ซ่งจินเหยาบอกได้ว่าหยางซู่หลานเป็คนที่คนปากแข็งแต่ใจอ่อน โดยพื้นฐานแล้วก็ไม่ใช่คนเลวอะไร
นอกจากนี้ ความขัดแย้งของเ้าของร่างเดิมและหยางซู่หลานก็ไม่ได้ลึกซึ้งถึงเพียงนั้น ความไม่ลงรอยส่วนใหญ่เกิดมาจากความดื้อรั้นและกระโดกกระเดกของอีกฝ่าย เพราะเ้าของร่างเดิมเป็คนอ่อนโยนไม่เคยถือสาอะไร
เวลานี้ หยางซู่หลานได้ช่วยตนและโม่ซีซีไว้ แล้วนางจะโกรธแค้นได้อย่างไร?
“ข้ารู้ ดังนั้นข้าจึงรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของเ้ามากขึ้น หากไม่ใช่เพราะเ้า ใครจะรู้ว่าซีซีจะได้รับาเ็สาหัสเพียงใด”
โม่ซีซีหยุดร้องไห้แล้ว เวลานี้กำลังสูดน้ำมูกและซุกตัวซบอยู่ที่ไหล่ของซ่งจินเหยา ถึงแม้จะอายุน้อยแต่นางก็เข้าใจว่าหญิงสาวทั้งสองกำลังพูดถึงตน นางเงยหน้าขึ้นมองหยางซู่หลาน ดวงตาแดงช้ำคลอน้ำตา แต่กลับยิ้มหวานออกมา
รอยยิ้มนี้ ใครเห็นก็ยากจะทำสีหน้าเ็าได้อีกต่อไป
หยางซู่หลานถูจมูกอย่างเก้ ๆ กัง ๆ มิอาจกล่าววาจารุนแรงต่อไปได้อีก ทันใดนั้น เ้าของร้านขายเสื้อผ้าก็วิ่งออกมาหน้าตาตื่น หยางซู่หลานก็เลยฉวยโอกาสโวยวายใส่ทันที
“เปิดร้านภาษาอะไร? รู้บ้างไหมว่าเมื่อครู่มันอันตรายแค่ไหน?”
ภรรยาของเ้าของร้านหน้าซีดเพราะความใ เมื่อรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงรีบเข้ามาขอโทษ “เป็ความผิดของสามีข้าเอง เมื่อไม่กี่วันก่อนฝนตกหนักมาก ป้ายร้านก็เลยหลุดออกมา เขาควรจะซ่อมมันั้แ่เมื่อสองสามวันก่อน แต่ก็ไม่ได้ทำ”
นางกล่าวคำขอโทษซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้งและเสนอผ้าเนื้อดีให้เพื่อเป็การชดเชย
หยางซู่หลานไม่ใช่คนประเภทที่ชอบเอาเปรียบใคร นางขอให้เ้าของร้านตัดผ้าเนื้อดีชิ้นหนึ่งมาเป็การชดเชย เพียงพอที่จะเอามาตัดชุดเล็ก ๆ ให้กับโม่ซีซี และยอมปล่อยผ่านเื่นี้ไป
จากนั้นนางก็มองโม่ซีซีใกล้ ๆ และเมื่อเห็นเด็กน้อยน่ารักและเชื่อฟังเพียงใด นางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเอ็นดู แต่พอเงยหน้ามาสบตากับซ่งจินเหยา ก็รีบแสร้งทำหน้าดุใส่
“สามีของเ้าอาจจะไร้ประโยชน์ แต่เ้าตัวน้อยนี่น่ารักจริง ๆ เ้าโชคดีแล้ว”
หยางซู่หลานยังคงพูดจารุนแรงเช่นเคย ทว่าซ่งจินเหยามิได้ใส่ใจ นางยิ้มแล้วอุ้มโม่ซีซีส่งไปให้
“นางเป็เด็กดีจริง ๆ เ้าอยากลองอุ้มดูไหมล่ะ?”
หยางซู่หลานเอื้อมมือออกไปโดยสัญชาตญาณ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อรู้สึกปวดที่ไหล่ขึ้นมาเบา ๆ นางเรียนศิลปะการต่อสู้มาบ้างเล็กน้อย พอจะรู้ว่าอาการาเ็จากการล้มกระแทกพื้นเมื่อครู่เป็อย่างไร และอาการปวดแบบนี้ก็คงเพราะกล้ามเนื้อเคล็ดนิดหน่อยนั่นเอง
นางคงฝืนร่างกายขณะช่วยโม่ซีซีออกจากอันตราย มันไม่ใช่อาการาเ็ร้ายแรงอะไร เพียงดื่มยาสมุนไพรและทาถู ๆ อีกนิดหน่อย ไม่กี่วันก็คงหาย
ดังนั้นนางจึงไม่ได้สนใจเื่นั้นมากนัก พอพูดก็ยังทำเป็แข็งกร้าว
“เ้าคิดว่าข้าเหมือนเ้าหรือยังไง? อายุแค่นี้แต่กลับรีบร้อนเป็แม่เลี้ยงเสียแล้ว ข้าน่ะไม่ชอบเด็กหรอกนะ!”
ซ่งจินเหยามิได้รบเร้า นางเพียงก้าวเข้าไปใกล้และกระซิบเบา ๆ “ลองดูถุงเงินของเ้าสิ มีคนขโมยไปหรือเปล่า?”
เมื่อครู่มีคนมากมายเข้ามาช่วยพยุงพวกนางลุกขึ้น สถานการณ์ก็วุ่นวายไม่เบา ซ่งจินเหยาสังเกตเห็นว่ามีบางอย่างหายไปจากเอวของหยางซู่หลาน
หยางซู่หลานเคยชินกับการออกมาข้างนอกพร้อมสาวใช้ติดตาม และสาวใช้มักจะเป็คนจัดการเื่เงินให้นางเสมอ ตัวนางเองเป็คนสบาย ๆ จึงไม่ใส่ใจเื่พวกนี้เลย
วันนี้นางออกมาข้างนอกคนเดียว เห็นได้ชัดว่าไม่มีสาวใช้ติดตามมาด้วย นางอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรเก็บถุงเงินไว้ข้างในเสื้อผ้า สุดท้ายขโมยก็ฉวยโอกาสจากความชุลมุนวุ่นวายนี้เข้าให้
เมื่อหยางซู่หลานเอื้อมมือไปตรวจดู สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันที
“เงินของข้า! ใครขโมยเงินของข้าไป?”
นางรู้สึกโกรธมาก…ไม่เพียงแค่โกรธเท่านั้น แต่ยังรู้สึกอับอายอีกด้วย นางเป็ถึงลูกสาวของรองนายอำเภอฉางฮวา แต่กลับถูกขโมยถุงเงินไปได้อย่างไร? แม้ว่านี่จะเป็เมืองซงซวง มิใช่เมืองฉางฮวาก็ตาม
ทว่าท่านตาของนางคือใต้เท้าเผิง เป็ถึงพัศดีในอำเภอซงซวง ที่คอยดูแลกิจการของหน่วยลาดตระเวนและเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
อยู่ในพื้นที่ที่ท่านตาของตัวเองดูแลแท้ ๆ แต่ยังโดนขโมยเงินเข้าให้ จะไม่นางอับอายได้อย่างไร?
ภรรยาเ้าของร้านช่วยแจ้งเื่นี้กับเ้าหน้าที่ แต่เื่การขโมยเงินก็เกิดขึ้นบ่อยครั้ง การจะให้ตามหาคนร้ายแล้วได้ผลในทันที คงเป็เื่ยาก ไหนจะไม่รู้ใครเป็คนขโทย เงินที่หายไปก็ไม่ได้คืน
หยางซู่หลานอารมณ์ไม่ดีและหันไปหาซ่งจินเหยา “ทั้งหมดนี้เป็ความผิดของเ้า ก่อนหน้านี้ข้าอยู่ดี ๆ ก็ไม่เป็ไร พอเ้าโผล่มาก็ซวยเลย เงินก็หาย เห็นไหมล่ะ? เจอเ้าทีไร มีแต่โชคร้ายจริง ๆ"
ซ่งจินเหยาหัวเราะเบา ๆ ตอบกลับไป “เอาล่ะ ๆ เป็ความผิดของข้าเอง มีร้านขนมหวานอยู่ข้างหน้า ข้าจะเลี้ยงขนมเ้าเพื่อเป็การไถ่โทษ ตกลงไหม?”
จริง ๆ แล้ว ซ่งจินเหยาเองก็รู้สึกกระหายน้ำอยู่พอดี หลังจากที่ใกลัวมาพักใหญ่ นางก็้าอะไรเย็น ๆ หวาน ๆ มาเพื่อสงบสติอารมณ์ จำได้ว่าเห็นร้านขนมหวานระหว่างทาง และการเชิญหยางซู่หลานไปด้วยก็เป็วิธีขอบคุณนางที่ช่วยตนไว้
มันเป็ร้านขนมหวานธรรมดา ๆ ขนมหวานชามหนึ่งราคาประมาณสี่ถึงหกเหวิน และยังมีขนมอบด้วย
หยางซู่หลานไม่ได้ชอบขนมหวานมากนัก แต่หลังจากกัดขนมอบไปคำหนึ่ง ดวงตาของนางก็เป็ประกายขึ้น “ขนมกุ้ยฮวานี้อร่อยมาก จินเหยา เ้าต้องลองชิมดูนะ”
นางคว้าขนมชิ้นหนึ่งและยืนกรานให้ซ่งจินเหยาลองชิม ซ่งจินเหยาดูลังเลเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นครู่หนึ่ง นางก็รับมันมาและป้อนให้กับโม่ซีซี
นางอาจจะปล่อยให้เด็กน้อยเลอะเทอะได้เล็กน้อย แต่จะทำให้ตัวเองเลอะเทอะไม่ได้ มิเช่นนั้น นางจะไม่สามารถเพลิดเพลินกับอาหารเย็นของตนได้ในภายหลัง
เพื่อไม่ให้หยางซู่หลานหยิบชิ้นใหม่ให้นาง ซ่งจินเหยาจึงรีบหยิบขนมชิ้นหนึ่งขึ้นมากินเอง
ด้านนอกกรุบกรอบ ด้านในนุ่มละมุน มีกลิ่นหอมหวานของดอกกุ้ยฮวา รสชาติดีจริง ๆ
หยางซู่หลานยิ้มกว้างอย่างพอใจ “รสชาติอร่อยมากเลยใช่ไหมล่ะ? ร้านขนมสองร้านในฉางฮวาเทียบไม่ได้เลย ท่านตาของข้าพูดถูก ซงซวงตอนนี้แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง!”
ซ่งจินเหยามีความทรงจำของเ้าของร่างเดิม แต่ในนั้นแทบไม่มีภาพจำเกี่ยวกับอำเภอซงชวงเลย รู้แค่ว่าอำเภอซงชวงเป็อำเภอที่ยากจนและล้าหลังที่สุดในลู่โจว ประชากรก็น้อย การค้าการขายก็ไม่เจริญเอาเสียเลย
แม้ว่าใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมา ขณะที่นางออกมาซื้อของในเมือง นางจะไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น ทว่าความรู้สึกเดิมยังคงอยู่
หยางซู่หลานเริ่มพูดคุยอย่างออกรสออกชาติ เล่าว่าเมื่อก่อนอำเภอซงชวงยากจนแค่ไหน แต่ได้ยินมาว่ามี ‘คนเก่ง’ คนหนึ่งโผล่มาในเมือง ช่วยนำพาการค้าทั้งอำเภอให้เติบโต ตอนนี้อำเภอซงชวงแทบจะเทียบชั้นกับอำเภอฉางฮวาได้แล้ว
“ท่านตาบอกว่าประชากรของซงซวงเพิ่มขึ้นมาก และภายในปีหน้าอาจได้รับการยกระดับเป็เมืองระดับกลาง ถ้ายังเป็เช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ อาจกลายเป็เมืองระดับสูงได้สักวัน ฮ่า ๆ ๆ ท่านพ่อบอกว่านายอำเภอฉางฮวาไม่ค่อยพอใจเื่นี้นัก”
ทั้งสองเมืองมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ซงซวงเคยพึ่งพาฉางฮวามาเป็เวลานาน ทว่าเวลานี้ซงซวงสามารถยืนหยัดด้วยตัวเองได้ และดูเหมือนว่าพร้อมที่จะแซงหน้าฉางฮวาเสียด้วยซ้ำ เป็ธรรมดาที่นายอำเภอฉางฮวาจะรู้สึกไม่พอใจ
ซ่งจินเหยาเพียงแค่ยิ้มขณะที่หยางซู่หลานพูดพล่ามต่อไป นางพยักหน้าเห็นด้วยเป็บางครั้ง
จากนั้น หยางซู่หลานก็นิ่งเงียบไป นางมองซ่งจินเหยาครู่หนึ่ง จากนั้นก็ส่ายศีรษะ “ข้าคิดว่าเ้าเปลี่ยนไปแล้ว แต่กลายเป็ว่าเ้าก็ยังเหมือนเดิม…น่าเบื่อเหมือนเดิม”
ในตอนนั้นเอง โม่ซีซีเผลอดื่มน้ำหวานมากไป จึงสำลักขนมและเริ่มไอ ซ่งจินเหยาจึงหันไปตบหลังให้นางเบา ๆ แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดปากให้นาง
ซ่งจินเหยาหันกลับมามองแล้วเอ่ยถาม “เ้าว่าอะไรนะ?”
หยางซู่หลานตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่มีอะไร”
จากนั้นนางก็ดื่มน้ำหวานจนหมด แล้วพูดต่อว่า “ตรงหัวมุมถนนด้านเหนือมีร้านอาหารอยู่ เป็ร้านต้มพะโล้เปิดใหม่ ดังมากทีเดียว ชื่อเสียงเลื่องลือไปถึงฉางฮวาเลย ข้าอยากไปกิน”
ซ่งจินเหยาคลี่ยิ้ม “เอาสิ”
เวลาล่วงเลยมาพอสมควรแล้ว ซ่งจินเหยาจึงตัดสินใจจะหาผักง่าย ๆ มาทำมื้อเย็น แล้วค่อยตุ๋นซี่โครงหมูในวันพรุ่งนี้
นางอุ้มโม่ซีซีไว้ในอ้อมแขน จากนั้นทั้งสามก็มุ่งหน้าไปยังร้านอาหาร หยางซู่หลานเริ่มพูดพล่ามอีกครั้ง
“เ้ารู้ไหม เหตุใดท่านแม่ถึงส่งข้ามาที่บ้านท่านตา? ทั้งหมดก็เป็เพราะญาติของเ้า หลี่อิ๋งเซี่ยอย่างไรล่ะ”
.
.
.