหลงที่นั่งอยู่ไม่ไกลจากหรงโหรว ใบหน้าสันทัดของเขานั้นแสดงออกถึงความงุนงง เขาไม่รู้ว่าตนทำสิ่งใดผิดไป
“ฟางหลง เ้าไปทำอะไรให้ผู้าุโขุ่นเคืองหรือ?”
หรงโหรวกระซิบ
“ไม่รู้สิ ข้าเองก็ยังงงๆ อยู่เช่นกัน”
ฟางหลงตอบเบาๆ ก่อนที่จะลุกขึ้นแล้วเร่งเท้าตามผู้าุโผู้นั้นออกไป
อากาศยามเช้าด้านนอกเย็นสบาย แต่ในใจของฟางหลงกลับเต็มไปด้วยความสงสัย เขาเดินตามชายชราไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงูเาแห่งหนึ่งที่อยู่ด้านหลังสำนักศึกษา
ฟางหลงเดินไปตามทางเดินเล็กๆ ที่ลัดเลาะไปตามไหล่เขาได้ไม่นาน กลิ่นหอมของตัวยาที่โชยมาแต่ไกลตามลม รวมถึงพลังงานแห่งชีวิตที่หมุนวนอยู่ทั่วบริเวณยอดเขา บรรยากาศที่คุ้นเคยเช่นนี้ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมุนไพรเช่นเขาย่อมเดาออกได้ทันทีว่าสถานที่แห่งนี้คืออะไร
อีกทั้งเขายังพอคาดเดาได้อย่างลางๆ ว่า ชายชราตรงหน้าที่เขากำลังเดินตามอยู่นั้นต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับแปลงสมุนไพรที่อยู่บนยอดเขาของสำนักศึกษาแห่งนี้อย่างแน่นอน
ทันทีที่เดินมาถึงยอดเขาด้านหลังสถานศึกษาอย่างยากลำบาก ภาพตรงหน้าได้ทำให้เด็กหนุ่มผู้คุ้นชินกับสมุนไพรเช่นเขาถึงกับตัวสั่นสะท้าน
์! นี่มัน์ชัดๆ ฟางหลงอุทานอยู่ภายในใจ จะไม่ให้เขาดีใจได้อย่างไร นั่นก็เพราะภาพด้านหน้าของเขาคือแปลงสมุนไพรหลากหลายสายพันธุ์ที่เขาเองยังแทบไม่รู้จัก แม้แต่ตระกูลฟางที่ขึ้นชื่อในเื่สมุนไพรก็ยังไม่มีสถานที่เช่นนี้เลยด้วยซ้ำ
ชายชราที่นำพาฟางหลงมาถึง ณ จุดนี้ หยุดยืนอย่างสงบเสงี่ยม ใบหน้าเปื้อนด้วยรอยยิ้มที่บ่งบอกถึงความภูมิใจในสิ่งที่เขาได้ดูแลตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขากล่าวด้วยเสียงนุ่มนวล แต่เต็มไปด้วยพลังว่า
“ที่นี่คือแปลงสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์ของสำนัก นอกจากจะเอาไว้ใช้ในการรักษาโรคแล้ว สถานที่แห่งนี้ยังเป็แหล่งพลังงานที่เชื่อมต่อกับธรรมชาติและจิติญญาแห่งฟ้าดิน”
ฟางหลงฟังด้วยความรู้สึกทึ่งและเคารพ ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถละสายตาจากภาพเบื้องหน้าได้ ต้นสมุนไพรที่เต็มไปด้วยสีสันและพลังงาน พวกมันดูเหมือนจะมีชีวิตชีวาเป็พิเศษ ทุกๆ ต้นแทบจะส่งเสียงเรียกให้เขาเดินเข้าไปััและศึกษาชายชราหันมามองฟางหลงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหมาย
“เ้าหนุ่ม เ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงเรียกหาเ้า?” ผู้าุโท่านนั้นหันมาถามด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความลึกลับ
“ศิษย์มิทราบขอรับ”
ฟางหลงตอบกลับด้วยท่าทีนิ่งสงบ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะบอกเ้าเอง เ้าคือผู้ที่ถูกเลือก...” คำพูดนั้นของผู้าุโที่กำลังยิ้มให้อย่างมีเมตตา ทำให้ฟางหลงยิ่งงุนงงมากขึ้นไปอีก
แน่นอนว่าชายชราที่ดูธรรมดาท่านนี้ย่อมต้องเป็ผู้าุโอวี้หยุนที่เล็งเห็นความสามารถบางอย่างในตัวของฟางหลง ไม่ว่าจะเป็รายงานการเข้ารับรักษาอาการาเ็ทั้งสองครั้งที่หายเร็วเกินคนธรรมดา หรือแม้แต่ความสามารถในด้านการค้นหาสมุนไพร
ดังนั้น เขาจึงคิดจะหมายมั่นปั้นเด็กหนุ่มคนนี้เพื่อให้กลายเป็ศิษย์ปิดประตูของตน