เวลาปัจจุบัน
หลังจากเวลาหยุดเดินไปชั่วขณะ
ทันใดนั้นจึงได้เกิดภาพฝันนิมิตบางอย่างแล่นผ่านห้วงความทรงจำของิเยว่
ซึ่งในความทรงจำนั้น เผยให้เห็นหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งกำลังสวมใส่ชุดจีนโบราณสีแดงสดท่าทางของเธอดูสดใสราวกับฤดูใบไม้ผลิบาน เขาไม่แปลกใจหรอกที่ได้เห็นภาพฝันเช่นนี้ เพราะอาจเป็ความทรงจำของใครสักคนในบริเวณนี้ผุดขึ้นมาตอนเขาใช้พลังก็เป็ได้
แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องหยุดชะงัก…..
นั่นเป็เพราะเขาได้เห็นภาพของตัวเองที่กำลังเดินอยู่ข้างกายผู้หญิงคนนั้นด้วยเช่นกัน
และผู้หญิงคนนั้น ก็รูปร่างหน้าตาคล้ายกับเธอคนนี้ไม่มีผิดเพี้ยนเลย
เฉินเสี่ยวอวี้…..นี่เ้าเป็ใครกันแน่…..
.
.
.
.
.
ภาพสุดท้ายที่เสี่ยวอวี้เห็นคือชายหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกันเขาสวมใส่ชุดดำพลันจ้องมองมายังตัวของเธอ
อยู่ ๆสายลมก็เริ่มโบกพัดผ่านอย่างรุนแรงขึ้นใน่เวลานั้น ก่อนทุกอย่างจะหยุดนิ่งลง
ภาพตรงหน้าตัดไปก่อนที่จิตใต้สำนึกจะเข้าสู่ภวังค์ว่างเปล่าหญิงสาวหลับใหลเข้าสู่ห้วงฝันหนึ่งอย่างฝืนไม่ได้ก่อนจะปรากฏภาพหญิงสาวในชุดจีนโบราณสีแดงสดใสใบหน้าของนางช่างโอนอ่อนละมุนจิ้มลิ้มเป็ยิ่งนักสองแขนของเธอกำลังยันตรงขอบหน้าต่าง ณ เรือนของตนพลางจ้องมองสายฝนที่โปรยปรายลงมานอกเรือนบ้านด้วยสายตาว่างเปล่า
“ฝนบ้านี่เมื่อไหร่จะหยุดตกเสียที….”
ถึงแม้จะเอ่ยเช่นนั้นแต่นางก็ยังคงใช้มือเปลือยเปล่าของตนยื่นออกไปรองรับสายฝนที่โปรยปรายนั้นด้วยใบหน้าที่ยกยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อย
“เช่นนั้นแล้วทำไมคุณหนูรองจึงเอามือออกไปต้องััเล่าเ้าคะ”สาวใช้ข้างกายที่กำลังหวีผมให้เ้านายของตนเอ่ยขึ้นไม่เข้าใจการกระทำของคนตรงหน้าเอาเสียเลย
ถึงจะก่นด่าแต่ก็ยังมีเยื่อใยอย่างนั้นหรือ
“พอได้แล้วล่ะเซียวเยี่ยนเ้าไปพักเถอะ” นางคอยปรนนิบัติมาั้แ่เช้า จนตอนนี้เกือบเที่ยงวันได้แล้วควรจะให้เวลาส่วนตัวนางได้พักผ่อนเสียบ้าง
ในขณะเดียวกัน ณชายคาเรือนบ้านอีกหลัง ปรากฏภาพชายหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งหากพิจารณาแล้วจะสามารถทราบได้ทันทีว่าเขาเป็หนึ่งในตระกูลผู้สูงศักดิ์เนื่องจากหากเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมใส่นั้น ค่อนข้างแตกต่างจากฝูงชนทั่วไป
ข้างกายของเขามีชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังยืนเทียบเคียงด้วยท่าทีนอบน้อมอาจเป็ผู้ติดตามของคุณชายผู้นั้นเป็แน่
“คุณหนูรองเ้าคะนายท่านเรียกพบเ้าค่ะ” เซียวเยี่ยนก้าวขากึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหาทำให้จางเยว่ซินที่กำลังเหม่อมองไปยังบ้านเรือนอีกหลังต้องรีบหันกลับไปปรายตามอง
เมื่อได้ยินดังนั้นหญิงสาวยกยิ้มขึ้นแววตาเต็มไปด้วยประกายสดใส “ท่านพ่อกลับมาแล้วอย่างนั้นหรือ”
“เ้าค่ะ”
สิ้นเสียงตอบรับจากสาวใช้เยว่ซินก็ผละออกจากริมหน้าต่างก่อนจะจับยกชายกระโปรงเพื่อการก้าววิ่งที่สะดวก
“อย่าวิ่งเช่นนั้นสิเ้าคะ”สาวใช้รีบวิ่งตามติดออกไปทันที
เมื่อวิ่งไปถึงห้องโถงใหญ่ก็ปรากฏภาพชายหนุ่มวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบกลาง ๆ ยืนอยู่ตรงใจกลางห้องนั้นเขายืนนำมือไพล่หลังอยู่ข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างกำลังหยิบจับกระบี่คู่กายเอาไว้ท่าทางค่อนข้างน่าเกรงขามแววตาดุดันคู่นั้นทำให้ผู้คนที่อยู่ภายใต้อาณัติของเขาล้วนต้องหวาดเกรงกันถ้วนหน้าแต่ถึงอย่างนั้นเมื่อสายตาของเขาได้พบกับหญิงสาวแล้วรอยยิ้มก็พลันปรากฏขึ้นในดวงตาของเขาขึ้นมาทันที
“ท่านพ่อ!”หญิงสาวพุ่งตัวเข้าไปพลางสวมกอดเขาด้วยความโหยหา
“อะไรกัน โตขนาดนี้แล้วยังวิ่งโลดโผนเป็ลิงทโมนไปได้”ชายวัยกลางคนรีบต่อว่าท่าทีของบุตรสาวที่ดูไม่ค่อยสำรวมนัก แต่ถึงจะต่อว่าเช่นไรสองแขนของเขาก็พร้อมโอบกอดนางกลับอยู่เสมอ
“ท่านพ่อไปเป็แรมเดือนจะให้ข้าทนสำรวมท่าทีประหนึ่งมิได้คิดถึงท่านได้เช่นไรเ้าคะ”
“แล้วแม่กับพี่ใหญ่ของเ้าเล่า"
“ท่านแม่ไปจ่ายตลาดกับลู่เหอส่วนพี่ใหญ่น่าจะไปฝึกรำกระบี่เ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดีข้าจะไปเข้าเฝ้าฝ่าาเสียหน่อย หากทั้งสองกลับมาแล้วฝากเ้าแจ้งด้วยว่าข้าจะกลับมาทานมื้อค่ำด้วย”
“เ้าค่ะท่านพ่อ”เยว่ซินก้มคำนับด้วยท่าทีสำรวม แตกต่างจากท่วงท่าโถมเข้าหาและกอดผู้เป็บิดาเมื่อสักครู่
หลังจากเอ่ยจบขายาวก็ก้าวเดินออกไปนอกตัวเรือนแล้วขึ้นนั่งบนเกี้ยวด้วยท่าทีน่าเกรงขามเช่นเดิมโดยมีผู้ติดตามอยู่จำนวนหนึ่งคอยเดินตามอยู่ไม่ห่างโชคยังดีที่ตอนนี้สายฝนที่โปรยปรายอยู่เริ่มซาลงบ้างแล้ว
“ฝนเริ่มซาแล้วเซียวเยี่ยน พวกเราออกไปฝึกธนูกันเถอะวันนี้ข้าจะให้ท่านพ่อได้ลิ้มรสกระต่ายป่าที่ข้าเป็คนจับ!”หญิงสาวพูดด้วยความตื่นเต้น
ด้วยความเป็บุตรสาวของท่านแม่ทัพนอกจากนี้ยังมีพี่ชายเป็หัวหน้าราชองครักษ์ด้วยแล้วทำให้เยว่ซินได้รับการซึมซับทักษะศิลปะการต่อสู้มานิดหน่อย อาจไม่เก่งกาจเท่าทั้งสองท่านแต่ก็มิได้น้อยหน้าผู้ใด
“แต่คุณหนูรองเ้าคะบนป่าเขาตอนนี้ดูท่าพื้นโคลนน่าจะเปียกแฉะ บ่าว….”
“เซียวเยี่ยนหากเ้าเดินไม่ไหว ก็ขึ้นหลังม้าไปกับข้าได้ อยู่แต่ในบ้านเช่นนี้ ข้าจะเฉาตายเอา”เยว่ซินยืนกรานเช่นนั้น เป็การบ่งบอกว่าถึงอย่างไรนางจะต้องไปให้ได้
“เ้าค่ะ….”เซียวเยี่ยน สาวใช้ข้างกายที่โตมาพร้อมกับเยว่ซินเอ่ยขานรับนางไม่้าไปในป่าเขายามที่ชื้นแฉะเช่นนี้ มิใช่เกียจคร้านแต่อย่างใดแต่นางเกรงว่าคุณหนูรองจะเป็อันตรายไป เนื่องจากพื้นโคลนค่อนข้างลื่นหากไถลทั้งคนทั้งม้าแล้ว คงไม่วายต้องโดนนายท่านตำหนิเป็แน่
เยว่ซินเดินกลับเข้าไปในห้องของตนก่อนจะทำการเปลี่ยนเป็ชุดฮั่นฝูแบบที่ทหารองครักษ์เขาสวมใส่กันแต่ถึงอย่างนั้นสีแดงบนเครื่องแต่งกายของนางก็ยังคงเด่นชัด
เยว่ซินหลงใหลสีแดงมาั้แ่ครั้งวัยเยาว์เนื่องจากแฝงไปด้วยความหมายอันหลากหลาย เช่นอำนาจบารมีอันโดดเด่นที่ไม่เป็สองรองใคร นอกจากนี้ยังมีความโดดเด่นและความร้อนแรงอันน่าตื่นเต้นแฝงอยู่ในนั้นด้วย เหนือสิ่งอื่นใดสีแดงยังหมายถึงความรักอีกด้วย
มือเรียวบางหยิบจับซองใส่ศรพร้อมคันธนูก่อนจะสวมมันเข้าไปชุดฮั่นฝูสีแดงของตนด้วยรูปลักษณ์ในตอนนี้ทำให้นางแปรเปลี่ยนจากหญิงสาวสดใสผู้มีใบหน้าอ่อนโยนเป็หญิงแกร่งแสนดุดันขึ้นมาในทันที
เยว่ซินก้าวเดินออกมาจากตัวเรือนก่อนจะพบว่าเซียวเยี่ยนได้เตรียมม้าเอาไว้พร้อมแล้วสองขาจ้ำอ้าวปีนขึ้นบนหลังม้าอย่างที่เคยทำเป็ประจำ ก่อนจะจับมือสาวใช้ให้ปีนตามขึ้นไปด้วยกันแล้วใช้แซ่ม้าบังคับให้มันออกเดิน
ใช้เวลาไม่นานนักทั้งสองก็มาถึงป่าเขา โดยปกติแล้วสถานที่ตรงนี้เป็ที่ล่าสัตว์ดังนั้นจึงเหมาะจะใช้สำหรับการฝึกยิงธนูเป็ที่สุดเนื่องจากเป้าหมายเป็สัตว์ตัวเล็กตัวน้อย ซึ่งเป็เป้าเคลื่อนที่จึงสามารถฝึกความแม่นยำในการยิงได้เป็อย่างดี
แกร่ก
อยู่ ๆก็มีเสียงอะไรบางอย่างแว่วดังขึ้นอาจจะเป็เสียงของตัวอะไรสักอย่างที่เหยียบเข้ากับกิ่งไม้
เยว่ซินไม่รอช้าหยิบคันธนูขึ้นด้วยท่วงท่ามาดมั่นก่อนจะเล็งยิงคันศรไปยังต้นเสียงถึงแม้จะมองไม่เห็นเป้าหมาย แต่นางรู้ดีว่าเป็เสียงของกระต่ายป่าอย่างแน่นอน
ไม่นานนักใช้เวลายิงศรธนูพลางควบม้าไล่ตามเ้ากระต่ายน้อยอยู่ไม่นานนักสองสาวก็จับกระต่ายป่าได้ในที่สุด
เซียวเยี่ยนลงจากหลังม้าก่อนจะเดินไปเก็บร่างของกระต่ายป่าใส่ห่อผ้าแล้วปีนขึ้นไปบนหลังม้าอีกครั้ง
ระหว่างทางที่ทั้งคู่กำลังจะกลับลงจากป่าเขา….
ฟิ้ว!
อยู่ ๆศรธนูไม่ทราบที่มาก็มุ่งผ่านหน้าเธอไปเพียงเฉียดฉิวเยว่ซินพลิกเอนหลังเพื่อหลบหลีกศรนั้น จนทำให้เซียวเยี่ยนพลัดตกจากหลังม้าโชคยังดีที่เยว่ซินคว้าจับมือของนางได้ทันเวลา
“เซียวเยี่ยน!”
หลังจากค่อย ๆ ปล่อยมือออกจากเซียวเยี่ยนจนเท้าของนางแตะพื้นแล้วเยว่ซินก็รีบลุกขึ้นนั่งควบบนหลังม้าดั่งเดิม ก่อนจะกวาดสายตาหาทิศทางของศรธนู
แกร่ก
เสียงแว่วผ่านเข้าทางหูด้านซ้ายก่อนจะมีศรธนูพุ่งมาอีกหนึ่งดอก
เยว่ซินะโขึ้นหมุนตัวลอยกลางอากาศก่อนจะง้างคันศรแล้วเล็งปลายธนูกลับไปทิศทางตรงนั้นหลังจากลูกศรพุ่งออกไปหญิงสาวก็หมุนตัวกลางอากาศอีกรอบก่อนที่เท้าทั้งสองข้างจะแตะลงบนพื้น
"โอ๊ย!"เหมือนว่าศรธนูของเยว่ซินจะโดนผู้ประสงค์ร้าย ทำให้พวกมันบางคนโอดครวญออกมา
"พวกเ้าเป็ใครกันแสดงตัวเดี๋ยวนี้!"
เยว่ซินยังไม่ทันได้ก้าวเดินไปชายวัยกลางคนที่โดนลูกศรธนูปักคาแขนก็พยายามคลานเข่าแล้วพยายามลุกขึ้นวิ่งหนีไป
หญิงสาวขึ้นควบม้าไล่ตามไปในทันที“หยุดนะ!”
“คุณหนูรอง!อันตรายนะเ้าคะ!” เซียวเยี่ยนกำลังนั่งทรุดตัวอยู่บนพื้นเนื่องด้วยเหตุการณ์เมื่อสักครู่ ทำให้บริเวณหลังและข้อมือของนางได้รับาเ็จึงไม่สามารถลุกขึ้นวิ่งตามเยว่ซินไปได้
หญิงสาวควบม้าด้วยท่าทีทรงสง่าถอดแบบผู้เป็บิดามาได้ไม่มีผิดเพี้ยน เมื่อไล่ตามมาได้ระยะทางพอสมควร อยู่ ๆคนร้ายก็หยุดชะงักลง ก่อนจะหันหลังกลับมาเผชิญหน้าประหนึ่งใจดีสู้เสือ
เยว่ซินหยุดม้าลงกะทันหัน
“ติดกับเข้าแล้วคุณหนูรอง”ชายวัยกลางคนแสยะยิ้มก่อนจะยกแขนขึ้นกวักมือโบกเรียกพรรคพวกของตนที่ซุ่มอยู่ตามพุ่มไม้ให้ก้าวเดินออกมา
“พวกเ้า้าสิ่งใด!”น้ำเสียงของนางค่อนข้างเต็มไปด้วยความมาดมั่น ไม่หวั่นเกรงแม้แต่น้อย
“หัวของพ่อเ้าไงล่ะ!”
“เ้ากล้าดียังไง!”หญิงสาวตวาดเสียงดังลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว ก่อนจะคว้าศรธนูคู่กายขึ้นมา
ในระยะเท่านี้การต่อสู้ด้วยธนูอาจไม่เหมาะนักเนื่องจากความเร็วในการคว้าลูกศรขึ้นมาเล็งยิงนั้นอาจยังไม่เพียงพอหากเป็เช่นนั้นคงได้โดนจับไปเป็แน่
เมื่อคิดได้ดังนั้นเยว่ซินจึงจับแซ่ม้าในมือเอาไว้แน่นก่อนจะฟาดลงเพื่อให้ยอดอาชาออกวิ่งไปข้างหน้าอย่างสุดตัว ย้อนกลับไปไม่ได้เด็ดขาดมิเช่นนั้น พวกมันต้องเจอเซียวเยี่ยนแน่
ฝูงคนจำนวนหนึ่งต่างพากันวิ่งไล่ตามไปพร้อมกับอาวุธในมือ
เมื่อเห็นว่าเยว่ซินเริ่มควบม้าไกลออกไปทุกทีหัวหน้ากลุ่มผู้ร้ายจึงยกคันศรธนูขึ้นมาก่อนจะเล็งยิงออกไป
ด้วยความที่ศรธนูเฉี่ยวโดนข้างแขนทำให้เยว่ซินพลัดตกจากหลังม้า นางพยายามลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเดินต่อไป
ด้วยความที่ระยะห่างค่อนข้างเหมาะสมเยว่ซินจึงหาโอกาสขึ้นไปอยู่บนเนินสูง ก่อนจะทำการเล็งยิงศรธนูใส่กลุ่มคนพวกนั้นไปทีละคน
ควับ!
เนื่องจากไม่ทันได้สังเกตจึงทำให้เยว่ซินที่กำลังก้าวเดินหามุมที่เหมาะสมเพื่อเล็งยิงไปสะดุดเข้ากับตะข่ายอะไรบางอย่างหลังจากนั้นเธอก็โดนเชือกลอกดึงคุมเข้ากับถุงตาข่ายนั้นให้ขึ้นไปห้อยอยู่กับต้นไม้สูง
เช่นนี้ คงทำอะไรไม่ได้ นอกจากยอมให้พวกมันจับไปเป็ตัวประกันเสียแล้วล่ะ….
อีกด้านหนึ่ง
“ดูเหมือนนางจะตกที่นั่งลำบากนะพ่ะย่ะค่ะ”ชายหนุ่มในชุดฮั่นฝูสีดำล้วนเอ่ยขึ้นพร้อมกับมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยสายตาหวาดหวั่น
ข้างกายของเขาเป็ชายหนุ่มที่กำลังสวมใส่ชุดฮั่นฝูสูงศักดิ์ใบหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลานิ่งเรียบไร้ซึ่งการแสดงออกทางสีหน้ากำลังยืนมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยท่าทีกำลังนึกคิด
“ฝ่าา…นาง…”
ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มข้างกายจะเอ่ยได้จบประโยคเขาก็ยกแขนขึ้นประหนึ่งห้ามปรามมิให้อื้อนเอ่ยสิ่งใดอีกต่อไปเนื่องจากกำลังใช้ความคิด
“นางเป็ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของแม่ทัพจางสินะหากนางโดนจับไป มิวายได้เกิดาระหว่างกลุ่มแมนจูกับเมืองของพวกเราเป็แน่”
“พ่ะย่ะค่ะ”ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกายต่างพากันเห็นด้วย
“ช่วยนาง….”
สิ้นเสียงของฝ่าาชายหนุ่มประมาณห้าคนก็พุ่งเข้าไปพร้อมกระบี่ในมือ ท่วงท่าของพวกเขาเคลื่อนไหวกันเป็กลุ่มตามการฝึกซ้อมแบบหน่วยทหารองครักษ์ขององค์รัชทายาท
ในขณะนั้นเยว่ซินที่กำลังโดนแขวนอยู่บนต้นไม้ก็ได้ปรายตาก้มมองลงไปก่อนจะเห็นกลุ่มคนจำนวนหนึ่งกำลังฟาดฟันอีกฝ่ายด้วยท่วงท่าอันแสนชำนาญการ
ทหารอย่างนั้นหรือ….แต่เหมือนจะไม่ใช่อย่างนั้นหากเป็ทหารแล้ว เหตุใดจึงไม่สวมใส่ชุดทหารเล่า….
ฟุบ!
มือหนาของชายหนุ่มผู้อยู่เื้ัคำสั่งของพลทหารพวกนั้นหยิบจับมีดเล่มเล็กก่อนจะปาโดนเข้าตรงเชือกที่ผูกติดอยู่กับกิ่งไม้อย่างแม่นยำ
ทำให้ร่างของหญิงสาวที่อยู่ในกับดักตะข่ายค่อยๆ ร่วงลงมาสู่พื้น
ชายหนุ่มลอยตัวขึ้นกลางอากาศก่อนจะคว้าตัวเยว่ซินเอาไว้ในอ้อมแขนพลางร่วงลงอย่างค่อยเป็ค่อยไปจนกระทั่งขาทั้งสองข้างแตะสู่พื้นอย่างปลอดภัย
“ท่าน….”
สายตาของทั้งสองสบประสานอยู่เนิ่นนานก่อนจะหลุดออกจากภวังค์ด้วยเสียงเรียกของพลทหาร
พูดคุยกับ writer: ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ ถ้าชอบฝากคอมเม้นท์เป็กำลังใจให้มาลงต่อหน่อยน้าา