ตรุษจีนใกล้จะมาถึงแม้ว่าทั้งสองฝั่งของแม่น้ำลี่สุ่ยจะมีกองทัพใหญ่ตั้งค่ายแต่เมืองฉยงโจวทางฝั่งใต้และเมืองฮุ่ยโจวทางฝั่งเหนือกลับคึกคักเป็นพิเศษแม้ว่าบ้านเมืองจะไม่สงบและผู้คนก็ยังใช้ชีวิตอย่างระแวดระวังแต่โชคดีที่ทั้งสองกองทัพเป็นทหารของซีเฮ่าจึงไม่มีนิสัยทำร้ายชาวบ้าน
อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันตรุษจีนแล้วถนนในเมืองหลวงยังคงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนและรถม้า
พ่อค้าผู้ให้ความสำคัญกับผลกำไรมากกว่าการพลัดพรากนำขบวนสินค้ามาจากทั่วทุกสารทิศ ของกินของใช้มีครบทุกอย่าง
ในค่ายทหารกองทัพอี้จวินได้รับชัยชนะในการทำศึกทำให้ทุกคนรู้สึกยินดีเป็นอย่างมากอีกทั้งยังได้ยินว่าท่านแม่ทัพใหญ่จะกลับมาภายในสองวันนี้ทำให้ยิ่งมีขวัญกำลังใจเพิ่มขึ้นไปอีก
ฉู่ชีซียังคงนึกถึงความดีของติงเหว่ยที่มีต่อนางในวันนั้นวันนี้ถือโอกาสที่ท่านพ่อและพวกพี่ชายกำลังยุ่งนางจึงแอบพาทหารองครักษ์สองคนเข้าไปในเมืองฉยงโจววางแผนหาซื้อของขวัญตรุษจีนเพื่อตั้งใจจะนำไปมอบให้ติงเหว่ยและลูกชายของนาง
อาจเป็นเพราะใจตรงกันทันทีที่นางเข้าประตูเมืองมาก็ได้พบกับฟางซิ่น
“อ้าวบัณฑิตคร่ำครึ เจ้าวิ่งหนีออกมาทำอะไรที่นี่?”
ฟางซิ่นก็มีความคิดเดียวกันเขานึกถึงติงเหว่ยและลูกชายที่เพิ่งจะมาเขาเกรงว่าของกินของใช้จะไม่ถูกใจจึงแอบออกมาเพื่อหาซื้อของต่างๆ
ไม่นึกว่าจะถูกฉู่ชีซีจับได้จังๆเขากางพัดกระดาษผ้าไหมออกมาสะบัดเสียงดังแล้วบอกว่า “ทำไม? หรือมีแค่เจ้าหนีออกมาได้คนเดียว แต่ข้าเข้าเมืองมาเดินเล่นไม่ได้งั้นหรือ?”
ฉู่ชีซีไม่มีทางถูกเขาขู่นางกอดอกและยิ้มกว้าง “ข้าเป็นเพียงหญิงสาวตัวเล็กๆจะออกจากค่ายทหารหรือไม่ก็ไม่มีใครใส่ใจ แต่บางคนคงไม่ใช่แบบนั้นหรือว่าข้าส่งคนไปรายงานท่านพ่อจะดีไหมนะ?”
“เจ้า!”ฟางซิ่นกัดฟันด้วยความแค้น เขาทำอะไรเด็กสาวคนนี้ไม่ได้จริงๆ “ว่ามาเจ้าต้องการอะไร?”
“ไม่ได้ต้องการอะไรหรอก?” ฉู่ชีซียิ่งยิ้มอย่างมีความสุข “วันนี้ข้าออกมาแล้วลืมเอาเงินมาคงต้องรบกวนคุณชายฟางช่วยเหลือสักหน่อย!”
“ได้ตกลง!” ฟางซิ่นอยู่ในสภาพที่ไม่มีทางเลือกจำใจต้องยอมปลดถุงเงินจากเอวแล้วโยนให้นาง
ฉู่ชีซีรับถุงเงินไว้แล้วเขย่าเบาๆก่อนจะโบกมืออย่างร่าเริง พร้อมกับยิ้มกว้างจนหน้าบาน
“เข้าเมืองกันเถอะ!”
ในเวลานี้พระอาทิตย์เพิ่งขึ้นถึงแค่ครึ่งฟ้าแสงอันบางเบาของฤดูหนาวส่องลงบนใบหน้าของนาง ทำให้นางยิ่งดูสดใสชุดสีแดงสดที่นางสวมใส่ดูราวกับถูกแสงอาทิตย์จุดไฟให้ลุกโชนฟางซิ่นถึงกับเหม่อลอยไปชั่วขณะพอรู้สึกตัวเขาก็รีบส่ายหัวและไม่ทันจะได้คิดอะไรมาก ฉู่ชีซีก็เร่งอยู่ข้างหน้าแล้วพูดว่า“รีบเดินเร็วๆ เจ้าบัณฑิตคร่ำครึ!”
ฟางซิ่นทำอะไรไม่ได้จึงได้แต่กลอกตาแล้วตามนางไปอย่างไม่เต็มใจ
คนหนึ่งหล่อเหลาองอาจอีกคนหนึ่งงดงามอ่อนช้อย ทั้งคู่เดินอย่างสง่าผ่าเผยอยู่บนถนนออกจากร้านเตี่ยนซินและไปยังร้านผ้า พวกเขาเข้าออกพร้อมกันทำให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาบนท้องถนนต่างก็ถูกความสนิทสนมของทั้งคู่ดึงดูดความสนใจและเฝ้ามองด้วยความอิจฉา
เมื่อหญิงสาวมีเงินความสามารถในการซื้อของของนางก็แทบไร้ขีดจำกัด
ฉู่ชีซีเดินจากต้นถนนจนถึงท้ายถนนพวกเขาเข้าแทบทุกร้านจนฟางซิ่นเกือบจะเหนื่อยจนลิ้นห้อยส่วนทหารองครักษ์ที่ตามมาสองคนก็อุ้มของที่ซื้อมาจนเต็มไม้เต็มมือ
ฟางซิ่นเหนื่อยล้าจนทนไม่ไหวเห็นว่าใกล้จะเที่ยงแล้วจึงเอ่ยขึ้นว่า “หาโรงเตี๊ยมนั่งกินข้าวกันสักหน่อยเถอะ!”
ฉู่ชีซีแม้ว่าจะยังซื้อของไม่หนำใจแต่ท้องก็เริ่มร้องประท้วงออกมาจึงยอมตกลงแต่โดยดี “หาร้านที่แพงและอร่อยที่สุดวันนี้ข้าจะเลี้ยงเอง!”
ฟางซิ่นเหลือบมองถุงเงินที่แฟบลงครึ่งหนึ่งในมือของนางแต่เขาก็ไม่มีแรงจะโต้เถียงว่าจริงๆ ใครจะจ่ายกันแน่
ทั้งสี่คนเลือกโรงเตี๊ยมที่มีหน้าร้านดีที่สุดและเดินเข้าไปทันทีเสี่ยวเอ้อร์ที่มีสายตาเฉียบแหลมรีบเข้ามาต้อนรับอย่างอบอุ่นเขาบอกรายการอาหารแบบครบชุดจนฉู่ชีซีที่ได้ฟังถึงกับเวียนหัวนางจึงสั่งอาหารที่แพงที่สุดหกอย่าง และยังตบเงินรางวัลให้เสี่ยวเอ้อร์อีกหนึ่งตำลึงทำให้เสี่ยวเอ้อร์ยิ้มแย้มจนเห็นฟันขาว เขารีบเช็ดโต๊ะซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะถอยไป
เพราะเป็นช่วงเวลามื้ออาหารห้องโถงของโรงเตี๊ยมจึงคึกคักมากจนแทบไม่มีโต๊ะว่าง
ทหารหญิงทั้งสองนั่งร่วมโต๊ะกับคู่สามีภรรยาที่แต่งตัวธรรมดาคู่หนึ่งและสั่งบะหมี่ราดน้ำจิ้มเนื้อสองชาม
ใกล้ตรุษจีนแล้วร้านค้าทุกแห่งต่างก็กิจการไม่เลวเหล่าพ่อค้าที่ผ่านไปมาต่างก็ทำเงินได้อย่างล้นหลามเมื่อในมือมีเงินมากขึ้นก็ย่อมต้องหาที่นั่งพักเพื่อเจรจาธุรกิจหรือพบปะเพื่อนฝูงและส่วนมากก็จะเลือกมาที่โรงเตี๊ยมกัน
โต๊ะทางซ้ายมือของฟางซิ่นและฉู่ชีซีมีกลุ่มคนที่เหมือนพ่อค้าราวสี่คนกำลังนั่งพูดคุยถึงการค้าขายครั้งล่าสุดใบหน้าของทุกคนต่างก็เปล่งประกายด้วยความยินดี
ชายร่างอ้วนวัยกลางคนคนหนึ่งอดไม่ได้ที่จะอวดว่า“เมื่อวานข้าขายสินค้าทะเลไปได้หนึ่งคันรถ ได้เงินสองร้อยตำลึงขนส่งกลับมาเป็นพันลี้ได้มาแค่ค่าเหนื่อย ต่อไปข้าคงต้องเปลี่ยนอาชีพแล้ว”
ชายร่างผอมที่สวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายอีกคนหนึ่งดูเหมือนจะทนไม่ได้กับท่าทางของเขาจึงแกล้งพูดเล่นว่า “พี่เฉาคิดจะเปลี่ยนอาชีพจริงๆ หรือ? ถ้าเช่นนั้นเราสองคนมาแลกกันเถอะ ข้าจะรับช่วงต่อสินค้าทะเลของพี่เองแล้วพี่มาขายหนังสัตว์แทน ข้าว่ายังไงอย่างน้อยคงได้กำไรสามร้อยตำลึงต่อปี?”
ชายร่างอ้วนวัยกลางคนรู้สึกอับอายและรีบพูดแก้ตัว“เอ่อ ข้าแค่พูดไปเรื่อยเท่านั้นเอง ขายสินค้าทะเลมาสิบกว่าปีกลิ่นทะเลติดตัวจนชินแล้ว ข้ายังคงขายปลาเน่าและกุ้งเน่าต่อไปดีกว่า”
คราวนี้เพื่อนอีกสองคนก็หัวเราะขึ้นมาเช่นกัน
ฟางซิ่นและฉู่ชีซีนั่งฟังอย่างสนใจชาวบ้านธรรมดาแม้จะหยาบคายไปบ้าง แต่ก็แสดงถึงสภาพความเป็นอยู่ของชีวิตที่แท้จริง
อาจเพราะเด็กหนุ่มได้เงินรางวัลจึงดูแลเป็นพิเศษเขารีบยกอาหารมาอย่างพิถีพิถัน ในไม่ช้าอาหารทุกอย่างก็ถูกยกออกมาจนครบฉู่ชีซีเอื้อมมือหยิบชามเปล่าเป็นอย่างแรกและตักอาหารแต่ละอย่างแบ่งให้ทหารหญิงทั้งสองฟางซิ่นที่เห็นเข้าก็รู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาเล็กน้อย ดูเหมือนว่าหญิงสาวคนนี้จะไม่ใช่คนเอาแต่ใจอย่างที่เขาคิด…
ฉู่ชีซีไม่ได้สังเกตเห็นสายตาที่กำลังมองมาอย่างสำรวจของฟางซิ่นกลับกันนางกำลังเอร็ดอร่อยกับอาหารพร้อมกับตั้งใจฟังพ่อค้าโต๊ะข้างๆ พูดคุยเล่นกัน
ชายร่างอ้วนวัยกลางคนถูกเพื่อนหัวเราะจนรู้สึกโมโหเล็กน้อยเขาจึงรีบปล่อยข่าวลือเพื่อเปลี่ยนเรื่องคุย
“พวกเจ้าอย่าหัวเราะไปข้ารู้จักชายคนหนึ่งที่เมื่อครึ่งเดือนก่อนขายผ้าไหมชุดใหญ่ได้ในเมืองเฉียนโจวคิดไม่ถึงว่าจะขายหมดเกลี้ยงภายในวันเดียว พวกเจ้าลองเดาสิว่าทำไมถึงขายดีขนาดนั้น?”
“ทำไมล่ะ?” เพื่อนของเขาต่างสงสัยและรีบถามออกมา คนค้าขายไม่เพียงต้องขยันอดทนแต่ที่สำคัญที่สุดคือต้องจับตามองความต้องการของตลาดไม่มีใครอยากให้สินค้าของตนตกค้างอยู่ในมือทุกคนปรารถนาให้สินค้าขายหมดอย่างรวดเร็ว
ชายร่างอ้วนวัยกลางคนรู้สึกว่าตนกู้หน้าได้บ้างเขายิ้มอย่างภูมิใจและดื่มเหล้าอึกใหญ่ จากนั้นก็พูดขึ้นอย่างลึกลับ“พวกเจ้าไม่รู้ ครึ่งเดือนก่อนภายในที่ว่าการเฉียนโจวได้จัดงานเลี้ยงขึ้นมาใครก็ตามที่มีชื่อเสียงในเมืองเฉียนโจวต่างก็ส่งของขวัญไปให้มากมาย พี่ชายคนนั้นของข้าก็เอาผ้าไหมชุดใหม่ที่เพิ่งขนส่งมาถึงก่อนวันงานเลี้ยงสองวันพอดีและถูกกว้านซื้อไปหมดทันที”
“หรือว่ามีใครในที่ว่าการแต่งงานงั้นหรือทำไมถึงมีคนมาซื้อผ้าไหมเยอะขนาดนี้?”
คนหนึ่งคาดเดาอีกคนหนึ่งข้างๆ ก็หัวเราะและพูดว่า “อาจจะเป็นงานฉลองวันเกิดของหญิงสาวก็ได้?”
แต่ชายร่างอ้วนส่ายหัว“ไม่ใช่ทั้งนั้นข้าได้ยินมาว่าเป็นงานเลี้ยงของท่านแม่ทัพใหญ่กงจื้อที่เป็นผู้ก่อกบฏต่อราชสำนักจัดขึ้นเพื่อฉลองให้บุตรชายของตนเอง”
“อะไรนะ?” พ่อค้าอีกสามคนต่างไม่เชื่อ จึงโต้เถียงขึ้นมาว่า“ท่านแม่ทัพกงจื้อไม่ได้อยู่ในค่ายทหารกองทัพอี้จวินงั้นหรือข้าได้ยินว่าเขาเพิ่งชนะศึกเมื่อสองวันก่อน แล้วเขาจะไปอยู่ที่เมืองเฉียนโจยังไง?”
ชายร่างอ้วนเห็นเพื่อนของเขาไม่เชื่อก็เริ่มโมโหเขารีบพูดอย่างจริงจัง “ทำไมพวกเจ้าถึงไม่เชื่อกันพี่ชายของข้าได้ยินเองกับหูในเมืองเฉียนโจวข้าได้ยินมาว่าท่านแม่ทัพกงจื้อกลับไปจัดการเรื่องส่วนตัวและบังเอิญไปพบว่าญาติของเขาถูกทหารม้ากลุ่มหนึ่งโจมตี ท่านแม่ทัพใหญ่โกรธมากและออกไปช่วยชีวิตแม่ครัวคนหนึ่งด้วยตนเองลูกของแม่ครัวคนนั้นก็คือบุตรชายแท้ๆ ของท่านแม่ทัพใหญ่ข้าได้ยินมาว่าท่านแม่ทัพใหญ่ยังพูดในงานเลี้ยงด้วยปากตนเองว่าเมื่อบ้านเมืองสงบสุข เขาจะแต่งแม่ครัวคนนั้นขึ้นเป็นภรรยาอีกด้วย!”
“อะไรนะ!”เพื่อนร่วมโต๊ะทั้งสามคนได้ยินข่าวที่น่าตกใจเช่นนี้ก็ตกใจจนทำตะเกียบหล่นจากมือตกลงไปบนพื้นแต่ยังไม่ทันได้อุทานออกมา คนสองคนที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ กลับลุกพรวดขึ้นมาทันที
ฉู่ชีซีหน้าขึ้นสีแดงก่ำนางก้าวเข้าไปใกล้พ่อค้าตัวอ้วนทันทีและจับคอเสื้อเขาพร้อมตะโกนว่า“เมื่อกี้เจ้าพูดว่าอะไรนะ? อันเกอเอ๋อร์เป็นลูกชายของพี่เทียนเป่าแล้วพี่ติงก็...”
ด้วยเหตุที่ฝึกฝนการต่อสู้มาเป็นเวลานานกำลังของฉู่ชีซีจึงมากกว่าคนธรรมดาทั่วไปมากคราวนี้นางร้อนใจเสียจนพ่อค้าตัวอ้วนเกือบจะถูกบีบคอจนขาดอากาศหายใจตั้งแต่ยังไม่ทันได้ตอบ
เพื่อนอีกสามคนที่เหลือย่อมไม่อาจมองดูสหายตายไปต่อหน้าได้พวกเขาจึงรีบเข้าไปช่วยดึง “รีบปล่อยเร็วเข้า เจ้าจะบีบคอเขาตายแล้วนะ!”
“นั่นสิ!หญิงสาวคนนี้ช่างเกินไปนัก! พวกเราพูดคุยกันดีๆ เจ้ากลับมาทำร้ายคนอื่นได้ยังไง!”
ฉู่ชีซีโมโหจนกระทืบเท้านางพยายามจะผลักคนอื่นๆ ออกไป ดีที่ฟางซิ่นได้สติรีบจึงรีบเข้ามาห้ามทัพ
“แม่นางฉู่รีบปล่อยเขาเร็วเข้า ถ้าเจ้าทำให้เขาตายไป เจ้าก็ถามไม่ได้คำตอบแล้ว!”
ไม่รู้ว่าฉู่ชีซีเหนื่อยหรือว่าในที่สุดนางก็ได้ยินคำพูดนี้เข้าไปในหูแต่นางก็คลายมือออกทันที
พ่อค้าตัวอ้วนทรุดตัวลงกับพื้นเขากุมคอไอออกมาอย่างแรงกว่าจะหายใจได้ปกติเขาก็แทบจะคลานหนีไปซ่อนตัวอยู่หลังเพื่อนด้วยความตกใจเขาโมโหและตะโกนด่าว่า “นังบ้าคนนี้มาจากไหน จะมาฆ่าคนตอนกลางวันแสกๆข้าจะไปฟ้องกับทางการเดี๋ยวนี้!”
พูดจบเขาก็เตรียมจะเดินออกไปฉู่ชีซีจึงรีบฟาดแส้ออกมาอีก “หากยังไม่ทันบอกให้ชัดเจนเจ้าก็อย่าคิดจะหนีไปได้เลย!”
“เพี๊ยะ!”แส้สีแดงเลือดนกถูกฟาดลงข้างๆ เสาของพ่อค้าตัวอ้วนทำให้เขาหวาดกลัวจนทรุดตัวลงร้องโหยหวนอย่างกับถูกเชือดเพื่อนอีกสามคนก็หลบหนีไปแล้ว ส่วนคนอื่นๆ ในโรงเตี๊ยมก็รีบวิ่งหนีออกไปให้ไกลมีลูกค้าบางคนที่ชอบเอาเปรียบก็ถือโอกาสวิ่งออกจากประตูใหญ่ทันที
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมวิ่งเข้ามาพยายามยกแขนขึ้นห้ามปรามแต่พอเห็นท่าทางดุร้ายของฉู่ชีซีก็ไม่กล้าเอาชีวิตตนเองเข้าไปเสี่ยงได้แต่ยืนมองกลางห้องโถงที่วุ่นวายโกลาหลไปหมด
ฟางซิ่นมองฉู่ชีซีด้วยความไม่พอใจเขาคิดว่าถ้าอยู่ต่อไปอาจไม่ดีแน่จึงปลดจี้หยกที่อยู่บนที่คาดเอวออกแล้วโยนให้เจ้าของโรงเตี๊ยม “เถ้าแก่วันนี้พวกเรามาพบโดยบังเอิญทำให้ร้านของท่านเสียหาย หยกชิ้นนี้ถือว่าเป็นค่าชดเชยเอาไว้พวกเราพี่น้องจะมาขอขมาในภายหลัง!”
พูดจบเขาก็ลากฉู่ชีซีออกไปฉู่ชีซีไม่ยอมง่ายๆ นางพยายามดิ้นรนขัดขืน แต่สุดท้ายก็ถูกฟางซิ่นลากออกไปจนได้สองทหารหญิงที่ติดตามมาถึงกับปาดเหงื่อบนหน้าผากแล้วรีบตามไปทันที
เดินห่างไปได้สามร้านฟางซิ่นก็ปล่อยมือจากแขนของฉู่ชีซีนางโกรธจนกระทืบเท้าแล้วร้องตะโกนว่า “เจ้าคนสกุลฟางทำไมเจ้าไม่ให้ข้าถามให้รู้เรื่อง?”
ฟางซิ่นนึกถึงคำพูดของพ่อค้าตัวอ้วนก็รู้สึกใจร้อนเหมือนไฟเผาอยู่ในใจเช่นกันเขาข่มอารมณ์โกรธไว้แล้วตอบว่า “ถ้าจะถามก็ควรหาที่เงียบๆ ถาม!หรือเจ้าคิดว่าถ้าเจ้าทำลายโรงเตี๊ยมแล้วเจ้าจะได้ยินความจริงหรือ!”
พูดจบเขาก็หันไปสั่งสองทหารหญิง“ไปเฝ้าหน้าโรงเตี๊ยม หากเห็นว่าพ่อค้าคนนั้นไปพักที่ไหนก็ให้มารายงานทันที”
“เจ้าค่ะคุณชาย”